ข้อปฏิบัติในวันอีดทั้งสอง

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

            ข้อปฏิบัติ (สุนนะฮฺ) ในวันอีดิลอัฎหา (อ่านว่า อัด-ฮา) และอีดิลฟิตริมีรายละเอียดดั่งต่อไปนี้

1.                           การกล่าวตักบัรฺในวันอีดุลอัฎฮาเริ่มต้นให้กล่าวภายหลังนมาซศุบหฺของวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ (คือวันอะเราะฟะฮฺ ซึ่งจะกล่าวเรื่อยไปจนกระทั่งไปถึงเวลานมาซอัศริของวันที่ 13 ซุลหิจญะฮฺ (นี่เป็นทัศนะของท่านอฺลีย์ และท่านอิบนุมัสอูด ซึ่งถือว่าเป็นทัศนะที่ถูกต้องที่สุด), ส่วนการกล่าวตักบีรฺในวันอีดิลฟิฏรินั้นอนุญาตให้กล่าวตั้งแต่เมื่อมีการเห็น (หรือทราบข่าวการเห็น) จันทร์เสี้ยวภายหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าของวันที่ 29 เดือนเราะมะฎอนจนกระทั่งอิมามยืนเพื่อนมาซอีดิลฟิฏริ, ส่วนสำนวนของของการตักบีรฺในวันอีดทั้งสองซึ่งมีหลายสำนวน แต่สำนวนดั่งต่อไปนี้ถือว่าถูกต้อง และสมบูรณ์ที่สุดคือ

“ الله أكبر الله أكبر لا إله إلا الله والله أكبر  ألله أكبر ولله الحمد   “ คำอ่าน “อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมด์”  ความว่า “อัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่, อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น, อัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่, อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น”

 

2.                           มีสุนนะฮฺให้เลือกเสื้อผ้าที่ดีที่สุด,สวยที่สุดของเราเพื่อสวมใส่ไปร่วมนมาซวันอีดุลอัฎฮา และอีดิลฟิฏริ โดยผู้ชายก็มีสุนนะฮฺในปะพรมน้ำหอม, โดยมีรายงานหะดีษกล่าวไว้ว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺสั่งใช้ให้พวกเราไปนมาซอีดทั้งสองโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดในสิ่งที่เรามี และสั่งให้พวกเราปะพรมน้ำหอม “ (บันทึกโดยหากิม)

 

3.                           มีสุนนะฮฺให้รับประทานอาหารมื้อแรกของวันอีดด้วยเนื้อกุรฺบาน ท่านบุร็อยดะฮฺเล่าว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺจะไม่รับประทาน (อาหาร) ใน (เช้า) วันอีดุลอัฎฮา จนกว่าจะกลับมายังบ้าน (เพื่อเชือดสัตว์กุรฺบาน) “ (บันทึกโดยติรฺมิซีย์, อิบนุมาญะฮฺ และอะหฺมัด) ส่วนอีดิลฟิฏริมีสุนนะฮฺให้รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อยก่อนออกไปนมาซอีดิลฟิฏริที่ลานกว้าง (มุศ็อลลา) ซึ่งท่านอนัสเล่าว่า “ปรากฏว่าท่านนบีมุหัมมัดจะไม่ออกไปนมาซอีดิลฟิฏริในช่วงเช้าจนกว่าท่านนบีจะรับประทานอินทผลัมเสียก่อน โดยท่านนบีจะรับประทาน (อินทผลัม) เป็นจำนวนคี่ (เช่น 3, 5 หรือ 7 ผลเป็นต้น)” (บันทึกโดยบุคอรีย์ และอะหฺมัด) 

 

4.                           มีสุนนะฮฺให้นมาซวันอีดทั้งสองที่สนามกว้าง (มุศ็อลลา) ซึ่งปรากฏว่าขณะท่านรสูลุลลอฮฺมีชีวิตอยู่นั้นท่านรสูลไม่เคยนมาซวันอีดทั้งสองที่มัสญิดแม้แต่ครั้งเดียว, ส่วนผู้ที่อ้างว่ามีครั้งหนึ่งท่านรสูลนมาซวันอีดที่มัสญิดเนื่องจากวันนั้นฝนตก หะดีษข้างต้นถือว่าเป็นหลักฐานไม่ได้ เพราะสายรายงานของหะดีษข้างต้นเฎาะอีฟ

