(ต่อจากชุดที่แล้ว)
ประเภทของหะดีษฎออีฟ
ดังที่ได้กล่าวมาตอนที่แล้วถึงองค์ประกอบที่ทำให้หะดีษเป็นฎออีฟมี
2 อย่างคือ ในสายรายงานนั้นมีผู้รายงานที่ถูกวิจารณ์
และการขาดตอนหรือตกหล่นของสายรายงาน
จากองค์ประกอบทั้งสองนี้ทำให้หะดีษฎออีฟแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้
หะดีษที่เป็นฎออีฟเนื่องจากการขาดตอนหรือตกหล่นของสายรายงาน
1. หะดีษ
มุอัลลั๊ก المعلق คือ
หะดีษที่มีผู้รายงานถูกตัดออกจากอิสนาด(สายรายงาน)คนเดียวหรือมากกว่าหนึ่งคน
อาจจะถูกตัดออกตั้งแต่ตอนต้น หรือช่วงสุดท้ายของสายรายงานก็ตาม
· ผู้รายงานหะดีษถูกตัดออกทั้งหมด
โดยจะเริ่มด้วยการกล่าวว่า
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم......... (ท่านรสูล-ศ็อลฯ-ได้กล่าวว่า.............)
· ผู้รายงานถูกตัดออกทั้งหมดยกเว้น
เศาะหาบะฮฺ เช่น
عن ابن عمر رضي الله عنهما أن النبي صلى الله عليه وسلم
قال .........
(จากอิบนิ อุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา-
แท้จริงท่านรสูล-ศ็อลฯ-ได้กล่าวว่า.............)
· ผู้รายงานถูกตัดออกทั้งหมดยกเว้น
ตาบิอีนและเศาะหาบะฮฺ เช่น
عن الحسن عن ابن عمر رضي الله عنهما أن النبي صلى الله
عليه وسلم قال .........
(จากอัล-หะสัน จากอิบนิ
อุมัร แท้จริงท่านรสูล-ศ็อลฯ-ได้กล่าวว่า.............)
หุก่มของหะดีษมุอัลลั๊ก
หะดีษมุอัลลั๊กใช้เป็นหลัฐานไม่ได้
เพราะสายรายงานขาดตอนและเราไม่สามารถทราบว่าผู้รายงานที่ถูกตัดออกจากสายรายงานนั้นมีสถานภาพเช่นไร
เชื่อถือได้หรือไม่
ในกรณีนี้ยกเว้นหะดีษมุอัลลั๊กในตำราศอหี้หของบุคอรีย์
ซึ่งมีจำนวน 1,341 หะดีษ
ซึ่งไม่ถือว่าเป็นหะดีษฎออีฟที่ขาดตอนแต่อย่างใดเพราะท่านอิบนุหะญัร
ได้ติดตามตรวจสอบพบว่าทุกหะดีษมีสายรายงานติดต่อกันและถูกต้อง ท่านอิบนุหะญัรได้เรียบเรียงหนังสือ
(ตัฆลีกุต ตะอฺลีก)تغليق
التعليق เพื่อชี้แจงสถานภาพหะดีษมุอัลลั๊กในตำราศอหี้หของบุคอรีย์โดยเฉพาะ
ส่วนในตำราศอหี้หของอิมามมุสลิมมีหะดีษมุอัลลั๊กอยู่ 3 บท
ตัวอย่างหะดีษมุอัลลั๊กจากตำราของอิมามอัลบุคอรีย์
1.
ผู้รายงานหะดีษถูกตัดออกทั้งหมด
อิมามบุคอรีย์กล่าวว่า ตัวแทนของเผ่าอับดุ ก็อยสฺ
ได้กล่าวแก่ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ว่า ....
مرنا بجمل من الأمرإن عملناها دخل الجنة
ความว่า ท่านโปรดชี้แจงแก่พวกเราถึงการงาน
ซึ่งเมื่อพวกเราปฏิบัติแล้วก็จะได้เข้าสวนสวรรค์
อิมามอัลบุคอรีย์ได้ตัดผู้รายงานจากอิสนาดออกทั้งหมด
2. ผู้รายงานถูกตัดออกทั้งหมดยกเว้น เศาะหาบะฮฺ
อิมามบุคอรีย์กล่าวว่า
ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้เล่าว่า....
