อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดได้หรือไม่?


 

โดย อ. มุรีด  ทิมะเสน

 

          ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ( زكاة الفطرة  ) เป็นบทบัญญัติของศาสนา ซึ่งเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนจะต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ไม่ว่าเด็ก, ผู้ใหญ่, เพศหญิง, เพศชาย, เป็นทาส หรือเป็นอิสระชน, คนถือศีลอด หรือไม่ถือศีลอดก็ตาม

 

          ประเด็นถัดมาที่ผู้เขียนต้องการจะชี้แจงให้พี่น้องมุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องตรงกับสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  )  ประเด็นนั้นก็คือ ศาสนาอนุญาตให้มุสลิมจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนการจ่ายข้าวสาร (หรือตวงข้าวสาร) ได้หรือไม่? คำตอบก็คือ ไม่อนุญาตให้มุสุลิมจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด หรือสิ่งอื่นนอกจากจะต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น เนื่องจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم  ) ได้กำหนดให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอินทผลัมจำนวนหนึ่งศออฺ หรือข้าวสาลี (หรือข้าวบาร์เล่ย์) จำนวนหนึ่งศออฺ เป็นต้น (หนึ่งศออฺ ประมาณ 2.5 กิโล)

 

          ท่านอบู สะอีดกล่าวว่า “  كنا يعطيها في زمن النبي صلى الله عليه وسلم صاعا من طعام   ”  ความว่า “ปรากฏว่าพวกเราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอาหารจำนวนหนึ่งศออฺในสมัยของท่านรสูลุลลอฮฺ”  (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 1508 และมุสลิม หะดีษที่ 985)

 

           ฉะนั้น จึงไม่อนุญาตให้มุสลิมใดจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดิรฺฮัม หรือดีนารฺ (อัตราเทียบเงินสกุลของอฺรับในอดีต) หรือจ่ายเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือจ่ายเป็นเครื่องเฟอร์นิเจอร์ แต่ทว่าวาญิบจะต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺในสิ่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺกำหนดให้ หรือกระทำไว้เท่านั้น ดั่งอัลกุรฺอานที่ตรัสไว้ว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย สูเจ้าทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และสูเจ้าจงเชื่อฟังรสูล”  (สูเราะฮฺอันนิสาอฺ : 59)

 

          อนึ่ง ไม่อนุญาตให้พิจารณาความดีงามในสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายคิดว่าสิ่งนั้นดีงาม เพราะบทบัญญัติศาสนาไม่ใช่ปฏิบัติตามความคิดเห็นของตนเอง หรือของบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ทว่าบทบัญญัตินั้นมาจากผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง ผู้ทรงตัดสินที่ดียิ่ง

 

          ครั้งเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ  ( صلى الله عليه وسلم  ) ได้กำหนดการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอาหารจำนวนหนึ่งศออฺ  ฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้ปฏิบัติอื่นจากสิ่งข้างต้น ถึงแม้ว่าสติปัญญาของเราจะคิดว่าสิ่งนั้นดีกว่าก็ตาม จึงเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมจะต้องละทิ้งสิ่งที่สติปัญญาคิดว่าดีงาม แต่ไปขัดแย้งกับบทบัญญัติของศาสนา

 

          ตัวบทหลักฐานที่ว่าด้วยการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอาหารจำนวนหนึ่งศออฺมีดังนี้

 

          หะดีษบทที่ 1

 

ท่านอิบนุ อุมัรฺเล่าว่า “فرض رسول الله صلى الله عليه وسلم زكاة الفطر صاعا من تمر أو صاعا من شعير   ”  ความว่า “ท่านรสูลุลลอฮฺกำหนดซะกาตฟิฏเราะฮฺจำนวนหนึ่งศออฺจากอินทผลัม หรือหนึ่งศออฺจากข้าวบาร์เลย์” (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 1432, นะสาอีย์ หะดีษที่ 2504, อัดดารุ กุฏนีย์ หะดีษที่ 6 และอิบนุ หิบบาน หะดีษที่ 3303)

 

หะดีษบทที่ 2

 

ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์เล่าว่า “كنا نخرج زكاة الفطر صاعا من طعام أو صاعا من شعير أو صاعا من تمر أو صاعا من أقط أو صاعا من زبيب  ”  ความว่า “ปรากฏว่าพวกเราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺด้วยอาหารจำนวนหนึ่งศออฺ หรือข้าวบาร์เลย์จำนวนหนึ่งศออฺ หรืออินทผลัมจำนวนหนึ่งศออฺ หรือนมแข็ง (คือนมเปรี้ยวที่ทำให้แข็งไว้สำหรับปรุงอาหาร) จำนวนหนึ่งศออฺ หรือองุ่นแห้งจำนวนหนึ่งศออฺ” (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 1508 และมุสลิม หะดีษที่ 985))

 

หะดีษทั้งสองข้างต้นเป็นหลักฐานให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺอื่นจากอาหาร  เพราะสำนวนหะดีษบนแรกระบุว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกำหนดการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺจำนวนหนึ่งศออฺเป็นฟัรฺฎู อันได้แก่ อินทผลัม หรือข้าวบาร์เล่ย์ เป็นต้น ฉะนั้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอิสลาม คือความดีและความจำเริญ ซึ่งหากมีบุคคลใดมากล่าวแย้งว่า ถ้าหากการจ่ายเป็นอาหารไม่มีประโยชน์แก่คนยากจน (ขัดสน) จะว่าอย่างไร?  เราก็ขอตอบคำถามนั้นได้ทันทีว่า บุคคลที่อ้างว่าตนเองเป็นคนยากจนนั้น สิ่งจำเป็นสำหรับเขา หรือความต้องการอันดับแรกของเขาคือ อาหาร โดยเฉพาะอาหารหลัก แต่ถ้าเขาอ้างว่าตนเองเป็นคนยากจน แต่กล่าวว่าอาหารหลักไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตสำหรับเขา นั่นก็เท่ากับว่าเขาไม่ใช่เป็นผู้ที่ยากจนแต่ประการใดทั้งสิ้น

 

 เช่นเดียวกับการจ่ายอาหารกัฟฟาเราะฮฺ (การจ่ายอาหารเป็นค่าปรับ)ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงกลางวันของเดือนเราะมะฎอน, การจ่ายกัฟฟาเราะฮฺอันเนื่องจากผิดคำสาบาน หรือแม้กระทั่งการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺล้วนเป็นอิบาดะฮฺที่ถูกกำหนดให้จ่ายเป็นอาหาร  ซึ่งถือว่าไม่เป็นการพอเพียงหากการจ่ายสิ่งข้างต้นเป็นเงินสดแทนจำนวนของอาหารดังกล่าว  อีกทั้งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนจากการจ่ายอาหารมาเป็นเงินสดได้นั้น ก็เพราะสิ่งนั้นเป็นอิบาดะฮฺ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอิบาดะฮฺประเภทหนึ่งให้เป็นอิบาดะฮฺอีกประเภทหนึ่งนั้นไม่ได้ กล่าวคือพระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดว่าสิ่งหนึ่งจะต้องจ่ายเป็นอาหาร  จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนก็ต้องจ่ายเป็นอาหาร หากบุคคลหนึ่งไม่จ่ายเป็นอาหาร ก็เท่ากับว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงอิบาดะฮฺที่พระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้แล้วนั่นเอง

 

ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราต้องการทำกุรฺบาน หรือทำอะกีเกาะฮฺซึ่งเป็นอิบาดะฮฺ  เช่นนั้นเราก็ต้องนำสัตว์มาเชือดเพื่อทำกุรฺบาน หรือทำอะกีเกาะฮฺ จึงจะถือว่าถูกต้องใช้ได้ (ตามหลักการศาสนา) หากจ่ายเป็นเงินสดหรือจ่ายเศาะดะเกาะฮฺเท่ากับจำนวนราคาของสัตว์ที่เชือดกุรฺบาน หรือสัตว์ที่เชือดอะกีเกาะฮฺ นั่นก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะการเชือดกุรบานเป็นอิบาดะฮฺ (จะเปลี่ยนมาจ่ายเป็นเงินสดแทนไม่ได้) ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด แท้จริงการนมาซของฉัน การเชือดสัตวพลีของฉัน การมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันเพื่อพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก” (สูเราะฮฺอัลอันอาม:162), (ข้างต้นอ้างอิงจากหนังสือ “ฟะตะวาเราะมะฎอน” เล่ม 2 หน้า 918-921)

 

ประการถัดมา หากศาสนาอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดได้แล้วไซร้ ทำไมท่านรสูลุลลอฮฺจึงไม่จ่าย หรือไม่อนุญาตให้ซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ หรือดิรฺฮัม (ซึ่งเป็นมาตราเงินในสมัยของท่านรสูล) ด้วย? ทั้งๆ ที่ในสมัยของท่านรสูลุลลอฮฺก็มีดีนารฺ และดิรฺฮัมใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันในสมัยของท่านรสูล, อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏหลักฐาน หรือไม่พบในประวัติศาสตร์ว่าด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺเคยจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นดีนารฺ หรือดิรฺฮัม หรือจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อาหาร (หลัก) หรืออาหารที่ถูกระบุในหะดีษ ซึ่งหยิบมาอ้างอิงแล้วก่อนหน้านี้

 

สรุปในช่วงท้ายออกเป็นประเด็นดั่งนี้ว่า

1.                           การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺวาญิบจะต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) เมื่อเป็นบทบัญญัติก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะศาสนาที่ท่านรสูลนำมานั้นไม่ใช่ทัศนะ หรืออารมณ์ของท่านรสูลเลยแม้แต่น้อย แต่ทั้งหมดนั้นล้วนมาจากพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น  ซึ่งอัลกุรฺอานได้ตรัสไว้ว่า  “ وما ينطق عي الهوي إن هو إلا وحي يوحي  ”  ความว่า “และเขา (นบีมุหัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ (ของตนเอง), สิ่ง (ที่ท่านนบีพูด) นั้นมิใช่อื่นใด เว้นแต่จะเป็นวะหี้ย์ที่ถูกประทานมาเท่านั้น” (สูเราะฮฺอันนัจญ์มุ อายะฮฺที่ 2-3)   เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺอื่นจากอาหาร (หลัก)

 

2.                           ท่านรสูลุลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ من عمل عملا  ليس عليه أمرنا فهو رد ” ความว่า “บุคคลใดที่ปฏิบัติการงานหนึ่ง ซึ่งการงานนั้นไม่ในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นถือว่าถูกโต้กลับ (หมายถึงเป็นโมฆะ) นั่นเอง” (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 1718)  เมื่อเป็นเช่นนั้น กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีหลักฐานชัดเจนหรือไม่? คำตอบคือ มีหลักฐานชัดเจน (ซึ่งอ้างอิงมาแล้วก่อนหน้านี้) เป็นหลักฐานที่เศาะหี้หฺ ไม่คลุมเครือ เนื้อหาของหลักฐานชัดเจน ไม่คลุมเครือไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่น สรุปคือการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺนั้นต้องจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น อีกทั้งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ตอกย้ำอีกว่า พวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺจำนวนหนึ่งศออฺจากอาหาร (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 1508 และมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 985)  เช่นนั้นจึงไม่ช่องทาง หรือหนทางใดที่จะระบุว่าอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนอาหาร หรือจ่ายสิ่งอื่นแทนอาหารได้เลยแม้แต่น้อย

 

3.                           เราไม่พบหลักฐานเลยว่า มีเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) แม้แต่คนเดียวที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดแทนการจ่ายอาหาร ทั้งๆ ที่พวกเขารู้สุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم  ) และปฏิบัติตามสุนนะฮฺอย่างจริงจัง และเคร่งครัดสุนนะฮฺมากกว่าบุคคลในยุคปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทำไมบรรดาเศาะหาบะฮฺเล่านั้นจึงไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นอย่างอื่น นอกจากจะจ่ายเป็นอาหาร (หลัก) เท่านั้น , เอาละสมมติว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสด หรือสิ่งอื่นจากอาหาร เช่นนั้นทำไมจึงไม่มีหลักฐานตัวบทไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือกระทำพวกเขาที่อ้างว่าพวกเขาจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺเป็นเงินสดด้วยเล่า?  เมื่อไม่มีจึงสรุปได้ทันทีว่าพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรสูลุลลอฮฺอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารำลึก และตอกย้ำสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อยู่เสมอว่า “ لقد كان لكم في رسول الله أسوة حسنة  ” ความว่า “แน่นอนยิ่งในตัวของท่านรสูลุลลอฮฺมีแบบอย่างที่งดงามยิ่งสำหรับสูเจ้า” (สูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 21

4.                            สรุปสุดท้ายว่า หากสิ่งใดที่มีความคลุมเครือ,ไม่ชัดเจน หรือไม่มีตัวบทหลักฐานระบุไว้แล้วไซร้ เช่นนี้เราจะวินิจฉัยอย่างไรนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่กรณีของการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺมีตัวบทชัดเจนจากท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم  ), จากบรรดาเศาะหาบะฮฺซึ่งไม่มีความคลุมเครือเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺไม่อนุญาตให้จ่ายเป็นเงินสด หากบุคคลใดจ่ายเป็นเงินสดนั่นก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นได้กระทำสิ่งที่ค้านกับบทบัญญัติของศาสนาแล้วนั่นเอง (กรุณาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “البدع والمحدثات    ”  หน้า 459-461), วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