 

 

5.                           ส่งเสริมให้บรรดาเด็กๆ และสตรีถึงแม้ว่านางจะมีรอบเดือนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อจะได้ออกมาร่วมรื่นเริงในวันอีดทั้งสองโดยพร้อมเพียงกัน, ท่านอิบนุ อับบาสเล่าว่า “ ฉันออกมาร่วมกับท่านรสูลุลลอฮฺในวันอีดฟิฏริ และอีดิลอัฎหา, ท่านนบีนมาซอีด จากนั้นก็คุฏบะฮฺ จากนั้นท่านรสูลก็หันมายังมุสลิมะฮฺโดยอบรมพวกนางและใช้ให้พวกนางเศาะดะเกาะฮฺ “ (บันทึกโดยบุคอรีย์)

 

6.                           มีสุนนะฮฺให้เดินทางไปนมาซวันอีดทั้งสองที่มุศ็อลลา (ลานกว้าง) หรือที่มัสญิด (หากไม่สามารถนมาซที่มุศ็อลลาได้) ทางหนึ่ง และกลับบ้านอีกทางหนึ่ง, ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า “ ปรากฏว่าท่านรสูลุลลอฮฺออกไปนมาซอีด (ทางหนึ่ง) และเดินทางกลับ (บ้าน) อีกทางหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทางเดียวกันกับตอนเดินทางมา “ (บันทึกโดยมุสลิม, อะหฺมัด และติรฺมิซีย์) สาเหตุที่ทำเช่นนั้นเพราะเราจะได้พบปะให้สลามแก่พี่น้องมุสลิมของเราเป็นจำนวนมาก

 

7.                           เวลาของการนมาซวันอีดุลอัฎหามีสุนนะฮฺในรีบนมาซ กล่าวคือให้นมาซในช่วงเช้าๆ เพราะจะต้องเจียดเวลาให้แก่การเชือดสัตว์กุรฺบาน, ท่านญุนดุบเล่าว่า “ ปรากฏว่าท่านรสูลุลลอฮฺนมาซอีดุลอัฎหาประมาณ (แสงเงาของดวงอาทิตย์ปรากฏ) หนึ่งด้ามหอก (คือนมาซในช่วงเช้ามากๆ ประมาณหกโมงเช้า) , ส่วนการนมาซวันอีดิลฟิฏริมีสุนนะฮฺให้นมาซอีดเล่าช้ากว่านมาซอีดิลอัฏหา กล่าวคือประมาณ 2 ด้ามหอก (ประมาณเจ็ดโมงเช้า) ทั้งนี้เพื่อปล่อยโอกาสให้พี่น้องมุสลิมได้มีเวลาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ เพราะเวลาที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาหลังนมาซศุบหฺของวันอีดิลฟิฏริเรื่อยไปจนกระทั่งเข้าเวลานมาซอีดนั่นเอง

 

8.                           ไม่มีสุนนะฮฺให้อะซาน หรืออิกอมะฮฺก่อนนมาซอีด, ท่านสะอฺด์ บุตรของอบูวักกอศเล่าว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺนมาซอีด โดยไม่มีอะซาน และอิกอมะฮฺ “ (บันทึกโดยบัซซาร) หรือแม้กระทั่งกล่าวว่า “ อัศเศาะลาตุลญามิอะฮฺ “ ก่อนนมาซอีดถือว่าไม่มีแบบอย่างเช่นกัน หากบุคคลใดกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นบิดอะฮฺ (อุตริกรรมในศาสนา)

 

9.                           ไม่มีนมาซใดๆ ก่อนหรือหลังนมาซวันอีดทั้งสอง, ท่านอิบนุ อับบาสเล่าว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺออกไปนมาซอีดสองร็อกอะฮฺโดยท่านรสูลมิได้นมาซใดๆ ก่อนหรือหลังนมาซ (อีด) “ (บันทึกโดยญะมาอะฮฺ) ส่วนกรณีที่บุคคลใดไปนมาซวันอีดที่มัสญิด เช่นนั้นเขาสามารถจะนมาซตะหิยะตุลมัสญิดได้ เพราะทุกครั้งที่เข้ามัสญิดมีสุนนะฮฺให้นมาซตะหิยะตุลมัสญิดก่อนนั่ง ซึ่งการนมาซข้างต้นมิใช่การนมาซสุนนะฮฺก่อนนมาซวันอีด

