โปรดอย่าทำในวันอีด
โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
วันที่ศาสนาอนุญาตให้รื่นเริงได้นั้นมีอยู่สองวันในปีเท่านั้น
นั่นคือวันอีดิลฟิฏริ และอีดิลอัฎหา (อ่านว่า อัฎ-ฮา) เมื่อศาสนากำหนดให้รื่นเริงได้
บรรดามุสลิมเกือบทั้งหมดก็จะแสดงภาพลักษณ์ที่ดีอกดีใจที่ไม่เกินขอบเขตของศาสนา
แต่ทว่า มุสลิมบางส่วนอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจจะหลงลืมไปก็ได้ว่า
สิ่งที่มุสลิมบางส่วนได้กระทำบางอย่างในวันอีดทั้งสองนั้นบางครั้งไม่มีปรากฏหลักฐานจากศาสนา
บางครั้งสิ่งที่กระทำไปถึงขั้นเป็นบิดอะฮฺก็มี
ฉะนั้นบทความนี้จะชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่า
สิ่งต่อไปนี้ไม่มีในสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه
وسلم )
หรือไม่พบในการกระทำของบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยเช่นกัน
1.
การอะซาน
และการอิกอมะฮฺ หรือกล่าวคำพูดใดๆ การก่อนนมาซอีด
ไม่พบหลักฐานหะดีษเศาะหี้หฺท่านนบีصلى
الله عليه وسلم ) ) ที่อะซาน หรืออิกอมะฮฺ
หรือกล่าวคำพูดว่า
الصلاة
جامعة อ่านว่า อัศเศาะลาตุ ญามิอะฮฺ ความว่า การนมาซรวมกัน เป็นต้น, ซึ่งท่านสะอฺด์ บุตรของอบู วักกอศเล่าว่า แท้จริงท่านนบีมุหัมมัดนมาซอีดโดยไม่มีการอะซาน
และการอิกอมะฮฺ (บันทึกโดยอัลบัรฺซารฺ) ,
การอะซาน หรือการอิกอมะฮฺ หรือการกล่าว อัศเศาะลาตุ ญามิอะฮฺ
ถือว่าเป็นการอุตริกรรมในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้ว ดั่งที่ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد ความว่า บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา
สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)
2. มะมูมกล่าวตักบีรฺเสียงดังขณะนมาซอีด
การที่มะมูมยกกล่าวตักบีรฺว่า
อัลลอฮุอักบัรฺ ด้วยเสียงดังนั้นไม่พบแบบฉบับของบรรดาเศาะหาบะฮฺ
(ขณะที่พวกเขาเป็นมะมูม)
และไม่พบแบบฉบับของบรรดาผู้ที่อยู่ในยุคหลังบรรดาเศาะหาบะฮฺอีกด้วย เนื่องจากว่า
การกล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังของมะมูมขณะนมาซอีดนั้นถือว่าไม่อนุญาตให้กระทำ ในทางตรงข้ามการกล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังนั้นเป็นหน้าที่ของอิมามเพียงผู้เดียวเท่านั้น
เพื่อเป็นสัญญาณให้มะมูมที่ยืนอยู่ด้านหลังปฏิบัติ
ส่วนมะมูมคนใดที่กล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังขณะนมาซอีด (ทั้งสอง)
นั่นถือว่ากระทำเกินกว่าสิ่งที่ศาสนาได้ระบุไว้
สาเหตุที่ไม่อนุญาตให้มะมูมกล่าวตักบีรฺเสียงดังก็เพราะ เสียงดังของมะมูมจะสร้างความวุ่ยวาย
และรบกวนบุคคลที่อยู่ใกล้เคียง สุดท้ายหากบรรดามะมูมส่งเสียงตักบีรฺพร้อมๆ
กันก็จะทำให้เสียงนั้นดังลั่น
ท้ายสุดก็จะทำลายสมาธิทั้งอิมามและมะมูมส่วนใหญ่อีกด้วย (เป็นคำฟัตวาของเชค อิบนุ
ญะบะร็อยน์, หนังสือ อัลบิดะอิ
วัลมุหฺดะษาต หน้า 501-502)
3.
การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺหลังนมาซอีดิลฟิฏริ
เป็นที่ทราบแล้วว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺวาญิบ (จำเป็น)
จะต้องจ่ายก่อนอิมามจะตักบีรฺนมาซอีดิลฟิฏริเท่านั้น
หากบุคคลใดที่จ่ายซะกาตฟิตเราะฮฺภายหลังนมาซอีดิลฟิฏริถือว่าเป็นเศาะดะเกาะฮฺธรรมดา
หาใช่เป็นซะกาตฟิฏเราะฮฺแต่อย่างใดไม่, ซึ่งท่านรสูลได้กล่าวว่า من
أداها قبل الصلاة فهي زكاة مقبولة ومن أداها بعد الصلاة فهي صدقة من الصدقات ความว่า บุคคลใดที่จ่ายซะกาตก่อนนมาซ
(อีดิลฟิฏริ) นั่นคือซะกาต (ฟิฏเราะฮฺ) ที่ถูกตอบรับ
ส่วนบุคคลใดที่จ่ายซะกาตหลังนมาซ (อีดิลฟิฏริ) นั่นคือเศาะดะเกาะฮฺหนึ่งจากเศาะดะเกาะฮฺต่างๆ
นั่นเอง (หาใช่ซะกาตฟิฏเราะฮฺไม่) (บันทึกโดยอบูดาวูด
ลำดับหะดีษที่ 1371 และอิบนุมาญะฮฺ
ลำดับหะดีษที่ 1817)
4. การเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺ (สุสาน)
ในวันอีด
การเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดการเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดิลฟิฏริ
(หรืออีดิลอัฎหา) นั้นไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำ, คำพูด
หรือการยอมรับของท่านรสูลุลลอฮฺ (صلى الله عليه
وسلم )
หรือไม่ปรากฏว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺกระทำแม้แต่คนเดียว
ฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมเจาะจงเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดทั้งสอง
หากมุสลิมคนใดกระทำก็เท่ากับว่าเขาได้อุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ)
แล้วนั่นเอง
อีกทั้งการไปกุบูรฺในวันอีด
(ทั้งสอง) ยังเป็นการขัดแย้งเจตนารมณ์ของวันอีด (ทั้งสอง) โดยสิ้นเชิง เพราะวันอีด
(ทั้งสอง) เป็นวันรื่นเริงที่ศาสนาอนุมัติให้รื่นเริงได้ เด็กๆ
พากันดีอกดีใจเมื่อวันอีดมาถึง
แต่การไปกุบูรฺนั่นหมายถึงการแสดงออกถึงความเศร้าโศกเสียใจ
และแสดงออกซึ่งอารมณ์อันหดหู่
ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลหนึ่งจะอ้างความชอบธรรมให้กับตนเองว่าด้วยการไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดทั้งสองได้เลยแม้แต่น้อย
5. การประดับประดามัสญิดในวันอีดทั้งสอง
การประดับประดาโคมไฟ
หรือไฟระยับระยาบที่มัสญิดในคืนวันอีดทั้งสองนั้น ไม่มีแบบฉบับจากท่านนบีมุหัมมัด
(صلى
الله عليه وسلم )
และบรรดาสลัฟุศศอลิหฺในอดีตเลยแม้แต่น้อย
ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของอิมาม
และกรรมการมัสญิดจะต้องชี้แจงให้แก่สัปบุรุษของมัสญิดได้เข้าใจการประดับประดามัสญิดโดยแสงไฟ
หรือด้วยสิ่งอื่นก็ตาม ถือว่าไม่อนุญาตให้กระทำในวันอีดทั้งสอง
อีกทั้งสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัดยังเน้นหนักให้นมาซวันอีดทั้งสองที่ทุ่งโล่ง
ไม่ใช่ที่มัสญิดอีกต่างหาก เพราะขณะที่ท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه
وسلم ) มีชีวิตนั้นท่านรสูลนมาซอีดทั้งสองที่ทุ่งโล่งทั้งสิ้น
โดยไม่เคยนมาซอีดทั้งสองที่มัสญิดแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนกรณีที่บางท่านอ้างหะดีษของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺที่กล่าวว่า أنهم أصابهم مطر في يوم عيد فصلى بهم النبي صلى الله عليه وسلم صلاة العيد في المسجد ความว่า แท้จริงพวกเขาประสบกับฝนตกในวันอีด
เช่นนั้นท่านนบีมุหัมมัด (เป็นอิมาม) นำนมาซอีดพวกเขาที่มัสญิด (บันทึกโดยอบูดาวูด,อิบนุมาญะฮฺ และหากิม)
แต่ทว่าหะดีษข้างต้นไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้
เนื่องจากสายรายงานข้างต้นไม่เป็นที่รู้จัก (มัจญ์ฮูล) ท่านอัลหาฟิซกล่าวว่า
สายรายงานของหะดีษข้างต้นเฎาะอีฟ, ส่วนท่านอัซซะฮะบีย์กล่าวว่า หะดีษข้างต้นมุงกัรฺ (หะดีษมุงกัรฺ หมายถึงหะดีษเฎาะอีฟ
และความหมายยังขัดแย้งกับหะดีษเศาะหี้หฺอีกด้วย, อ้างจากหนังสือ ฟิกฮุสสุนนะฮฺ โดยชัยยิด สาบิกฺเล่ม 1 หน้า 241)
6.
การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด
ท่านอบูสะอีด
อัลคุดรีย์เล่าว่า كنا نخرج زكاة الفطر صاعا من طعام أو صاعا من شعير أو صاعا من تمر أو صاعا من أقط أو صاعا من زبيب
ความว่า ปรากฏว่าพวกเราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺด้วยอาหารจำนวนหนึ่งศออฺ
หรือข้าวบาร์เลย์จำนวนหนึ่งศออฺ หรืออินทผลัมจำนวนหนึ่งศออฺ หรือนมแข็ง
(คือนมเปรี้ยวที่ทำให้แข็งไว้สำหรับปรุงอาหาร) จำนวนหนึ่งศออฺ
หรือองุ่นแห้งจำนวนหนึ่งศออฺ (บันทึกโดยบุคอรีย์
หะดีษที่ 1508 และมุสลิม หะดีษที่ 985)
จากหะดีษข้างต้นสรุปได้ว่า
การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺวาญิบจะต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด
( صلى الله عليه وسلم )
เมื่อเป็นบทบัญญัติก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะศาสนาที่ท่านรสูลนำมานั้นไม่ใช่ทัศนะ
หรืออารมณ์ของท่านรสูลเลยแม้แต่น้อย
แต่ทั้งหมดนั้นล้วนมาจากพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น ซึ่งอัลกุรฺอานได้ตรัสไว้ว่า وما ينطق عي الهوي إن هو إلا وحي يوحي ความว่า และเขา
(นบีมุหัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ (ของตนเอง),
สิ่ง
(ที่ท่านนบีพูด) นั้นมิใช่อื่นใด เว้นแต่จะเป็นวะหี้ย์ที่ถูกประทานมาเท่านั้น (สูเราะฮฺอันนัจญ์มุ อายะฮฺที่ 2-3)
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺอื่นจากอาหาร (หลัก)
ประการต่อมา ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد ความว่า บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา
สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)
เมื่อเป็นเช่นนั้น
กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีหลักฐานชัดเจนหรือไม่? คำตอบคือ มีหลักฐานชัดเจน (ซึ่งอ้างอิงมาแล้วก่อนหน้านี้)
เป็นหลักฐานที่เศาะหี้หฺ ไม่คลุมเครือ เนื้อหาของหลักฐานชัดเจน
ไม่คลุมเครือไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่น สรุปคือการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺนั้นต้องจ่ายเป็นอาหาร
(หลัก) เท่านั้น อีกทั้งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ตอกย้ำอีกว่า
พวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺจำนวนหนึ่งศออฺจากอาหาร (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่
1508 และมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 985)
เช่นนั้นจึงไม่ช่องทาง หรือหนทางใดที่จะระบุว่าอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนอาหาร
หรือจ่ายสิ่งอื่นแทนอาหารได้เลยแม้แต่น้อย
ประการถัดมา เราไม่พบหลักฐานเลยว่า
มีเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم )
แม้แต่คนเดียวที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนการจ่ายอาหาร ทั้งๆ ที่พวกเขารู้สุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด
( صلى الله عليه وسلم )
และปฏิบัติตามสุนนะฮฺอย่างจริงจัง
และเคร่งครัดสุนนะฮฺมากกว่าบุคคลในยุคปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทำไมบรรดาเศาะหาบะฮฺเล่านั้นจึงไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอย่างอื่น
นอกจากจะจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น , เอาละสมมติว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด
หรือสิ่งอื่นจากอาหาร เช่นนั้นทำไมจึงไม่มีหลักฐานตัวบทไม่ว่าจะเป็นคำพูด
หรือกระทำพวกเขาที่อ้างว่าพวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดด้วยเล่า?
