ความรู้เกี่ยวกับหะดีษ

โดย อ.อันวา  สะอุ


หะดีษ حديث

ความหมายของหะดีษ

 

ความหมายทางภาษา

คำว่าหะดีษในภาษาอาหรับมีความหมายดังนี้

          1.  แปลว่า ใหม่ ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า เกาะดีม قديم    ซึ่งแปลว่า เก่า

2.    แปลว่า คำพูด เช่น หะดีษของอับดุลลอฮฺ หมายถึง คำพูดของอับดุลลอฮฺ เป็นต้น

 

ความหมายทางวิชาการ

หะดีษ คือ คำพูด  การกระทำ การยอมรับ และคุณลักษณะ ตลอดจนชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสลัม)

          อิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ให้นิยามของหะดีษว่า “ทุกๆสิ่งที่พาดพิงถึงท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสลัม)”

 

คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับหะดีษ

1.    อัซซุนนะฮฺ   السنة       

2.    อะษัร  أثر       

3.    เคาะบัร  خبر

1.  อัซซุนนะฮฺ  السنة  เดิมนั้นแปลว่า แนวทาง หรือ แบบอย่าง  ส่วนความหมายทางวิชาการนั้นมีหลายนิยาม

·  นักปราชญ์วิชาหะดีษและปราชญ์อุศูลุลฟิกฮ์ให้ความหมายอัซซุนนะฮฺเช่นเดียวกับคำว่าหะดีษ

·  นักปราชญ์วิชาฟิกฮฺให้ความหมายอัซซุนนะฮฺว่า สิ่งที่มีบัญญัติพึ่งกระทำ หากละเว้นไม่กระทำก็ไม่มีบทลงโทษใดๆ ซึ่งตรงข้ามกับคำว่าวาญิบ(จำเป็น)หรือฟัรฎู(บังคับต้องกระทำ)

·  นักปราชญ์ทั่วไปใช้คำว่า อัซซุนนะฮฺในบางครั้งหมายถึง สิ่งตรงข้ามกับคำว่าบิดอะฮฺ (อุตริกรรม)

2.  อะษัร  أثر  ความหมายเดิมคือ ร่องรอย เครื่องหมาย หรือสิ่งที่หลงเหลือ

·  นักปราชญ์วิชาหะดีษให้ความหมายอะษัรเช่นเดียวกับคำว่าหะดีษ

·  นักปราชญ์บางท่านให้ความหมายว่า คำพูดหรือการกระทำของเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน

3.  เคาะบัร خبر  ความหมายเดิมคือ ข่าว เรื่องราว

·  นักปราชญ์วิชาหะดีษให้ความหมายเคาะบัรเช่นเดียวกับคำว่าหะดีษ

·  นักปราชญ์บางท่านให้ความหมายว่า หะดีษคือสิ่งที่มาจากท่านรอซูล  ส่วนเคาะบัรคือสิ่งที่มาจากผู้อื่น

 

*ปราชญ์ บางท่านก็จำแนกคำที่กล่าวมาข้างต้นดังนี้

·  หะดีษ  حديث คือสิ่งที่มาจากท่านรอซูล

·  อะษัรأثر  คือสิ่งที่มาจากเศาะหาบะฮฺ ตาบีอีนและผู้ที่มาหลังจากพวกเขา

·  ส่วนเคาะบัร  خبر  คือ ชีวประวัติของบรรดากษัตริย์สมัยโบราณและบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

 

ความแตกต่างระหว่างอัลกุรอานกับหะดีษ

1.      อัลกุรอานคือ   كلام الله(คำดำรัสของอัลลอฮฺ)ทั้งถ้อยคำและความหมาย ส่วนหะดีษเป็น- وحي วะห์ยู(วิวรณ์)จากอัลลอฮฺในด้านความหมายเพียงอย่างเดียว

2.      อัลกุรอานมีความเป็นมหัศจรรย์ และความท้าทาย  إعجاز و تحدى  ทั้งถ้อยคำและความหมายซึ่งต่างกับหะดีษ

3.      ผู้อ่านอัลกุรอานจะได้รับผลบุญถึง 10 เท่าในทุกพยัญชนะของการอ่าน

4.      ผู้หญิงที่มาประจำเดือน  ผู้หญิงมีเลือดหลังคลอด(นิฟาส)  ผู้มีหะดัษ (คือยังไม่อาบน้ำละหมาดหลังจากได้เสียน้ำละหมาดไม่ว่ากรณีใดๆ) หรือผู้มีญุนุบ (คือยังไม่อาบน้ำยกหะดัษหลังจากหลับนอนกับภรรยาหรือฝันเปียก)พวกเขาเหล่านั้นไม่อนุญาตให้แตะต้องคัมภีร์อัลกุรอานเด็ดขาด (บางทัศนะก็อนุญาตให้ผู้มีญุนูบ และผู้มีรอบเดือนอ่าน หรืสัมผัส อัลกุรฺอานได้เช่นกัน) ส่วนตำราหะดีษไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด

5.      อัลกุรอานนั้นถูกบัญญัติให้นำมาอ่านในละหมาด ส่วนหะดีษไม่อนุญาตนำมาอ่านในละหมาด

6.      อัลกุรอานถูกถ่ายทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่าด้วยกระบวนการ متواتر  มุตะวาติรฺ(มีบุคคลจำนวนมากรายงาน)ซึ่งต่างกับหะดีษบางส่วนเป็นมุตะวาติรฺ บางส่วนเป็นآحاد อาหาด(หะดีษไม่ถึงระดับมุตะวาติรฺ)

7.      ไม่อนุญาตให้รายงานอัลกุรอานด้วยความหมาย แต่หะดีษสามารถรายงานด้วยความหมายได้ตามเงื่อนไขที่มุหัดดิษีน(ปราชญ์หะดีษ)วางไว้

 

ประเภทของหะดีษ

การจำแนกประเภทของหะดีษนั้นนักวิชาการได้จำแนกหะดีษเป็นดังนี้

1.      จำแนกตามลักษณะของกระแสรายงาน

2.      จำแนกตามลักษณะของการนำมาใช้มาเป็นหลักฐานอ้างอิง

3.      จำแนกตามลักษณะของผู้สืบ

 

·       จำแนกตามลักษณะของกระแสรายงาน

แบ่งออกเป็นได้ สองประเภทคือ

1.      หะดีษมุตะวาติรฺمتواتر

2.      หะดีษอาหาด آحاد

 

หะดีษมุะวาติรฺمتواتر คือหะดีษที่มีบุคคลจำนวนมากในทุกสมัยได้รายงานสืบทอดกันมายังต่อเนื่อง โดยไม่มีความเป็นไปได้เลยว่าบุคคลจำนวนมากเหล่านั้นจะสมคบกันกล่าวเท็จ

โดยจำนวนผู้รายงานในแต่ละช่วงนั้นนักวิชาการได้กำหนดว่าอย่างน้อยต้องมี 10 คนขึ้นไป

          สถานภาพของหะดีษมุตะวาติร ถือว่าเป็นสุดยอดของความถูกต้องโดยไม่มีข้อสงสัยเคลือบแคลงใดๆ ผู้ใดที่ปฏิเสธหะดีษมุตะวาติรผู้นั้นจะตกศาสนาเป็นกาฟิรฺ

 

ตัวอย่างหะดีษมุตะวาติร

من كذب علي متعمدا فليتبوأ مقعده من النار

“ผู้ใดที่กล่าวเท็จแก่ฉัน(กุหะดีษนบีมาอ้าง)เขาผู้นั้นจงเตรียมที่นั่งของเขาในนรกเถิด”

ตัวบทหะดีษนี้มีศอหาบะฮ์มากกว่า 70 คนได้รานงานสืบทอดกันมา

ข้อสังเกตุ หะดีษประเภทนี้มีจำนวนน้อยกว่าหะดีษอาหาด

 

        หะดีษอาหาด آحاد คือหะดีษที่ไม่ถึงระดับมุตะวาติร แม้จะเป็นเพียงช่วงเดียวของสายรายงาน

          สถานภาพของหะดีษอาหาดนั้นมีผลเพียงคาดคะเนตามหลักเหตุผล คือยังไม่แน่นอนว่าถูกต้องหรือไม่ การที่จะนำหะดีษประเภทนี้มาอ้างต้องตรวจสอบความถูกต้องเสียก่อน

          หะดีษอาหาด آحاد  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. หะดีษมัชฮูรฺمشهور  (หะดีษที่มีผู้รายงานในแต่ละช่วงตั้งแต่สามคนขึ้นไป แต่ไม่ถึงขั้นมุตะวาติร)

เช่นหะดีษ       العجلة من الشيطان (رواه الترمذي حسنه)

“การรีบร้อนมาจากชัยฏอน”

2. หะดีษอะซีซ عزيز  (หะดีษที่มีผู้รายงานไม่น้อยกว่าสองคน)

เช่นหะดีษ لايؤمن أحدكم حتى أكون أحب إليه من والده وولده والناس أجمعين ( رواه الشيخان)

“คนหนึ่งจากพวกท่านจะไม่เป็นผู้มีศรัทธาที่สมบูรณ์จนกว่าฉันจะเป็นที่รักแก่เขายิ่งกว่าพ่อของเขา ลูกของเขา และคนทั้งหมด”

        หะดีษนี้มีศอหาบะฮฺสองท่านรายงานจากท่านนบี คือท่านอะนัส กับท่าน อบูฮุรัยเราะฮ์  สายของท่านอะนัสมีผู้รายง

        ต่อจากเขาสองคน คือ  เกาะตาดะฮฺ กับ อับดุลอะซีซ

3. หะดีษฆอรีบغريب  (หะดีษที่มีผู้รายงานเพียงคนเดียว โดเดี่ยว ตลอดสายรายงาน หรือในบางช่วงของสายรายงาน

เช่นหะดีษ إنما الأعمال بالنيات (رواه البخاري)   

“แท้จริงกิจการทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับเจตตนา”

        หะดีษนี้ท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ รายงานเพียงคนเดียวจากท่านนบี صلى الله عليه وسلم และผู้ที่รายงานต่อจากอุมัรตลอดสายสืบก็เป็นผู้รายงานคนเดียว ดังแผ่นภูมิต่อไปนี้

 

 

              หะดีษทั้งสามประเภทนี้ย่อมเป็นไปได้ทั้ง หะดีษศอหีหฺถูกต้องที่สุด หะซัน(ต่ำกว่าระดับศอหีหฺ) และเฎาะอีฟ (อ่อน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของหะดีษแต่ละบท

 

·  จำแนกตามลักษณะของการนำมาใช้มาเป็นหลักฐานอ้างอิง

จำแนกหะดีษออกเป็นสองประเภท คือ

1.      หะดีษที่นำมาเป็นหลักฐานได้

2.      หะดีษที่ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้

หะดีษที่นำมาเป็นหลักฐานได้แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

1. หะดีษศอหี้หฺصحيح

2. หะดีษหะซัน حسن

 

หะดีษศอหี้หฺصحيح   คือหะดีษที่มีสายรายงานติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ต้นสายจนถึงปลายสาย โดยผู้รายงานแต่ละคนต้องเป็นผู้มีคุณธรรม มีความจำเป็นเลิศ  หะดีษนั้นต้องไม่ขัดแย้งกับผู้สายรายงานอื่นที่น่าเชื่อถือกว่า และไม่มีความบกพร่องที่ซ่อนเร้น

 

   ตัวอย่างหะดีษศอหี้หฺ

    ท่านอิมามอัลบุคอรีย์ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งไว้ในตำราหะดีษศอหี้หฺของท่านดังนี้

 

حَدَّثَنَا آدَمُ بْنُ أَبِي إِيَاسٍ قَالَ حَدَّثَنَا شُعْبَةُ عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ أَبِي السَّفَرِ وَإِسْمَاعِيلَ بْنِ أَبِي خَالِدٍ عَنْ الشَّعْبِيِّ عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ عَمْرٍو رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا عَنْ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ: الْمُسْلِمُ مَنْ سَلِمَ الْمُسْلِمُونَ مِنْ لِسَانِهِ وَيَدِهِ وَالْمُهَاجِرُ مَنْ هَجَرَ مَا نَهَى اللَّهُ عَنْهُ

“มุสลิม คือผู้ที่ไม่รังแกบรรดาพี่น้องมุสลิมด้วยลิ้นและมือของเขา และอัลมุฮาญิรฺ (ผู้อพยพ) คือผู้ที่อพยพจากสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตาอาลา) ทรงห้าม

       หะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่ศอหี้หฺเนื่องจากมีคุณสมบัติห้าประการครบถ้วน คือ

1. มีสายรายงานติดต่อกันไม่ขาดตอน

2. ผู้รายงานทุกคนมีคุณธรรม

3. ผู้รายงานทุกคน มีความจำดีเลิศ

4. ไม่ขัดแย้งกับหะดีษที่แข็งแรงกว่า

5. ไม่มีความบกพร่องอันซ่อนเร้นใดๆในหะดีษ

 

ประเภทของหะดีษศอหี้หฺ

          หะดีษศอหี้หฺแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ

1. ศอหี้ห ลิษฺาติฮฺ صحيح لذاته คือหะดีษที่มีคุณสมบัติห้าประการครบถ้วน   (ศอหีหฺ ด้วยตังเอง)

2. ศอหี้หฺ ลิฆอยริฮฺصحيح لغيره  คือ หะดีษที่แต่เดิมเป็นหะดีษหะซัน แต่มีกระแสรายงานอื่นซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่ามาสนับสนุน จึงได้ยกระดับขึ้นเป็นศอหี้หฺ ลิฆอยริฮฺ (ศอหี้หฺ โดยอาศัยสายรายงานอื่นมาสนับสนุน)