كان النبي صلى الله عليه وسلم يذكر الله على كل أحواله
ความว่า ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะซิเกรฺ (รำลึกถึง)อัลลอฮฺทุกเวลา
3. ผู้รายงานถูกตัดออกเพียงคนเดียว
อิมามบุคอรีย์กล่าวว่า ท่านมาลิก
ได้เล่าจาก อัซซุฮฺรีย์ จาก อบูสะละมะฮฺ จากอบูฮูรัยเราะฮฺ
จากท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ว่า
لا تفاضلوا بين الأنبياء
ความว่า พวกเจ้าอย่าได้ประชันความประเสริฐระหว่างบรรดานบี-ศาสนทูต-ของอัลลอฮฺเลย
อิมามบุคอรีย์ตัดผู้รายงานออกเพียงคนเดียว ก่อนอิหม่ามมาลิก
2. หะดีษมุรสัล حديث مرسل
หะดีษมุรสัล คือ
หะดีษที่ตาบิอีน(บุคคลสมัยต่อจากเศาะหาบะฮฺ)ระบุว่านำมาจากท่านนบี
โดยไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รายงานหะดีษให้แก่เขา
ตาบิอีนส่วนใหญ่ก็คือสานุศิษย์ของเหล่าเศาะหาบะฮฺ หากตาบิอีนคนใดจะรายงานหะดีษเขาต้องระบุเศาะหาบะฮฺที่รายงานหะดีษให้แก่เขาเสียก่อน
เพราะพวกเขาไม่ทันกับสมัยของท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)
ถ้าการรายงานหะดีษของตาบิอีนแบบโดดข้ามเศาะหาบะฮฺ มายังรสูลโดยตรง
เราเรียกหะดีษประเภทนี้ว่า มุรสัล คำว่า มุรสัล ทางภาษา หมายถึง
สิ่งที่ถูกส่ง หรือสิ่งที่ถูกปล่อย
หุก่มของหะดีษมุรสัล
นักวิชาการมีความเห็นเกี่ยวกับการนำหะดีษมุสัลมาเป็นหลักฐานแตกต่างกันไป
ก. นักวิชาการหะดีษส่วนใหญ่เห็นว่า
หะดีษมุรสัลนำมาเป็นหลักฐานไม่ได้ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้รายงานหะดีษที่ตกหล่นนั้นเป็นเศาะหาบะฮฺหรือไม่
ถ้าไม่ใช่เศาะหาบะฮฺแล้วเขาผู้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่
ข. ท่านอบูหะนีฟะฮฺ มาลิก อะหฺมัด
เห็นว่าหะดีษมุรสัลนำมาเป็นหลักฐานได้
เพราะตาบิอีนเป็นผู้ที่มีคุณธรรมย่อมรายงานจากผู้ที่มีคุณธรรมเช่นกัน
และคงไม่มีเจตนาที่จะปกปิดข้อบกพร่องใดๆ
ค. นักวิชาการสังกัดสำนักคิดหะนะฟีย์บางคนเห็นว่าหะดีษมุรสัลนำมาเป็นหลักฐานได้
ถ้าหากผู้ที่รายงานนั้นอยู่ในยุคฮิจเราะห์ศตวรรษที่ 3
ง. อิหม่าม
อัชชาฟิอีย์ มีทัศนะว่าเห็นว่าหะดีษมุรสัลนำมาเป็นหลักฐานได้
หากหะดีษนั้นมีหะดีษที่สายรายงานติดต่อกัน, ทัศนะของเศาะหาบะฮฺ,
มติของนักวิชาการส่วนใหญ่, หรือกียาส มาสนับสนุน
นอกจากนี้อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ยังได้กำหนดเงื่อนไขอื่นๆอีก
1.
ตาบิอีนที่รายงานหะดีษมุรสัล ต้องเป็นตะบิอีนอวุโส เช่นท่าน
สะอีด บิน มุสัยยับ ฯลฯ
2.
เมื่อตาบิอีน(อวุโส)ระบุชื่อบุคคลที่ตกหล่นในที่อื่นๆบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้ที่เชื่อถือได้เสมอ
3.
หากมีกระแสรายงานอื่นที่เชื่อได้
กระแสรายงานนั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกับตาบิอีย์คนดังกล่าว
ตัวอย่างหะดีษมุรสัล
หะดีษที่บันทึกโดยอิหม่ามมาลิก ในตำรา อัลมุวัฏเฏาะ
หมายเลขหะดีษที่ 268 กิตาบ อันนิดา ลิศเศาะลาฮฺ
عَنْ مَالِك عَنْ عَبْدِ الرَّحْمَنِ
بْنِ حَرْمَلَةَ الْأَسْلَمِيِّ عَنْ سَعِيدِ بْنِ الْمُسَيَّبِ أَنَّ رَسُولَ
اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ بَيْنَنَا وَبَيْنَ
الْمُنَافِقِينَ شُهُودُ الْعِشَاءِ وَالصُّبْحِ لَا يَسْتَطِيعُونَهُمَا أَوْ
نَحْوَ هَذَا
ความว่า จากมาลิก จากอับดุรเราะห์มาน
จาก หัรมะละฮฺ อัลอัสละมีย์ จาก อิบนิมุสัยยับ
แท้จริงท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า เส้นแบ่งระหว่างเรา
(บรรดามุอ์มิน)กับพวกมุนาฟิก(กลับกลอก)คือ การมาละหมาดอีชา และศุบหฺแบบญะมาอะฮฺ
พวกเขาไม่สามารถมาละหมาดในเวลานั้นได้
ปราชญ์หะดีษที่มักรายงานหะดีษแบบอิรสาล (โดดข้าม)
· ที่นครมะดีนะฮฺ
มีท่านสะอีด บิน มุสัยยับ
· ที่นครมักกะฮฺ
มีท่าน อะเฏาะอ์ บิน เราะบาหฺ
· ที่อิยิปต์
มีท่าน สะอีด บิน ฮิลาล
· ที่เมืองชาม
มีท่าน มักหูล อัดดิมัชกีย์
· ที่เมืองบัศเราะฮฺ
มีท่าน อัลหะสัน อัลบัศรีย์
· ที่เมืองกูฟะฮฺ
มีท่าน อิบรอฮิม อันนะเคาะอีย์
มุรสัล เศาะหาบีย์ مرسل صحابي
คือหะดีษที่รายงานโดยเศาะหาบะฮฺจากท่านรสูล
แต่ทว่าเขาไม่ได้ฟังจากท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยตรง
เนื่องจากเขายังเด็กฟังยังไม่รู้เรื่อง หรือเข้าอิสลามในช่วงท้ายของชีวิตท่านรสูล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)
แต่เขารายงานหะดีษเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้รวมอยู่ด้วย
หรือเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงตอนต้นของอิสลาม
หุก่มหะดีษมุรสัล เศาะหาบีย์
ปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่า
หะดีษประเภทนี้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้
เพราะผู้ที่มีฐานะเป็นเศาะหาบะฮฺ จะจัดอยู่ในหมู่ผู้ที่มีคุณธรรมทุกคน
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะพูดเท็จ
และส่วนใหญ่เศาะหาบะฮฺจะรายงานหะดีษจากเศาะหาบะฮฺด้วยกัน
น้อยมากที่พวกเขาจะรายงานจากตาบิอีน
แต่ถ้ารายงานจากตาบิอีนแล้วพวกเขาจะระบุชื่อตาบิอีนนั้นเสมอ
ตัวอย่างหะดีษมุรสัล เศาะหาบีย์
عَنْ ابْنِ عَبَّاسٍ رَضِيَ اللَّهُ
عَنْهُمَا أَنَّهُ أَخْبَرَهُ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ
وَسَلَّمَ خَرَجَ عَامَ الْفَتْحِ فِي رَمَضَانَ فَصَامَ حَتَّى بَلَغَ الْكَدِيدَ
ثُمَّ أَفْطَرَ
ความว่า
จากอิบนุอับบาส เขาได้เล่าว่า แท้จริงแล้วท่านรสูล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ออกเดินทาง ในปีที่มีการพิชิตนครมักกะฮฺ
ในเดือนรอมฎอน ขณะนั้นท่านได้ถือศีลอดอยู่ เมื่อถึง อัลเกาะดีด ท่านบีก็ได้ละศีลอด
หะดีษข้างต้นถือเป็นหะดีษมุรสัล เศาะหาบีย์ เนื่องจากอิบนุอับบาสได้รายงานหะดีษเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขามิได้ร่วมอยู่ด้วย
เพราะตอนที่ท่านรสูลเดินทางนั้นเขายังอยู่ที่มักกะฮฺ ดังนั้นอิบนุอับบาส
ต้องรับหะดีษนี้จากเศาะหาบะฮฺท่านอื่นอย่างแน่นอน
หะดีษที่เป็นมุรสัลเศาะหาบีย์ส่วนมากมาจากเศาะหาบะฮฺรุ่นเล็ก
เช่น อิบนุอับบาส อิบนุซุเบรฺ เป็นต้น
หะดีษ มุอฺ ฎ็อล المعضل
หะดีษ มุอฺฎ็อลคือ
หะดีษที่มีผู้รายงานในอิสนาด(สายรายงาน)ตกหล่นในแห่งเดียวกันติดต่อกันสองคนหรือมากว่านั้น
มุอฺฎ็อล
ทางภาษาหมายถึง สิ่งที่หายาก หรือสิ่งที่เข้าใจยาก
ตัวอย่างหะดีษ
มุอฺฎ็อล
หะดีษที่บันทึกโดยอิมามมาลิกในตำรา
อัลมุวัฏเฏาะ/กิตาบ อัลญามิอฺ/บาบ อัลอัมรุ บิลริฟกฺ บิล มัมลูก
حَدَّثَنِي مَالِك أَنَّهُ بَلَغَهُ أَنَّ أَبَا هُرَيْرَةَ
قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لِلْمَمْلُوكِ
طَعَامُهُ وَكِسْوَتُهُ بِالْمَعْرُوفِ وَلَا يُكَلَّفُ مِنْ الْعَمَلِ إِلَّا مَا
يُطِيقُ
ความว่า มีรายงานมาถึงอิมามมาลิกว่า
แท้จริงอบูฮุรัยเราะฮฺ กล่าวว่า ท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า
สำหรับผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง(ทาสหรือคนใช้)นั้นพึ่งได้รับอาหารและเครื่องนุ่งห่มที่ดี
และไม่ควรใช้งานเกินความสามารถของเขา
จะสังเกตุว่าสายรายงานของหะดีษนี้มีผู้รายงานตกหล่นติดต่อกันสองคนระหว่างมาลิก
กับอบูฮุรัยเราะ เพราะอิหม่ามมาลิกเกิดไม่ทันกับยุคอบูฮุรัยเราะฮฺซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺ
ในตำราหะดีษเล่มอื่นๆนอกจากอัลมุวัฏเฏาะแล้ว
อิหม่ามมาลิก จะรายงานหะดีษนี้ โดยระบุอิสนาดดังนี้ จากมาลิก จากมุหัมมัด
บินอัจญลาน จากพ่อของเขา จากอบูฮุรัยเราะฮฺ.........
ดังนั้นเราจึงทราบว่าสายรายงานที่ปรากฏในอัลมุวัฏเฏาะนั้น
มีผู้รายงานตกหล่น 2 คนคือมุหัมมัด บินอัจญลาน และพ่อของเขา(อัลอัจญลาน
เมาลา ฟาฏิมะฮฺ)
หะดีษมุงเกาะฏิอฺ المنقطع
หะดีษมุงเกาะฏิอฺ คือหะดีษ ที่มีผู้รายงาน(ก่อนเศาะหาบะฮฺ)ตกหล่นหนึ่งหรือสองคน
ไม่ว่าจะเป็นตรงจุดไหนก็ตาม และไม่จำเป็นต้องตกหล่นติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง
การขาดตอนของมุงเกาะฏิอฺนั้นแตกต่างกับการขาดตอนของ
มุอัลลัก มุรซัล และมุอฺฎ็อล
คำว่ามุงเกาะฏิอฺ
ทางภาษาหมายถึง สิ่งที่ขาด
หะดีษที่บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษที่763
/กิตาบ อัลมะสาญิด วัลญะมาอาต /บาบ อัดดุอาอ์ อินดะ ดุคูลมัสญิด
حَدَّثَنَا أَبُو بَكْرِ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ حَدَّثَنَا
إِسْمَعِيلُ بْنُ إِبْرَاهِيمَ وَأَبُو مُعَاوِيَةَ عَنْ لَيْثٍ عَنْ عَبْدِ
اللَّهِ بْنِ الْحَسَنِ عَنْ أُمِّهِ عَنْ فَاطِمَةَ بِنْتِ رَسُولِ اللَّهِ
صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَتْ كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ
عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا دَخَلَ الْمَسْجِدَ يَقُولُ بِسْمِ
اللَّهِ وَالسَّلَامُ عَلَى رَسُولِ اللَّهِ اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي ذُنُوبِي
وَافْتَحْ لِي أَبْوَابَ رَحْمَتِكَ وَإِذَا خَرَجَ قَالَ بِسْمِ اللَّهِ وَالسَّلَامُ عَلَى رَسُولِ اللَّهِ
اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي ذُنُوبِي وَافْتَحْ لِي أَبْوَابَ فَضْلِكَ
ความว่า
จากอบูบักรฺ บินอบี ชัยบะฮฺ จาก อิสมาอีล
บินอิบรอฮีมและอบูมุอาวิยะฮฺ จาก ลัยษฺ จากอับดุลลอฮฺ
บิน หะสัน จาก แม่ของเขา(ฟาฏิมะฮฺ บินตฺ อัลฮุเซน บิน อะลี)จากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
บุตรีของท่านรสูล นางกล่าวว่า เมื่อท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)
เข้ามัสยิดท่านจะกล่าวว่า...
بِسْمِ اللَّهِ
وَالسَّلَامُ عَلَى رَسُولِ اللَّهِ اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي ذُنُوبِي وَافْتَحْ
لِي أَبْوَابَ رَحْمَتِكَ
(ด้วยพระนามของอัลลอฮฺและความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตของพระองค์
โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยโทษบาปของข้าฯด้วยเถิด
และได้โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์แเก่ข้าฯด้วยเถิด)
และเมื่อท่านออกจากมัสยิดท่านกล่าวว่า..
بِسْمِ اللَّهِ
وَالسَّلَامُ عَلَى رَسُولِ اللَّهِ اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي ذُنُوبِي وَافْتَحْ
لِي أَبْوَابَ فَضْلِكَ
(ด้วยพระนามของอัลลอฮฺและความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตของพระองค์
โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยโทษบาปของข้าฯด้วย และได้โปรดเปิดประตูแห่งความกรุณาของพระองค์แเก่ข้าฯด้วยเถิด)
สังเกตุจากอิสนาดของหะดีษนี้มีผู้รายงานตกหล่นอยู่หนึ่งคน
เนื่องจากฟาฏิมะฮฺ บินตฺ อัลหุเซน บิน อะลี ไม่ทันได้พบท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
บุตรีของท่านรสูลซึ่งเป็นยายของนางนั้นเอง
ระหว่างนางทั้งสองนี้ต้องมีผู้รายงานอีกคนที่ตกหล่นอยู่
ดังนั้นหะดีษนี้จึงถือเป็นหะดีษเฎาะอีฟ