เมื่อไม่มีจึงสรุปได้ทันทีว่าพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรสูลุลลอฮฺอย่างเคร่งครัด
เพราะพวกเขารำลึก และตอกย้ำสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อยู่เสมอว่า لقد كان لكم في رسول الله أسوة حسنة ความว่า แน่นอนยิ่งในตัวของท่านรสูลุลลอฮฺมีแบบอย่างที่งดงามยิ่งสำหรับสูเจ้า (สูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 21)
ประการต่อมา หากศาสนาอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดได้แล้วไซร้
ทำไมท่านรสูลุลลอฮฺจึงไม่จ่าย หรือไม่อนุญาตให้ซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ
หรือดิรฺฮัม (ซึ่งเป็นมาตราเงินในสมัยของท่านรสูล) ด้วย? ทั้งๆ ที่ในสมัยของท่านรสูลุลลอฮฺก็มีดีนารฺ
และดิรฺฮัมใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันในสมัยของท่านรสูล, อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏหลักฐาน
หรือไม่พบในประวัติศาสตร์ว่าด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺเคยจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ
หรือดิรฺฮัม หรือจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อาหาร (หลัก)
หรืออาหารที่ถูกระบุในหะดีษ (ซึ่งหยิบมาอ้างอิงแล้วก่อนหน้านี้)
โปรดเข้าว่า หากสิ่งใดที่มีความคลุมเครือ,ไม่ชัดเจน หรือไม่มีตัวบทหลักฐานระบุไว้แล้วไซร้
เช่นนี้เราจะวินิจฉัยอย่างไรนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
แต่กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีตัวบทชัดเจนจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم ), จากบรรดาเศาะหาบะฮฺซึ่งไม่มีความคลุมเครือเลยแม้แต่น้อย
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺไม่อนุญาตให้จ่ายเป็นเงินสด
หากบุคคลใดจ่ายเป็นเงินสดนั่นก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นได้กระทำสิ่งที่ค้านกับบทบัญญัติของศาสนาแล้วนั่นเอง
(กรุณาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ อัลบิดะอุ วัลมุหฺดะษาต หน้า 459-461)
อนึ่ง
การอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด ล้วนเป็นทัศนะของนักวิชาการทั้งสิ้น
โดยไม่มีตัวบทใดมารองรับทัศนะข้างต้น หนึ่งในทัศนะนั้นก็คืออิมามอบูหะนีฟะฮฺ ( رحمه الله ) เป็นต้น
7. การนมาซสุนนะฮฺในช่วงกลางคืนของวันอีด
มีตำราบางเล่มที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
ส่งเสริมให้มีการนมาซสุนนะฮฺเฉพาะในช่วงกลางคืนของวันอีดทั้งสอง
ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่พบหลักฐานที่เศาะหี้หฺจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم ) หรือไม่พบการกระทำของบรรดาสลัฟุศศอลิหฺในอดีต
ฉะนั้นสิ่งใดที่ไม่มีในศาสนาแต่ถูกกำหนดว่าเป็นเรื่องของศาสนา
เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นการอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ)
วาญิบที่บรรดามุสลิมจะต้องออกห่างโดยสิ้นเชิง ดั่งที่ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง
ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ)
นั่นเอง (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)
8. การสวมกอดในวันอีด
ไม่พบหลักฐานจากท่านนบีมุหัมมัด
(
صلى الله عليه وسلم ) และบรรดาเศาะหาบะฮฺ
( رضي الله عنهم )
ว่ามีการสวมกอดกันในวันอีดทั้งสอง (หมายถึงเพศเดียวกัน) ภายหลังนมาซอีดเสร็จแล้ว
ฉะนั้นสรุปในลำดับหนึ่งคือ การสวมกอดกันในวันอีดทั้งสองนั้นไม่ใช่สุนนะฮฺนบี
ส่วนที่ศาสนาอนุญาตให้สวมกอดกันได้นั้น
หมายถึงบุคคลที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนหน้านี้เลย
หรือบุคคลผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด
หรือกลับมาจากต่างประเทศแล้วมาเจอกันในวันอีด แล้วขาทั้งสองก็สวมกอดกัน
เช่นนี้ถือว่าไม่เป็นไร, แต่อย่างไรก็ตาม การสวมกอดกัน (ในระหว่างเพศเดียวกัน)
ในวันอีดทั้งสองโดยมิได้มีเจตนาว่าเป็นสุนนะฮฺนบี หรืออันเนื่องจากการหลงลืม
เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เป็นเช่นกัน. (วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ)