โดย อ. มุรีด ทิมะเสน
ที่บ้าน, วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2549
เนื่องด้วยปีนี้ (พ.ศ. 2549) เมืองไทยออกอีดอีดิลอัฎฮา 2 วัน
นั่นคือวันเสาร์ที่ 30 ธ.ค. 49 และวันอาทิตย์ที่ 31 ธ.ค. 49 จึงสร้างความสับสนให้แก่พี่น้องมุสลิมในเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง
โดยพวกเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าตนเองจะออกอีดอีดิลอัฎฮาวันไหนกันแน่? บางคนกล่าวว่า
ฉันจะออกตามคำประกาศของประเทศซาอุดิอาระเบีย เพราะวันวุกุฟ ( وقوف ) หรือวันอะเราะฟะฮฺ ( عرفة ) มีที่ประเทศซาอุดิอาระเบียเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ส่วนอีกใจหนึ่งก็ยังกังวลกับคำประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีว่าด้วยความเชื่อเดิมที่ว่าต้องปฏิบัติตามผู้นำ
สิ่งต่างๆ ข้างต้นเป็นความกังวลที่ทวีเพิ่มมากขึ้นในการออกอีดอีดิลอัฎฮาปีนี้
(2549) เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียน (มุรีด ทิมะเสน) ขอชี้แจงตัวบทหลักฐานที่เป็นข้อสรุปว่าเราจะได้ตัดสินใจว่าปีนี้
(2549) เราจะออกอีดอีดิลอัฎฮาวันไหนกันแน่?
ประการแรก ท่านรสูลุลอฮฺสั่งใช้พวกเรา หมายถึงมุสลิมทั้งหมดออกอีดิลฟิฏริ (
عيدالفطر ) และอีดิลอัลอัฎฮา (عيدالأضحي )
โดยพร้อมเพรียงกัน
ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า " صومكم يوم تصومون وفطركم يوم يفطرون وأضحاكم يوم تضحون " ความว่า "การถือศีลอดของพวกท่าน
คือวันที่พวกท่านทั้งหลายถือศีลอด และวันอีดิลฟิฏริของพวกท่าน
คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลฟิฎริกัน และวันอีดิลอัฎฮา (หรือวันเชือด)
ของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา (หรือเชือดสัตว์พลี) กัน"
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2324,บัยหะกีย์ หะดีษที่ 8300 และอัดดารุฎนีย์ หะดีษที่ 34)
อีกหลักฐานหนึ่ง ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า " الفطر يوم يفطر الناس والأضحي يوم يضحي الناس
" ความว่า "วันอีดิลฟิฏริ คือวันที่ผู้คนทั้งหลายออกอีดิลฟิฏริกัน
และวันอีดิลอัฎฮาคือวันที่ผู้คนทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮากัน"
(บันทึกโดยอัดดารุฏนีย์ หะดีษที่ 31 และท่านอับดุรฺเราะซาก หะดีษที่ 7304)
หลักฐานทั้งสองข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน
กล่าวคือท่านรสูลุลลอฮฺระบุว่าวันอีดิลอัฎฮาของพวกท่าน
ก็คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา ประโยคที่ระบุว่า
พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา หมายถึง
ประชาชาติของมุสลิมทั้งหมดไม่พิจารณาว่ามุสลิมผู้นั้นจะอยู่ในประเทศใด,ดินแดนใด หรือเชื้อชาติใดก็ตาม, อีกทั้งท่านหญิงอาอิชะฮฺยังกล่าวไว้ว่า "วันอีดิลอัฎฮาคือวันที่ผู้คนทั้งหลายเขาออกอีดิลอัฎฮากัน"
คำว่าผู้คนทั้งหลายก็หมายถึงประชาชาติมุสลิมทั้งหมดนั่นเอง
เฉกเช่นท่านนบีเคยกล่าวว่า " صلوا كما رأيتموني أصلى
" ความว่า "พวกท่านทั้งหลายจงนมาซเสมือนเห็นฉันนมาซ"
(บันทึกโดยบุคอรีย์) หะดีษข้างต้นท่านนบีพูดกับนบรรดาเศาะหาบะฮฺ
แต่มิได้หมายความว่าเฉพาะบรรดาเศาะหาบะฮฺเท่านั้นที่นมาซเหมือนการนมาซของท่านบีเท่านั้น
แต่นั่นหมายรวมว่า มุสลิมทุกคนไม่ว่ามุสลิมผู้นั้นจะอยู่ประเทศไหน,ดินแดนไหน
หรือเชื้อชาติไหนวาญิบจะต้องนมาซเสมือนการนมาซของท่านนบีมุหัมมัดทุกคนนั่นเอง
ประการที่สอง วันอีดิลอัฏฮาต้องเป็นวันเดียวกัน
เนื่องจากมีหะดีษระบุชัดเจนว่า วันอีดิลอัฎฮาเป็นวันสำคัญของมุสลิมทั่วโลก
ดั่งหลักฐานต่อไปนี้
ท่านอุกบะฮฺ บุตรของอามิรฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
" يوم عرفة ويوم النحر وأيام التشريق عيدنا أهل الإسلام وهي أيام أكل وشرب " ความว่า
"วันอะเราะฟะฮฺและวันนะหฺริและวันตัชรีก คือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม
คือวันแห่งการกินและการดื่ม"
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2066 บทว่าด้วยการถือศีลอด,ติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 704, นะสาอีย์ หะดีษที่ 2954, อะหฺมัด หะดีษที่ 16739 และอัดดาริมีย์ หะดีษที่
1699) สถานะของหะดีษถือว่า เศาะหี้หฺ (صحيح) อ้างจากหนังสือ
" صحيح سنن الترمذي" เล่ม 1 หน้า 407-408 ลำดับหะดีษที่ 773
หะดีษข้างต้นท่านรสูลุลลอฮฺพูดไม่คลุมเครือ, ท่านรสูลกล่าวว่า "วันอะเราะฟะฮฺ"
ซึ่งท่านรสูลมิได้กล่าวว่าวันที่ 9 ซุลหิญะฮฺ หากท่านรสูลกล่าวว่า วันที่ 9
ซุลหิจญะฮฺ เราอาจจะอ้างได้ว่า 9 ซุลหิจญะฮฺของประเทศใครประเทศมัน
แต่นี้ท่านรสูลกล่าวชัดเจนว่า วันอะเราะฟะฮฺ
ซึ่งวันอะเราะฟะฮฺบรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะไปรวมตัวกันที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ
บางคนจึงเรียกวันอะเราะฟะฮฺว่าวันวุกูฟ (وقوف คือการหยุดพำนัก) ก็มี, เมื่อท่านนบีบอกว่าวันอะเราะฟะฮฺ
คำถามต่อมาคือ วันอะเราะฟะฮฺ หรือวันวุกูฟนั้นมีที่ไหนบ้าง? คำตอบคือ
เมืองไทยไม่มีวันอะเราะฟะฮฺ หรือวันวุกูฟหรอกนะครับ
มีแต่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียแห่งเดียวเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อวันอะเราะฟะฮฺมีที่เดียวจึงไม่ต้องแปลกใจ
เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องฟังการประกาศวันวุกูฟที่ประเทศซาอุฯ เท่านั้น
โดยปีนี้ (2549) ทางรัฐบาลซาอุฯ ประกาศวันวุกูฟ หรือวันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันศุกร์ที่
29 ธันวาคม 2549
ประการต่อมา ท่านรสูลุลอฮฺพูดต่อว่า
"วันนะหฺริ" คือวันเชือด วันเชือดคือวันอีดิลอัฏฮา หรือวันที่ 10
ซุลหิจะฮฺนั่นเอง
ฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าวันอะเราะฟะฮฺเป็นวันใดวันถัดไปก็เป็นวันอีดิลอัฎฮา (ซึ่งปีนี้วันอีดิลอัฏฮาก็ตรงกับวันเสาร์ที่
30 ธันวาคม 49)
ประการต่อมา ท่านรสูลุลลอฮฺพูดต่อว่า "วันตัชรีก" คือวันที่
11,12 และ 13 ซุลหิจญะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่ศาสนายังอนุญาตให้เชือดเนื้อกุรฺบานได้
(ซึ่งปีนี้ก็จะตรงกับวันที่ 31 ธ.ค. 49 และวันที่ 1 และ 2 มกราคม 2550)
ประการต่อมา ท่านรสูลุลลอฮฺก็พูดต่ออีกว่า (วันอะเราะฟะฮฺ,วันอีดิลอัฎฮา และวันตัชรีก) คือวันอีด (วันรื่นเริง)
ของพวกเราชาวอิสลาม ซึ่งเป็นที่อนุญาตให้กินให้ดื่มนั่นเอง
(ยกเว้นวันอะเราะฟะฮฺที่มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอด), พี่น้องมุสลิมทุกท่านครับ
สำนวนของหะดีษข้างต้นไม่คลุมเครือเลยแม้แต่น้อย วันอะเราะฟะฮฺ,วันอีดิลอัฎฮา
และวันตัชรีกคือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม ฉะนั้นพูดง่ายๆ
ท่านนบีมุหัมมัดระบุว่าให้พี่น้องมุสลิมทั้งหมดที่เป็นประชาชาติของท่านบีมุหัมมัดให้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันต่างๆ
ข้างต้น ไม่ว่ามุสลิมในประเทศใด,ทวีปใด,ดินแดนใด หากเป็นมุสลิม (อะฮุลอิสลาม)
จำเป็นจะต้องออกอีดิลอัฎฮาด้วยความพร้อมเพรียงกันทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นมุสลิมคนใดหรือองค์กรมุสลิมใดที่มีวันอะเราะฟะฮฺไม่ตรงกัน
และออกอีดิลอัฎฮาไม่ตรงกันนั้น
ต้องชี้แจงแล้วละครับว่าเป็นเพราะสาเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบีมุหัมมัด
(صلى الله عليه وسلم )
?
อีกหลักฐานหนึ่ง ท่านอบูเกาะตาดะฮฺเล่าว่า " أن رسول الله صلى الله عليه وسلم سئل عن صوم يوم عرفة فقال يكفر السنة الماضية الباقية
" ความว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺเคยถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ
ท่านรสูลกล่าวตอบว่า (บุคคลที่ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ) เขาจะถูกอภัยโทษ (บาปเล็ก)
ในปีที่ผ่านมาและในปีถัดไป" (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 1977 และติรฺมิซีย์
หะดีษที่ 698)
โปรดสังเกตว่า หะดีษข้างต้นระบุว่า ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ
ไม่ใช่ถูกถามว่าถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ หากมีผู้ถามว่าถือศีลอดในวันที่ 9
ซุลหิจญะฮฺ เราก็ยังพออนุมานได้ว่า วันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺของประเทศใครประเทศมัน
แต่นี่ระบุชัดเจนว่า ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ
ซึ่งวันอะเราะฟะฮฺมีสถานที่เดียวนั่นคือที่ประเทศซาอุฯ ซึ่งเป็นวันที่ 9
ซุลหิจญะฮฺนั่นแน่นอนครับ แต่เป็นวันที่ 9
ซุลหิจญะฮฺที่ต้องตรงกับวันอะเราะฟะฮฺด้วยเช่นกัน ฉะนั้นประเด็นที่อ้างว่าวันที่ 9
ซุลหิจญะฮฺของแต่ละประเทศก็ถือว่าฟังไม่ขึ้นและไม่มีน้ำหนักที่เพียงพอ
ประการต่อมา ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم عن صيامين يوم الأضحى ويوم الفطر " ความว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺห้ามการถือศีลอด 2
วันด้วยกันคือ วันอีดิลอัฏฮา และวันอีดิลฟิฏริ" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์
หะดีษที่ 772) สถานะของหะดีษถือว่า เศาะหี้หฺ, อ้างจากหนังสือ " صحيح سنن الترمذي
" เล่ม 1 หน้า 407 ลำดับหะดีษที่ 772.
หะดีษข้างต้นชัดเจนครับว่า ท่านรสูลห้ามถือศีลอดในวันอีดิลฟิฎริ
และอีดิลอัฎฮา เมื่อเป็นเช่นนั้นปีนี้ก็จะต้องสับสนแล้วละครับ กล่าวคือ
วันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันศุกร์ 29 ธันวาคม 2549 และวันอีดิลอัฎฮาตรงกับวันเสาร์ที่ 30
ธันวาคม 2549 แต่มุสลิมบางกลุ่มในประเทศไทยออกอีดิลอัฎฮาในวันอาทิตย์ที่ 31
ธันวาคม 2549 ฉะนั้นหากมุสลิมที่ออกอีดในวันอาทิตย์มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอดในวันเสาร์
แต่ไปตรงกับวันอีดิลอัฏฮาของมุสลิมที่ออกตามประเทศซาอุฯได้ประกาศ
ก็เท่ากับว่าบุคคลผู้นั้นฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนบีที่ถือศีลอดในวันอีดิลอัฏฮา
ซึ่งเป็นวันที่ท่านรสูลห้ามถือศีลอดนั่นเอง
(อีกทั้งผู้ที่จะถือศีลอดในวันเสาร์จะเนียตวันถือศีลอดสุนนะฮฺวันอะเราะฟะฮฺก็ไม่ได้
เพราะถือศีลอดไม่ตรงกับวันอะเราะฟะฮฺที่ประเทศซาอุฯ ซึ่งเป็นวันศุกร์)
ประเด็นคำถาม อาจจะมีผู้กล่าวอ้างว่า
"มุสลิมในประเทศไทยรอฟังการกำหนดวันอะเราฟะฮฺ หรือวันวุกูฟที่ประเทศซาอุฯ
นั่นย่อมหมายความว่า มุสลิมทำอิบาดะฮฺตามคำสั่งของประเทศซาอุฯ
ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีข้อบัญญัติในศาสนาไว้เลยมิใช่หรือ?"
คำตอบคือ ข้ออ้างข้างต้นถือว่าไม่มีน้ำหนักที่เพียงพอนะครับ
กล่าวคือการที่เรายึดถือวันอะเราะฟะฮฺ (วันวุกูฟ) หรือวันสำคัญอื่นๆ
ในศาสนานั้นเนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่ระบุไว้ในหะดีษเศาะหี้หฺซึ่งกล่าวมาแล้วข้างต้น
แต่ด้วยสถานที่ซึ่งเรียกว่าอะเราะฟะฮฺมีแห่งเดียวบนโลกดุนยานี้คือ
มีที่ประเทศซาอุฯ เท่านั้น เราจึงต้องฟังการประกาศจากรัฐบาล
หรือองค์กรสูงสุดที่ชี้ขาดเกี่ยวกับศาสนาของประเทศซาอุฯ
ว่าประกาศวันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันไหน ไม่ใช่เราตามประเทศซาอุฯ ซึ่งประเทศซาอุฯ
ไม่ได้บัญญัติให้บุคคลใดถือศีลอด, นมาซอีด
หรือเชือดกุรฺบาน แต่สิ่งข้างต้นที่เรียกว่าอิบาดะฮฺนั้น
พระองค์อัลลอฮฺทรงเป็นผู้กำหนดไว้แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ประเด็นต่อมา อาจมีบางคนอ้างว่า "เรานมาซอีดิลอัฏฮาตามมักกะฮฺได้อย่างไร
เพราะเวลาต่างกันตั้งหลายชั่วโมง?"
คำตอบคือ คำกล่าวอ้างข้างต้นนั้นไม่ถูกประเด็นนะครับ วันอะเราะฟะฮฺ
หรือวันอีดิลอัฏฮาถูกระบุในเรื่องของ "วัน" ไม่ใช่พูดประเด็นของ
"เวลา" อนึ่ง
เวลาของการนมาซเราก็พูดไปตามท้องถิ่นนั้นๆ เช่นได้เวลาดวงอาทิตย์ตกดินเราก็นมาซมัฆริบ
นี่เราพูดถึงเวลา อย่าว่าแต่ประเทศซาอุฯ เลยครับ
แม้แต่เวลานมาซในประเทศไทยยังไม่ตรงกันเลยนะครับ
เช่นเวลานมาซมัฆริบของมุสลิมกรุงเทพฯ กับมุสลิมภาคใต้ก็ไม่ตรงกัน
ต่างกันก็ตั้งหลายนาที ฉะนั้นโปรดเข้าใจใหม่ว่า
เรื่องวันอีดิลอัฏฮานั้นจะต่างกันก็เพียงแค่เวลา ส่วนเรื่องวันนั้นไม่ต่างกัน
ประเด็นต่อมา
อาจมีบางคนตั้งคำถามว่า
"ศาสนากำหนดวันอีดทั้งสองในครั้งที่ท่านนบีมุหัมมัดฮิจญ์เราะฮฺ (อพยพ)
มายังนครมะดีนะฮฺใหม่ๆ ส่วนวันอะเราะฟะฮฺเพิ่งจะมาบัญญัติทีหลัง
จึงถือว่าวันอะเราะฟะฮฺไม่เกี่ยวกับวันอีดิลอัฏฮาเลยนี่?"
คำตอบคือ ประการแรก โปรดเข้าใจก่อนว่า
เรื่องของหัจญ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยนบีอิบรอฮีมแล้วนะครับ อีกทั้งนักวิชาการก็ระบุว่า
เรื่องของหุกุมหัจญ์นั้นถูกประทานมาก่อนแล้ว
ส่วนที่ท่านนบียังไม่ได้ประกอบพิธีหัจญ์ในช่วงแรกนั้น อาจจะะมีสาเหตุอันจำเป็น
ส่วนจะเป็นสาเหตุใดนั้น วัลลอฮุอะอฺลัม (พระองค์อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง)
ประการที่สอง
ความจริงเรื่องสิ่งที่ถูกประทานมาทีหลังนั้นย่อมเป็นการยืนยันในสิ่งที่ผ่านมา
แม้ว่าวันอะเราะฟะฮฺจะมาทีหลังก็ตาม
แต่เมื่อวันอีดิลอัฏฮาถูกกำหนดให้อยู่หลังวันอะเราะฟะฮฺนั่นก็เท่ากับว่า
เป็นบทบัญญัติที่ท่านรสูลสั่งใช้ให้เราปฏิบัติตามสุนนะฮฺดังกล่าวนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น
ช่วงแรกของการเผยแพร่อิสลามท่านนบีกล่าวว่า " من قال لا إله إلا الله دخل الحنة " ความว่า บุคคลใดที่กล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
ได้เข้าสวรรค์" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 2562)
ซึ่งท่านซุฮฺรีย์ถูกถามเกี่ยวกับคำพูดของท่านรสูลุลลอฮฺที่กล่าวว่า " من قال لا إله إلا الله دخل الحنة " ความว่า บุคคลใดที่กล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
ได้เข้าสวรรค์" เขากล่าวว่า " إنما كان هذا في أول الإسلام قبل نزول الفرائض والإمر النهي"
ความว่า
"
แท้จริงหะดีษข้างต้นถูกกล่าวในช่วงแรกของอิสลามก่อนการประทานสิ่งที่เป็นฟัรฺฎุและคำสั่งห้าม
(ต่างๆ) ของศาสนา" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 2562 และอะหฺมัด หะดีษที่
21572)
จากหะดีษที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้อย่างชัดเจนแล้วว่า วันอะเราะฟะฮฺ
จะต้องฟังการประกาศจากประเทศซาอุดิอาระเบียเท่านั้นเพราะมีสุนนะฮฺให้มุสลิมทั่วไปถือศีลอดตรงกับวันอะเราะฟะฮฺ
และวันอีดิลอัฏฮานั้นเป็นวันอีดของพวกเรา
หมายถึงมุสลิมทั้งหมดที่เป็นประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัดซึ่งออกอีดโดยพร้อมเพรียงกัน.
والله أعلم
ไม่ปฏิบัติตามผู้นำผิดจริงหรือ ?
ประเด็นต่อมาคือ
หากการประกาศวันอะเราะฟะฮฺ และวันอีดิลอัฏฮาไม่ตรงกับผู้นำมุสลิมของประเทศนั้นๆ
การประกาศวันอะเราะฟะฮฺและวันอีดิลอัฎฮานั้นเราจะไม่ปฏิบัติตามได้หรือไม่ เช่น
ไม่ปฏิบัติตามผู้นำมุสลิมในประเทศไทยเป็นต้น?
เหตุผลที่ไม่ปฏิบัติตามที่ท่านจุฬาราชมนตรีประกาศวันอีดิลอัฎฮา
มีเหตุผมดั่งนี้ครับ
1. สำนวนที่กล่าวว่า " มุสลิมอยู่ในประเทศไหนๆ ต้องตามผู้นำประเทศนั้นๆ
" ต้องถามก่อนนะครับว่า ผู้นำประเทศมุสลิมนั้นๆ
ที่เราจะต้องปฏิบัติตามเขานั้น เป็นผู้นำประเภทไหน? หากเป็นผู้นำอย่างประเทศซาอุดิอาระเบีย
นั่นแน่นอนครับที่เราต้องตาม เพราะผู้นำของเขามีอำนาจสั่งการต่างๆ
เช่นสั่งการให้ลงโทษผู้ที่กระทำความผิดหลักการของศาสนา เช่น หากทำซินา
ก็ให้เฆี่ยนเป็นต้น เช่นนี้ไม่ตามไม่ได้ครับ วาญิบต้องตามครับ,
แต่ผู้นำมุสลิมในเมืองไทยเป็นผู้นำที่ทางรัฐบาลกำหนดให้มีตำแหน่งผู้นำมุสลิมโดยให้ชื่อว่า
ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี
ซึ่งเป็นผู้นำมุสลิมที่ไม่สามารถออกกฎหมายหรือลงโทษผู้หนึ่งผู้ใดหากใครทำผิดหลักการของศาสนา
ผู้นำประเภทนี้ไม่วาญิบต้องตามนะครับ
อีกทั้งทางรัฐบาลยังกำหนดบทบาทของตำแหน่งจุฬาราชมนตรีไว้แค่เป็นผู้นำของปวงมุสลิมในประเทศไทย
และเป็นผู้ประกาศการเห็นดวงจันทร์เท่านั้นนะครับ
ส่วนการยกหลักฐานหะดีษของท่านรสูลุลลอฮฺที่กล่าวว่า "
إنما جعل الإمام ليؤتم به "
ความว่า "แท้จริงอิมามถูกแต่งตั้ง
(นำนมาซ) เพื่อถูกตาม" (บันทึกโดยมุสลิม)
เป็นเรื่องหน้าที่ของอิมามนำนมาซฟัรฺฎูไม่ใช่
ผู้นำประเทศ หรือ
ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งการตามจุฬาราชมนตรีแม้แต่น้อยนะครับคนละประเด็นกัน,
ถ้าหากนำหะดีษข้างต้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงว่าจะต้องตามผู้นำในเมืองไทยแล้วไซร้
ถ้าเช่นนั้นสมมติว่า ท่านจุฬาฯ หรือสำนักจุฬาราชมนตรีของเราไปออกตราหะลาล (حلال) ให้กับยาดองเหล้ายี่ห้อหนึ่ง (สมมตินะครับ)
ถามว่ามุสลิมในประเทศไทยสามารถซื้อยาดองเหล้ายี่ห้อนั้นมาดื่มได้หรือไม่? ถ้าเราบอกว่าเราตามผู้นำ
หรือตามสำนักจุฬาราชมนตรีเราก็ต้องซื้อมาดื่มนะซิครับ ทั้งๆ
ที่รู้ว่ายาดองเหล้านั้น เป็นเหล้าชนิดหนึ่ง ดื่มแล้วทำให้มึนเมา
เมื่อเป็นสิ่งมึนเมาศาสนาถือว่าหะรอม (حرام), ฉันใดก็ฉันนั้น วันวุกูฟ
หรือวันอะเราะฟะฮฺมีอยู่ที่เดียวบนโลกดุนยานี้เท่านั้น เมื่อทางรัฐบาลซาอุฯ
ประกาศว่าวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2549 ตรงกับวันอะเราะฟะฮฺ
อีกทั้งสุนนะฮฺของท่านนบีก็กำชับให้ถือศีลอดในวันดังกล่าว
ถัดจากวันดั่งกล่าวก็เป็นวันอีดิลอัฎฮา การที่เราทำเช่นนี้เราทำตามตัวบทหลักฐาน
(ดั่งที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น) ปฏิบัติสุนนะฮฺของท่านนบีทุกประการ
เมื่อทำตามหลักการข้างต้นแล้วจะไม่ตรงกับคำประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรีก็ไม่มีปัญหาแต่ประการใด
เพราะหลักการของศาสนาจะต้องมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ตัวอย่างการไม่ปฏิบัติผู้นำโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้นำที่ขัดกับหลักการของศาสนา
หรือมีทัศนะไม่ตรงกับผู้นำ
"ท่านอิมามอะหฺมัด อิบนุฮัมบัล
เป็นอุละมาอฺหนึ่งในสี่มัซฮับโดยรู้จักในนาม "มัซฮับฮัมบะลีย์"
ท่านอิมามอะหฺมัดอยู่ในยุคของเคาะลีฟะฮฺอัลมะมูน แห่งราชวงศ์อัลอับบาสียะฮฺ
ซึ่งยึดมั่นในมัซฮับมุอฺตะซิละฮฺ โดยเขามีความคิดว่า อัลกุรฺอานคือมัคลูกฺ ( مخلوق สิ่งถูกสร้าง) แล้วเขาก็นำเสนอแนวคิดข้างต้นให้กับประชาชาน
และบรรดาอุละมาอฺในยุคนั้น จนกระทั่งอุละมาอฺในยุคนั้นต่างพากันเห็นด้วยในแนวคิดของเคาะลีฟะฮฺท่านนั้น
โดยเขาส่งสาส์นไปยังบรรดาอุละมาอฺในยุคนั้น
เหล่าบรรดาอุละมาอฺในยุคนั้นต่างก้มหัวและยอมรับความคิดเห็นของเคาะลีฟะฮฺท่านนั้นด้วยความเกรงกลัวอำนาจและอิทธพล
รวมทั้งเกรงว่าจะถูกทรมารถ้าหากแสดงความเห็นใดๆ ไปในทำนองคัดค้านออกมา, ส่วนท่านอิมามอะหฺมัดกลับปฏิบัติตรงกันข้าม
กล่าวคือ อิมามอะหฺมัดปฏิเสธไม่ยอมน้อมรับความเห็นเช่นนั้น
โดยยืนหยัดอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรงและถูกต้อง โดยไม่หวาดเกรงต่ออำนาจอิทธิพลใดๆ
ของเคาะลิฟะฮฺท่านนั้น ท่านอิมามอะหฺมัดยังคงยืนยันว่า อัลกุรฺอานนั้นคือ
กะลามุลลอฮฺ ( كلام الله ) กล่าวคือ
คัมภีร์อัลกุรฺอ่าน คือคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ
ฉะนั้นอัลกุรฺอานจึงไม่ใช่สิ่งถูกสร้างจากอัลลอฮฺ
เพราะหากเข้าใจเช่นนั้นเป็นการเข้าใจที่ผิดไปจากอะกีดะฮฺที่ถูกต้อง , เมื่อเคาะลิฟะฮฺทราบเรื่องก็สั่งให้จับกุมท่านอิมามอะหฺมัด
แต่ระหว่างการคุมตัวอยู่นั้น เคาะลีฟะฮฺมะมูนก็สิ้นชีวิตเสียก่อน, แต่ลูกชายของเขาคือมะอฺตะซิมเป็นผู้ตัดสินอิมามอะหฺมัดแทนพ่อของเขา
โดยพ่อของเขาได้สั่งเสียไว้เช่นนั้น ,
ครั้นเคาะลีฟะฮฺมะอฺตะซิมสอบถามท่านอิมามอะหฺมัดถึงอัลกุรฺอานว่าเป็นอะไร? ท่านอิมามก็ยืนยันเช่นเดิมว่า อัลกุรฺอานคือ
คำดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ, เมื่อเคาะลีฟะฮฺรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจอิมามอะหฺมัดได้เลย, เขาจึงสั่งเฆี่ยนท่านอิมามอะหฺมัดจนสลบหมดสติ
กระทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง แล้วยังคุมขังอิมามอะหฺมัดเป็นเวลานานถึง 2 ปี 6 เดือน
แล้วพวกเขาจึงปล่อยอิมามอะหฺมัดเป็นอิสระ"
หวังว่าตัวอย่างของท่านอิมามอะหฺมัด
บุตรของฮัมบัลจะทำให้มุสลิมในเมืองไทยแยกแยะออกนะครับว่า ระหว่างคำสั่งของผู้นำ
กับความถูกต้องของหลักการศาสนาเราจะเลือกสิ่งไหน?
ส่วนที่อ้างว่าผู้นำยึดถือมัซฮับใด หรือตัดสินปัญหาใด
มุสลิมในประเทศนั้นต้องปฏิบัติเพราะความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว
ถ้าเช่นนั้นช่วยยกตัวบทหลักฐานจากอัลกุรฺอาน หรือหะดีษให้ผมฟังหน่อยซิครับว่า
วาญิบต้องตามมัซฮับเหมือนผู้นำประเทศ หากมีหลักฐานผมคนหนึ่งจะปฏิบัติเช่นนั้น
หากไม่มีแล้วมากล่าวลอยๆ ให้ชาวบ้านหลงเชื่อได้อย่างไร?, อีกทั้งเจ้าของมัซฮับเองยังบอกเลยว่า
อย่ามาตามฉัน
หากฉันพูดขัดกับสุนนะฮฺของท่านนบีก็ให้ยึดสุนนะฮฺของท่านนบีไว้และละทิ้งคำพูดของฉันเสีย.
ใช่แต่เท่านั้น
พระองค์อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรฺอานว่า "ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลลอฮฺ
และเชื่อฟังรสูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย, แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งหนึ่ง
ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺและรสูล" (สูเราะฮฺอันนิสาอฺ
: 59) โปรดพิจารณาคำสั่งของอัลลอฮฺนะครับ พระองค์ตรัสว่า
หากพวกเราขัดแย้งกันในเรื่องหนึ่ง
ให้นำเรื่องนั้นไปกลับไปหาอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ทั้งๆ ที่สำนวนอัลกุรฺอ่านก่อนหน้านี้กล่าวถึงให้เชื่อฟังอัลลอฮฺ,
เชื่อฟังรสูล
และให้ปฏิบัติตามผู้นำ
แต่พอมีปัญหาพระองค์อัลลอฮฺทรงให้บ่าวของพระองค์กลับไปหาอัลลอฮฺ
และรสูลเท่านั้นไม่พูดถึงผู้นำแม้แต่น้อย เพราะผู้นำเป็นมนุษย์อาจจะฟัตวา
(ตัดสินปัญหา) โดยตัดสินเข้าข้างตนเอง หรือพรรคพวกของตนเองก็ได้,
ฉะนั้นการอ้างอิงผิดที่จึงทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดอย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ
2. พระองค์อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรฺอานว่า
"ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังรสูลเถิด
และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย, แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งหนึ่ง
ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺและรสูล" (สูเราะฮฺอันนิสาอฺ
: 59) ดังนั้น ผู้นำจะต้องเชื่อฟังอัลลอฮฺ
และเชื่อฟังรสูลซึ่งเป็นเงื่อนไขของผู้นำมุสลิม, ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
" لا طاعة لمخلوق في معصية الخالق"
ความว่า "ไม่มีการเชื่อฟังในเรื่องการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ"
(บันทึกโดยอะหฺมัด) ฉะนั้นผู้ตามไม่อนุญาตให้ตามผู้นำที่สั่งใช้ในเรื่องที่ขัดกับหลักการของศาสนาอย่างแน่นอน
นี่คือประเด็นหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขของการตาม, ส่วนกรณีที่ท่านจุฬาราชมนตรีประกาศว่าวันอีดิลอัฎฮา
(ปี 2549) ตรงกับวันอาทิตย์นั้น ผมขอชี้แจงดั่งนี้ว่า ไม่มีจุฬาราชมนตรีท่านใดครับ
แม้กระทั่งจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบันที่ระบุว่า
พี่น้องมุสลิมทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าบวชหรือออกบวชตรงกับสำนักจุฬาราชมนตรี
หรือต้องนมาซอีดิลอัฎฮาตรงกับสำนักจุฬาฯ ไม่ได้มีข้อบังคับเช่นนั้น เพราะอะไร?
เพราะท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า
" يوم عرفة ويوم النحر وأيام التشريق عيدنا أهل الإسلام وهي أيام أكل وشرب " ความว่า
"วันอะเราะฟะฮฺและวันนะหฺริและวันตัชรีก คือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม
คือวันแห่งการกินและการดื่ม" (บันทึกโดยใครนั้นอ้างแล้วก่อนหน้านี้)
เมื่อวันอีดิลอัฎฮาเป็นวันอีดสำหรับมุสลิมทุกคนซึ่ง เป็นคำสอนของท่านนบีมุหัมมัดที่ชัดเจนที่สุดอีกทั้งยังมีหลักฐานสนับสนุนอีกจำนวนมากซึ่งอ้างมาแล้วก่อนหน้านี้
เมื่อหลักฐานยืนยันชัดเจนเยี่ยงนั้น
ไม่มีความจำเป็นอีกแล้วสำหรับมุสลิมที่จะไปเลือกแนวทางอื่นมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลข้างต้น เราก็ปฏิบัติตามตัวบทของหะดีษข้างต้นที่ว่าไว้ด้วยการรับฟังการประกาศวันอะเราะฟะฮฺ
และวันอีดิลอัฎฮาดั่งที่ศาสนาระบุไว้นั้น
แม้ว่าการประกาศนั้นจะไม่ตรงกับสำนักจุฬาก็ตามเถิด
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่เราจะปฏิบัติตามศาสนาที่เรายึดว่านั่นคือความเข้าใจที่ใกล้เคียงถูกต้องตรงกับสุนนะฮฺมากที่สุด
แล้วมากล่าวหาเราว่าไม่เชื่อฟังผู้นำ ซึ่งคนละประเด็นกัน ต้องย้ำว่า
คนละเรื่องกันเลยครับ
ส่วนการไปเปรียบเทียบกับอิมามนำนมาซก็เป็นอีกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น
เพราะสิ่งที่เรากล่าวถึงคือเราต้องการปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องตรงกับสุนนะฮฺของท่านรสูลให้มากที่สุดเท่านั้นเอง
ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะยอมเชื่อฟังผู้นำเพียงเพราะความสามัคคีแต่เรื่องความถูกต้องตรงกับสุนนะฮฺของท่านนบีฉันไม่ต้องพิจารณา
หรือฉันให้ความสำคัญความถูกต้องนั้นเป็นอันดับรอง. والله أعلم بالصواب والسلام