 

10.                       มีสุนนะฮฺส่งเสริมให้มีการละเล่นของเด็กๆ , ท่านอนัสเล่าว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺมุ่งหน้าไปยังมะดีนะฮฺ ซึ่งขณะนั้นพวกเขามีการละเล่นสองวัน ท่านรสูลก็กล่าวว่า แน่นอนยิ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงทดแทนวันทั้งสองที่ดีกว่าให้แก่พวกท่าน นั่นคือวันอีดุลฟิฏริ และอีดุลอัฎหา “ (บันทึกโดยนะสาอีย์, อิบนุ หิบบาน โดยรายงานหะดีษเศาะหี้หฺ)

 

11.                       ส่งเสริมให้มีการขอพรซึ่งกันและกันในวันอีดทั้งสอง, ท่านญุบัยร์ บุตรของนะฟีรเล่าว่า “ ปรากฏว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺเมื่อพวกเขาพบปะกันในวันอีด พวกเขาจะกล่าวขอพรให้กันและกันว่า โดยมีสำนวนว่า “ تقبل الله منا ومنك   “ คำอ่าน “ ตะก็อบบะลัลลอฮุ มินนา วะมินกะ “ความว่า ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบรับการงานของเราและของท่านด้วยเถิด “ (ท่านหาฟิซกล่าวว่า สายรายงานข้างต้นถือว่าหะสัน) หรือจะกล่าวว่า “ تقبل الله منا ومنكم    “ คำอ่าน “ตะก็อบบะละ มินนา วะมินกุม “   

 

12.                       ให้แสดงตนเองให้ผู้คนทั้งหลายทราบว่านี่คือวันแห่งเฉลิมฉลองรื่นเริงของพี่น้องมุสลิมซึ่งเป็นวันแห่งวาระสำคัญยิ่งในรอบปี โดยตกแต่งบ้านช่องให้สะอาดสวยงามตามสถานภาพของตนเอง

 

13.                       เยี่ยมเยียนบิดา, มารดา, ครู, อาจารย์, พี่ป้าน้าอา, ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียง

 

14.                       หากไม่เป็นเหลือบ่ากว่าแรง ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงอาหารที่บ้าน และแจกจ่ายไปยังเพื่อนบ้าน ตามสถานภาพของตนเอง

 

15.                       สำหรับผู้ที่มีสตางค์ก็ควรบริจาคทรัพย์สิน หรือเศาะดะเกาะฮฺให้แก่เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กยากจน, เด็กกำพร้า หรือบุคคลที่ยากจนขันสนทั่วๆ ไป

 

16.                       ภายหลังวันอีดทั้งสอง การไปพักผ่อนหย่อนใจยังสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสรรไว้ เพื่อไปดูการสร้างของพระองค์อัลลอฮฺ และรำลึกถึงกรุณาธิคุณของพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสรรพสิ่งอันสวยงามเพื่อบ่าวของพระองค์ ย่อมกระทำได้ หากบุคคลใดมีความสามารถพาสมาชิกในครอบครัวของตนเองไปท่องเที่ยวได้ก็ส่งเสริมให้กระทำ แต่ถ้าไม่มีความสามารถไปเที่ยวตามต่างจังหวัดได้ อย่างน้อยการพาสมาชิกในครอบครัวไปรับประทานอาหารนอกบ้านกันสักมื้อ เป็นสิ่งสมควรกระทำบ้างมิใช่หรือ? (วัลลอฮฺอะอฺลัม)

 

 

วิธีนมาซอีดทั้งสอง

            ร็อกอะฮฺที่ 1

 

1.      ตั้งเจตนา (เนียต) นมาซอีดิลฟิฏริ หรือนมาซอิดิลอัฎหา

2.      ให้ผู้นมาซดูแถวของตนเองให้ตรง และชิดๆ กัน

3.      ตักบีเราะตุลอิหฺรอม (ตักบีรฺเพื่อเข้าสู่การนมาซ)

4.      จากนั้นก็ให้ตักบีรฺอีกเจ็ดครั้ง โดยแต่ละครั้งนั้นไม่ต้องยกมือ ซึ่งในแต่ละการตักบีรฺควรเว้นระยะสักนิดหนึ่งโดยไม่ต้องอ่านอะไร แต่ถ้าจะอ่านดุอาอ์ระหว่างการตักบีรฺก็ย่อมกระทำได้เพราะมีแบบอย่างจากท่านอิบนุ มัสอูด (ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺ) ได้กระทำไว้ โดยกล่าวว่า “สุบานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลา วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ” ความว่า “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺ, การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะเว้นแต่พระองค์อัลลอฮฺเพียงเองค์เท่านั้น และพระองค์อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่”

5.      อ่านดุอาอ์อิฟติตาหฺ (บทหนึ่งบทใดก็ได้)

6.      อ่านสูเราะฮฺฟาติหะฮฺ แล้วกล่าว ”อามีน” ด้วยเสียงดัง

7.      ให้อ่านสูเราะฮฺหนึ่งสูเราะฮฺบทใดก็ได้ที่สามารถท่องจำได้ แต่สุนนะฮฺของท่านจะอ่านสูเราะฮฺก็อฟ หรือ สูเราะฮฺอัลอะอฺลา

8.      จากนั้นก็ตักบีรฺเพื่อรุกูอฺ (โดยกระทำตามขั้นตอนเสมือนนมาซฟัรฺฎุ หรือนมาซสุนนะฮฺทั่วไป) จนกระทั่งถึงการสุญูด  ดังกล่าวนี้ถือว่าจบหนึ่งร็อกอะฮฺ

 

ร็อกอะฮฺที่ 2

 

1.      เมื่อกล่าวตักบัรฺ (อัลลอฮุอักบัรฺ) โดยไม่ต้องยกมือ พร้อมเงยจากสุญูดขึ้นมายืนตรงในสภาพที่กอดอก

2.      จากนั้นให้ตักบีรฺอีก 5 ครั้ง (กระทำเสมือนในร็อกอะฮฺแรก ต่างกันตรงที่จำนวนการตักบีรฺน้อยกว่าตักบีรฺแรกเท่านั้นเอง)

3.      อ่านสูเราะฮฺฟาติหะฮฺ แล้วกล่าว “อามีน” (ด้วยเสียงดัง)

4.      อ่านสูเราะฮฺอัลเกาะมัรฺ หรือจะอ่านสูเราะฮฺอัลฆอชิยะฮฺ หรือจะอ่านสูเราะฮฺอื่น หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอัลกุรฺอานก็ได้

5.      จากนั้นก็ตักบีรฺเพื่อรุกูอฺ และกระทำตามลำดับเรื่อยไปจนกระทั่งนั่งตะชะฮฺฮุดแล้วให้สลาม เป็นอันว่าเสร็จสิ้นการนมาซอีดแล้ว

6.      เมื่อให้สลามในนมาซอีดิลฟิฏริเสร็จแล้วก็ไม่ต้องกล่าวตักบีรฺอีกแล้ว เพราะถือว่าหมดเงื่อนไขการกล่าวตักบีรฺแล้ว (ซึ่งกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้) ส่วนกรณีที่ให้สลามอีดิลอัฎหาเสร็จแล้ว สามารถกล่าวตักบีรฺได้จนกระทั่งอิมาม หรือเคาะฏีบขึ้นคุฏบะฮฺอีด โดยจะหมดเขตการกล่าวตักบีรฺในวันที่ 13 ซุลหิจญะฮฺของเวลานมาซอัศริ. (วัลลอฮฺอะอฺลัม)

 

 

 

 

 

สิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำให้วันอีดทั้งสอง

 

วันที่ศาสนาอนุญาตให้รื่นเริงได้นั้นมีอยู่สองวันในปีเท่านั้น นั่นคือวันอีดิลฟิฏริ และอีดิลอัฎหา (อ่านว่า อัฎ-ฮา) เมื่อศาสนากำหนดให้รื่นเริงได้ บรรดามุสลิมเกือบทั้งหมดก็จะแสดงภาพลักษณ์ที่ดีอกดีใจที่ไม่เกินขอบเขตของศาสนา แต่ทว่า มุสลิมบางส่วนอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจจะหลงลืมไปก็ได้ว่า สิ่งที่มุสลิมบางส่วนได้กระทำบางอย่างในวันอีดทั้งสองนั้นบางครั้งไม่มีปรากฏหลักฐานจากศาสนา บางครั้งสิ่งที่กระทำไปถึงขั้นเป็นบิดอะฮฺก็มี ฉะนั้นบทความนี้จะชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่า สิ่งต่อไปนี้ไม่มีในสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه وسلم   ) หรือไม่พบในการกระทำของบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยเช่นกัน

 

1.      การอะซาน และการอิกอมะฮฺ หรือกล่าวคำพูดใดๆ การก่อนนมาซอีด

ไม่พบหลักฐานหะดีษเศาะหี้หฺท่านนบีصلى الله عليه وسلم )   ) ที่อะซาน หรืออิกอมะฮฺ หรือกล่าวคำพูดว่า “ الصلاة جامعة  “ อ่านว่า “อัศเศาะลาตุ ญามิอะฮฺ”  ความว่า “การนมาซรวมกัน” เป็นต้น, ซึ่งท่านสะอฺด์ บุตรของอบู วักกอศเล่าว่า “แท้จริงท่านนบีมุหัมมัดนมาซอีดโดยไม่มีการอะซาน และการอิกอมะฮฺ” (บันทึกโดยอัลบัรฺซารฺ) , การอะซาน หรือการอิกอมะฮฺ หรือการกล่าว “อัศเศาะลาตุ ญามิอะฮฺ” ถือว่าเป็นการอุตริกรรมในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้ว ดั่งที่ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ من عمل عملا  ليس عليه أمرنا فهو رد ” ความว่า “บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง” (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)

 

2.  มะมูมกล่าวตักบีรฺเสียงดังขณะนมาซอีด 

การที่มะมูมยกกล่าวตักบีรฺว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ” ด้วยเสียงดังนั้นไม่พบแบบฉบับของบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ขณะที่พวกเขาเป็นมะมูม) และไม่พบแบบฉบับของบรรดาผู้ที่อยู่ในยุคหลังบรรดาเศาะหาบะฮฺอีกด้วย เนื่องจากว่า การกล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังของมะมูมขณะนมาซอีดนั้นถือว่าไม่อนุญาตให้กระทำ  ในทางตรงข้ามการกล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังนั้นเป็นหน้าที่ของอิมามเพียงผู้เดียวเท่านั้น เพื่อเป็นสัญญาณให้มะมูมที่ยืนอยู่ด้านหลังปฏิบัติ ส่วนมะมูมคนใดที่กล่าวตักบีรฺด้วยเสียงดังขณะนมาซอีด (ทั้งสอง) นั่นถือว่ากระทำเกินกว่าสิ่งที่ศาสนาได้ระบุไว้ สาเหตุที่ไม่อนุญาตให้มะมูมกล่าวตักบีรฺเสียงดังก็เพราะ เสียงดังของมะมูมจะสร้างความวุ่ยวาย และรบกวนบุคคลที่อยู่ใกล้เคียง สุดท้ายหากบรรดามะมูมส่งเสียงตักบีรฺพร้อมๆ กันก็จะทำให้เสียงนั้นดังลั่น ท้ายสุดก็จะทำลายสมาธิทั้งอิมามและมะมูมส่วนใหญ่อีกด้วย (เป็นคำฟัตวาของเชค อิบนุ ญะบะร็อยน์, หนังสือ “อัลบิดะอิ วัลมุหฺดะษาต” หน้า 501-502)

 

3.  การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺหลังนมาซอีดิลฟิฏริ

เป็นที่ทราบแล้วว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺวาญิบ (จำเป็น) จะต้องจ่ายก่อนอิมามจะตักบีรฺนมาซอีดิลฟิฏริเท่านั้น หากบุคคลใดที่จ่ายซะกาตฟิตเราะฮฺภายหลังนมาซอีดิลฟิฏริถือว่าเป็นเศาะดะเกาะฮฺธรรมดา หาใช่เป็นซะกาตฟิฏเราะฮฺแต่อย่างใดไม่, ซึ่งท่านรสูลได้กล่าวว่า “ من أداها قبل الصلاة فهي زكاة مقبولة ومن أداها بعد الصلاة فهي صدقة من الصدقات   “ ความว่า “บุคคลใดที่จ่ายซะกาตก่อนนมาซ (อีดิลฟิฏริ) นั่นคือซะกาต (ฟิฏเราะฮฺ) ที่ถูกตอบรับ ส่วนบุคคลใดที่จ่ายซะกาตหลังนมาซ (อีดิลฟิฏริ) นั่นคือเศาะดะเกาะฮฺหนึ่งจากเศาะดะเกาะฮฺต่างๆ นั่นเอง (หาใช่ซะกาตฟิฏเราะฮฺไม่)” (บันทึกโดยอบูดาวูด ลำดับหะดีษที่ 1371 และอิบนุมาญะฮฺ  ลำดับหะดีษที่ 1817)

 

4.  การเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺ (สุสาน) ในวันอีด

การเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดการเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดิลฟิฏริ (หรืออีดิลอัฎหา) นั้นไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำ, คำพูด หรือการยอมรับของท่านรสูลุลลอฮฺ     (صلى الله عليه وسلم   ) หรือไม่ปรากฏว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺกระทำแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมเจาะจงเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดทั้งสอง หากมุสลิมคนใดกระทำก็เท่ากับว่าเขาได้อุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้วนั่นเอง

อีกทั้งการไปกุบูรฺในวันอีด (ทั้งสอง) ยังเป็นการขัดแย้งเจตนารมณ์ของวันอีด (ทั้งสอง) โดยสิ้นเชิง เพราะวันอีด (ทั้งสอง) เป็นวันรื่นเริงที่ศาสนาอนุมัติให้รื่นเริงได้ เด็กๆ พากันดีอกดีใจเมื่อวันอีดมาถึง แต่การไปกุบูรฺนั่นหมายถึงการแสดงออกถึงความเศร้าโศกเสียใจ และแสดงออกซึ่งอารมณ์อันหดหู่  ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลหนึ่งจะอ้างความชอบธรรมให้กับตนเองว่าด้วยการไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีดทั้งสองได้เลยแม้แต่น้อย

 

5.  การประดับประดามัสญิดในวันอีดทั้งสอง

การประดับประดาโคมไฟ หรือไฟระยับระยาบที่มัสญิดในคืนวันอีดทั้งสองนั้น ไม่มีแบบฉบับจากท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه وسلم   ) และบรรดาสลัฟุศศอลิหฺในอดีตเลยแม้แต่น้อย  ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของอิมาม และกรรมการมัสญิดจะต้องชี้แจงให้แก่สัปบุรุษของมัสญิดได้เข้าใจการประดับประดามัสญิดโดยแสงไฟ หรือด้วยสิ่งอื่นก็ตาม ถือว่าไม่อนุญาตให้กระทำในวันอีดทั้งสอง อีกทั้งสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัดยังเน้นหนักให้นมาซวันอีดทั้งสองที่ทุ่งโล่ง ไม่ใช่ที่มัสญิดอีกต่างหาก เพราะขณะที่ท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه وسلم   ) มีชีวิตนั้นท่านรสูลนมาซอีดทั้งสองที่ทุ่งโล่งทั้งสิ้น โดยไม่เคยนมาซอีดทั้งสองที่มัสญิดแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนกรณีที่บางท่านอ้างหะดีษของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺที่กล่าวว่า  “  أنهم أصابهم مطر في يوم عيد فصلى بهم النبي صلى الله عليه وسلم صلاة العيد في المسجد   “ ความว่า “แท้จริงพวกเขาประสบกับฝนตกในวันอีด เช่นนั้นท่านนบีมุหัมมัด (เป็นอิมาม) นำนมาซอีดพวกเขาที่มัสญิด” (บันทึกโดยอบูดาวูด,อิบนุมาญะฮฺ และหากิม) แต่ทว่าหะดีษข้างต้นไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ เนื่องจากสายรายงานข้างต้นไม่เป็นที่รู้จัก (มัจญ์ฮูล) ท่านอัลหาฟิซกล่าวว่า สายรายงานของหะดีษข้างต้นเฎาะอีฟ, ส่วนท่านอัซซะฮะบีย์กล่าวว่า “หะดีษข้างต้นมุงกัรฺ (หะดีษมุงกัรฺ หมายถึงหะดีษเฎาะอีฟ และความหมายยังขัดแย้งกับหะดีษเศาะหี้หฺอีกด้วย, อ้างจากหนังสือ “ฟิกฮุสสุนนะฮฺ” โดยชัยยิด สาบิกฺเล่ม 1 หน้า 241)”

 

 

 6. การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด

ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์เล่าว่า “كنا نخرج زكاة الفطر صاعا من طعام أو صاعا من شعير أو صاعا من تمر أو صاعا من أقط أو صاعا من زبيب  ”  ความว่า “ปรากฏว่าพวกเราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺด้วยอาหารจำนวนหนึ่งศออฺ หรือข้าวบาร์เลย์จำนวนหนึ่งศออฺ หรืออินทผลัมจำนวนหนึ่งศออฺ หรือนมแข็ง (คือนมเปรี้ยวที่ทำให้แข็งไว้สำหรับปรุงอาหาร) จำนวนหนึ่งศออฺ หรือองุ่นแห้งจำนวนหนึ่งศออฺ” (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 1508 และมุสลิม หะดีษที่ 985)

จากหะดีษข้างต้นสรุปได้ว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺวาญิบจะต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) เมื่อเป็นบทบัญญัติก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะศาสนาที่ท่านรสูลนำมานั้นไม่ใช่ทัศนะ หรืออารมณ์ของท่านรสูลเลยแม้แต่น้อย แต่ทั้งหมดนั้นล้วนมาจากพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น  ซึ่งอัลกุรฺอานได้ตรัสไว้ว่า  “ وما ينطق عي الهوي إن هو إلا وحي يوحي  ”  ความว่า “และเขา (นบีมุหัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ (ของตนเอง), สิ่ง (ที่ท่านนบีพูด) นั้นมิใช่อื่นใด เว้นแต่จะเป็นวะหี้ย์ที่ถูกประทานมาเท่านั้น” (สูเราะฮฺอันนัจญ์มุ อายะฮฺที่ 3-4)   เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺอื่นจากอาหาร (หลัก) ประการต่อมา ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ من عمل عملا  ليس عليه أمرنا فهو رد ” ความว่า “บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง” (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718) 

เมื่อเป็นเช่นนั้น กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีหลักฐานชัดเจนหรือไม่? คำตอบคือ มีหลักฐานชัดเจน (ซึ่งอ้างอิงมาแล้วก่อนหน้านี้) เป็นหลักฐานที่เศาะหี้หฺ ไม่คลุมเครือ เนื้อหาของหลักฐานชัดเจน ไม่คลุมเครือไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่น สรุปคือการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺนั้นต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น อีกทั้งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ตอกย้ำอีกว่า พวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺจำนวนหนึ่งศออฺจากอาหาร (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 1508 และมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 985)  เช่นนั้นจึงไม่ช่องทาง หรือหนทางใดที่จะระบุว่าอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนอาหาร หรือจ่ายสิ่งอื่นแทนอาหารได้เลยแม้แต่น้อย

ประการถัดมา  เราไม่พบหลักฐานเลยว่า มีเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) แม้แต่คนเดียวที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนการจ่ายอาหาร ทั้งๆ ที่พวกเขารู้สุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) และปฏิบัติตามสุนนะฮฺอย่างจริงจัง และเคร่งครัดสุนนะฮฺมากกว่าบุคคลในยุคปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทำไมบรรดาเศาะหาบะฮฺเล่านั้นจึงไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอย่างอื่น นอกจากจะจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น , เอาละสมมติว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด หรือสิ่งอื่นจากอาหาร เช่นนั้นทำไมจึงไม่มีหลักฐานตัวบทไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือกระทำพวกเขาที่อ้างว่าพวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดด้วยเล่า?  เมื่อไม่มีจึงสรุปได้ทันทีว่าพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรสูลุลลอฮฺอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารำลึก และตอกย้ำสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อยู่เสมอว่า “ لقد كان لكم في رسول الله أسوة حسنة  ” ความว่า “แน่นอนยิ่งในตัวของท่านรสูลุลลอฮฺมีแบบอย่างที่งดงามยิ่งสำหรับสูเจ้า” (สูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 21)

ประการต่อมา หากศาสนาอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดได้แล้วไซร้ ทำไมท่านรสูลุลลอฮฺจึงไม่จ่าย หรือไม่อนุญาตให้ซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ หรือดิรฺฮัม (ซึ่งเป็นมาตราเงินในสมัยของท่านรสูล) ด้วย? ทั้งๆ ที่ในสมัยของท่านรสูลุลลอฮฺก็มีดีนารฺ และดิรฺฮัมใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันในสมัยของท่านรสูล, อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏหลักฐาน หรือไม่พบในประวัติศาสตร์ว่าด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺเคยจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ หรือดิรฺฮัม หรือจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อาหาร (หลัก) หรืออาหารที่ถูกระบุในหะดีษ (ซึ่งหยิบมาอ้างอิงแล้วก่อนหน้านี้)

โปรดเข้าว่า หากสิ่งใดที่มีความคลุมเครือ,ไม่ชัดเจน หรือไม่มีตัวบทหลักฐานระบุไว้แล้วไซร้ เช่นนี้เราจะวินิจฉัยอย่างไรนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีตัวบทชัดเจนจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم  ), จากบรรดาเศาะหาบะฮฺซึ่งไม่มีความคลุมเครือเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺไม่อนุญาตให้จ่ายเป็นเงินสด หากบุคคลใดจ่ายเป็นเงินสดนั่นก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นได้กระทำสิ่งที่ค้านกับบทบัญญัติของศาสนาแล้วนั่นเอง (กรุณาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “อัลบิดะอุ วัลมุหฺดะษาต” หน้า 459-461)

อนึ่ง การอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด ล้วนเป็นทัศนะของนักวิชาการทั้งสิ้น โดยไม่มีตัวบทใดมารองรับทัศนะข้างต้น หนึ่งในทัศนะนั้นก็คืออิมามอบูหะนีฟะฮฺ ( رحمه الله  ) เป็นต้น

7.  การนมาซสุนนะฮฺในช่วงกลางคืนของวันอีด

มีตำราบางเล่มที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ส่งเสริมให้มีการนมาซสุนนะฮฺเฉพาะในช่วงกลางคืนของวันอีดทั้งสอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่พบหลักฐานที่เศาะหี้หฺจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم  ) หรือไม่พบการกระทำของบรรดาสลัฟุศศอลิหฺในอดีต ฉะนั้นสิ่งใดที่ไม่มีในศาสนาแต่ถูกกำหนดว่าเป็นเรื่องของศาสนา เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นการอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) วาญิบที่บรรดามุสลิมจะต้องออกห่างโดยสิ้นเชิง ดั่งที่ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า  “บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง” (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)

 

8.  การสวมกอดในวันอีด

ไม่พบหลักฐานจากท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) และบรรดาเศาะหาบะฮฺ ( رضي الله عنهم  ) ว่ามีการสวมกอดกันในวันอีดทั้งสอง (หมายถึงเพศเดียวกัน) ภายหลังนมาซอีดเสร็จแล้ว ฉะนั้นสรุปในลำดับหนึ่งคือ การสวมกอดกันในวันอีดทั้งสองนั้นไม่ใช่สุนนะฮฺนบี ส่วนที่ศาสนาอนุญาตให้สวมกอดกันได้นั้น หมายถึงบุคคลที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนหน้านี้เลย หรือบุคคลผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด หรือกลับมาจากต่างประเทศแล้วมาเจอกันในวันอีด แล้วขาทั้งสองก็สวมกอดกัน เช่นนี้ถือว่าไม่เป็นไร, แต่อย่างไรก็ตาม การสวมกอดกัน (ในระหว่างเพศเดียวกัน) ในวันอีดทั้งสองโดยมิได้มีเจตนาว่าเป็นสุนนะฮฺนบี หรืออันเนื่องจากการหลงลืม เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เป็นเช่นกัน. (วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ)