ทำไมมุสลิมจึงกินอาหารเจไม่ได้
?
โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
มุสลิมในยุคปัจจุบันดำเนินชีวิตร่วมปะปนกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นจำนวนาก
แต่ในการปะปนดังกล่าวบางครั้งมุสลิมเองก็แยกแยะไม่ออกว่าอะไรคืออิสลาม
และอะไรที่ไม่ใช่อิสลาม จึงทำให้มุสลิมบางคนนำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติโดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นอิสลามอนุญาตให้กระทำ
หรือกระทำแล้วไม่เป็นอะไร ทำนองนี้เป็นต้น
ผู้เขียนจึงตระหนักในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
โดยก่อนหน้านี้ผู้เขียนเองได้เขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่อิสลามมาแล้วหลายเรื่อง
เช่นเรื่อง ทำไมมุสลิมร่วมเทศกาลลอยกระทงไม่ได้? เป็นต้น
แต่บทความต่อไปนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องที่ใกล้ตัวมุสลิมเช่นกัน
อีกทั้งผู้เขียนได้รับคำถามอยู่เสมอว่า มุสลิมกินอาหารเจได้หรือไม่?
ดังนั้นบทความนี้จะเป็นคำตอบให้แก่มุสลิม
และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมได้เป็นอย่างดีว่า ตกลงหลักการศาสนาอนุญาตให้มุสลิมกินอาหารเจได้หรือไม่?
(หมายเหตุ บทความดั่งต่อไปนี้เป็นบทความที่ชี้แจงให้มุสลิมโดยทั่วไปได้รับทราบว่า
สาเหตุใดที่มุสลิมร่วมเทศกาลกินเจไม่ได้?
เช่นนั้นจึงมีความจำเป็นอยู่เองที่จะต้องหยิบยกตำนาน
และความเชื่อการกินเจมาอ้างอิงประกอบการเขียนเพื่อให้มุสลิมได้ทราบว่า
ด้วยเหตุผลใดมุสลิมจึงร่วมเทศกาลกินเจไม่ได้เท่านั้นเอง แต่การหยิบยกตำนาน
หรือความเชื่อดังกล่าวนั้นจึงมิใช่เพื่อเป็นการตำหนิแต่ประการใดทั้งสิ้น)
ความหมายของคำว่า เจ
คำว่า เจ ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า อุโบสถ คำว่า กินเจ
ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ อุโบสถศีล หรือ รักษาศีล 8
จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว
แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์
จึงนิยมเรียก การไม่กินเนื้อสัตว์ ไปรวมกับคำว่า กินเจ ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง
3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า กินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือ คนกินเจ มิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์
แต่คนที่กินเจยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด
งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกัน เช่นนี้จึงจะเรียกว่า
กินเจที่แท้จริง (หนังสือ กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์ หน้า 8)
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า คำว่า เจ
เป็นคำที่มีความหมายในเชิงของศาสนาอย่างชัดเจน โดยคำว่า เจ มีความหมายว่า
การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน
ซึ่งนัยความหมายนั้นยังไปสอดคล้องกับการปฏิบัติรักษาศีล 8
ของชาวพุทธที่จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้วอีกต่างหาก
จึงสรุปในเบื้องต้นได้เลยว่า ที่มาของอาหารเจเป็นเรื่องศาสนา หรือเป็นความเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อพื้นฐานของอาหารเจเป็นเรื่องของศาสนา
มุสลิมจึงไม่สามารถเข้าไปร่วมเทศกาลการกินเจ
หรือซื้ออาหารเจมารับประทานได้เลยแม้แต่น้อย เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า لَكُمْ دِيْنُكُمْ وَلِيَ دِيْنِ ความว่า สำหรับพวกท่าน คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน (สูเราะฮฺอัลกาฟิรูน : 6)
ฉะนั้นเรื่องของศาสนาพุทธ เช่นเรื่องการรักษาศีล 8
ก็เป็นเรื่องของชาวพุทธที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติกัน ส่วนเรื่องการกินเจ
เป็นเรื่องของพี่น้องชาวจีน ซึ่งต้องการทำให้ตนเองบริสุทธิ์โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์
นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา
โดยสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับมุสลิมเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมการกินเจ หรือซื้ออาหารเจมารับประทานก็ตาม
อย่าว่าแต่กระนั้นเลย ตามร้านขายอาหารเจ
เราจะพบเห็นตัวอักษรเขียนบนธงสีเหลือง คำนี้อ่านว่า ไจ (เจ) แปลว่า ไม่มีของคาว
เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาลกินเจเดือน 9
จะเห็นอักษรนี้เขียนบนธงสีเหลือง ปักอยู่ตามแผงขายอาหารเจ
มองเห็นเป็นสะดุดตาของคนทั่วไป
ชาวจีนถือว่า สีแดง เป็นสีแห่งสิริมงคลแก่ชีวิต
สีเหลือง เป็นสีของผู้ทรงศีล ดังนั้นผู้ที่ตั้งใจถือศีลบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์
ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายเตือนสติให้ระลึกไว้เสมอว่า การกินเจงดเว้นเนื้อสัตว์ของคาว
คือการปฏิบัติธรรมรักษาศีลของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้
อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก (หนังสือ
กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์ หน้า 8)
ดังนั้นพ่อค้า
หรือแม่ค้ามุสลิมที่ขายสินค้า หรือขายอาหารตามร้านค้า หรือตามตลาดทั่วๆ
ไปนั้นต้องระมัดระวังอย่านำธงเหลืองที่เขียนอักษรจีนสีแดงมาปักไว้ในร้านของมุสลิมโดยเด็ดขาด
เพราะธงนั้นก็มีความเชื่อที่มิใช่ความเชื่อของอิสลามแฝงอยู่ด้วย,
ถึงแม้ว่าประเด็นข้างต้นอาจจะมองว่าเป็นประเด็นเล็กๆ
แต่เมื่อใดที่อ้างถึงความเชื่อแล้วไซร์
อิสลามก็ถือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่ทันที
ประเพณีการกินเจ กำหนดเอาวันตามจันทรคติ
คือเริ่มต้นตั้นแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน
9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนนานมาแล้ว
โดยการกินเจของจีนนั้นจะประกอบด้วยกิจกรรมหลักสองอย่างนั่นคือ หนึ่ง
การรักษาอุโบสถศีล สอง กินของที่ถือว่าเป็นเจ (คือไม่มีเนื้อสัตว์
และผักกลิ่นฉุนอีก 5 ชนิด)
มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประเพณีการกินเจอยู่หลายตำนาน
ตำนานหนึ่งเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว
เป็นช่วงที่ประเทศจีนกำลังถูกรุกรานจากชาวแมนจู เมื่อชาวจีนทำสงครามพ่ายแพ้,
ชาวแมนจูจึงเข้ายึดครองและบังคับคนจีนให้ยอมรับวัฒนธรรมของชาวแมนจูรวมถึงการโกนศีรษะด้านหน้าไว้เปียยาวด้านหลัง
ในช่วงที่คนจีนสู้รบกับแมนจูนั้น
นักรบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า หงี่หั่วท้วง ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองทัพแมนจูอย่างห้าวหาญ
ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้พากันถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาว เพราะเชื่อว่าการประพฤติปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิตวิญญาณ
เกิดความเข็มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ทว่าในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านทานกองกำลังของชาวแมนจูได้และพ่ายแพ้ไปในที่สุด
เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของเหล่านักรบหงี่หั่วท้วง
เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ชาวจีนภายใต้การปกครองของชาวแมนจูจึงพากันถือศีลกินเจ
ไม่เสพของมึนเมา ไม่กินเนื้อสัตว์ และไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งมีทั้งหมด 5
ชนิด ได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว (คือกระเทียมโทนจีน
ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม แต่มีขนาดเล็กและยาวกว่า), กุยช่าย (ใบคล้ายใบหอม
แต่แบนและเล็กว่า) ใบยาสูบ
เพราะเชื่อว่าพืชผักเหล่านี้จะเข้าไปเพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกาย
เป็นเหตุให้อวัยวะสำคัญภายในทั้งห้า อันได้แก่ หัวใจ ไต ตับ ม้าม
และปอดทำงานไม่ปกติ อันนำมาซึ่งความเจ็บไข้ทางร่างกาย
หลังจากนั้น
การถือศีลกินเจก็เริ่มได้รับความนิยม แพร่หลายเป็นวงกว้าง
และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ( จากหนังสือ กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์ หน้า 6)
จากตำนานการกินเจข้างต้นสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นได้ดั่งนี้
ประเด็นแรก
การกินเจเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นนักรบที่เรียกตนเองว่า หงี่หั่วท้าง
ประเด็นที่สอง การกินเจช่วยทำให้ชำระจิตวิญญาณได้ และทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเข้มแข็ง
ประเด็นที่สาม การที่ไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นฉุน
ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ
เพราะเชื่อว่าพืชผักเหล่านี้จะเข้าไปเพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกาย
เป็นเหตุให้อวัยวะสำคัญภายในทั้งห้า อันได้แก่ หัวใจ ไต ตับ ม้าม
และปอดทำงานไม่ปกติ อันนำมาซึ่งความเจ็บไข้ทางร่างกาย
ผู้เขียนขออธิบายทีละประเด็นดั่งต่อไปนี้
ประเด็นแรก
ตามหลักการของศาสนาไม่มีการรำลึกถึงบุคคลใดอดีตไม่ว่าจะเป็นการรำลึกในแง่มุมใดก็ตาม
ยกเว้นกรณีที่หยิบยกคุณงามความดี หรือถ้อยคำเตือนสติของบุคคลในอดีต
หรือทำนองที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้อนุญาตให้กระทำ
แต่ถ้าเป็นการรำลึกในแง่ของการสรรเสริญ หรือยกยอปอปั้นเกินกว่าสิทธิที่เขาจะได้รับ
เช่นนี้ศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำ ตัวอย่างเช่น ยกย่องท่านนบีอีสา (อ่านว่า อี-ซา)
เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นต้น
ฉะนั้นมุสลิมคนใดที่รับประทานอาหารเจก็เท่ากับว่าเห็นด้วย
หรือมีส่วนร่วมรำลึกวีรกรรมของเหล่านักรบของจีนในอดีตที่เรียกว่า หงี่หั่วท้วง นั่นเอง
ประเด็นที่สอง ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมขัดเกลาจิตใจตนเองด้วยคำสอนของศาสนาเท่านั้น
อาทิเช่น การขัดเขลาจิตวิญญาณของตนเองด้วยการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺ
และการนมาซ
ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า قَدْ أَفْلَحَ مَنْ تَزَكَّى وَذَكَرَ اسْمَ رَبِّهِ فََصَلَّى ความว่า แน่นอนผู้ที่ขัดเกลาตนเอง ย่อมบรรลุความสำเร็จ,
และเขารำลึกถึงนามแห่งพระผู้อภิบาลของเขา แล้วเขาปฏิบัตินมาซ (สูเราะฮฺอัลอะอฺลา : 14-15) ฉะนั้นเมื่อมุสลิมร่วมกิจกรรม หรือรับประทานอาหารเจ
นั่นก็เท่ากับว่ามุสลิมผู้นั้นเห็นด้วยการต่อการชำระจิตวิญญาณ
และทำให้ร่างกายและจิตใจเข็มแข็งด้วยการรับประทานอาหารเจนั่นเอง
ประเด็นที่สาม หลักการของศาสนาระบุเรื่องอาหารที่หะลาล (อนุมัติ)
และอาหารที่ไม่อนุมัติ (หะรอม) ไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้นสิ่งใดที่ศาสนาอนุญาตให้รับประทานได้
มุสลิมก็สามารถรับประทานสิ่งนั้นได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ศาสนาอนุญาตให้รับประทานกระเทียม
หรือหัวหอมได้
เพียงแต่ท่านนบีมุหัมมัดกำชับไว้ว่า ภายหลังที่รับประทานกระเทียม
หรือหัวหอมแล้วมานมาซที่มัสญิดโดยไม่ได้บ้วนปาก หรือโดยไม่ได้แปรฟันนั้น
ถือว่าน่ารังเกียจที่จะเข้าใกล้มัสญิด เพราะกลิ่นของกระเทียมหรือหัวหอมจะสร้างความรำคาญให้บุคคลอื่น
ซึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า مَنْ أَكَلَ فَلاَ يَقْرَبَنَّ مَسْجِدَنَا ความว่า บุคคลใดที่รับประทาน
(หัวหอม หรือกระเทียม) อย่าเข้าใกล้มัสญิดของเรา
(บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 5031)
ส่วนกรณีที่มุสลิมจะเชื่อว่าการกินกระเทียม หรือหัวหอมทำให้เพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกายนั้นคงไม่ได้
เพราะพื้นฐานใดที่ศาสนาอนุญาตให้รับประทาน
มุสลิมสามารถรับประทานสิ่งนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย เว้นไว้แต่ว่า
สิ่งนั้นจะมีหลักฐานยืนยันว่าทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจริงๆ มุสลิมจึงจะยุติการรับประทานสิ่งนั้นทันที
เช่น ใบยาสูบ เป็นต้น แต่เรื่องหัวหอมและกระเทียม (หรือแม้กระทั่งหลักเกียว
หรือกุยช่ายเอง) ก็ไม่มีนักวิชาการท่านใดออกมาระบุว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ส่วนความเชื่อของชาวจีนที่ไม่รับประทานหัวหอมหรือกระเทียม (หลักเกียว และกุยช่าย)
ในช่วงเทศกาลกินเจ นั่นเป็นความเชื่อของพวกเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับมุสลิมเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไม่เกี่ยวข้อง นั่นจึงหมายรวมว่า
ไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมกับเทศกาลกินเจในทุกรูปแบบ
ส่วนอีกตำนานหนึ่ง กล่าวว่า
ประเพณีการถือศีลกินเจเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7
พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน
หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 อันได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์
พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ
ในพิธีกรรมสักการะบูชานี้
สาธุชนในพระพุทธศาสนาต่างสละเวลาและกิจการโลกมาบำเพ็ญศีล ตั้งปณิธานกินเจ
บริโภคแต่อาหารผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อสดของคาวด้วยการสมาทานรักษาศีล 3 ข้อดังนี้
-
เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน
-
เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน
-
เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อตน
พิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นี้นับว่ามีอานิสงส์มากมายทั้งเป็นกรรมคติและเกิดธรรมมิตรสู่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย
ต่างคนต่างมีจิตเบิกบานผ่องแผ้ว ถือศีลกินเจ
นุ่งขาวห่มขาวอันเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าคนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย
วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรมและสามัคคีธรรม พรั่งพร้อมอยู่แล้วก็จะให้อภัย
อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์นี้
เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายเครื่องสักการะบูชา
น้อมขอพระมหากรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
มีคนเป็นจำนวนมากที่ได้รับอานิสงส์จากการถือศีลกินเจเพียง
9 วัน 9 คืน
โดยสามารถสัมผัสรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงถือเอาโอกาสอันดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นตั้งปณิธานเลิกกินเนื้อสัตว์ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไปตลอดชีวิต
(หนังสือ กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์ หน้า 6-7)
ตำนานที่สองว่าด้วยการกินเจนั้นมีประเด็นดั่งต่อไปนี้
ประเด็นแรก
การกินเจเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะพระพุทธเจ้าในอดีตกาลทั้ง 7 องค์
ประเด็นที่สอง กฎเกณฑ์ในการประกอบพิธีกรรมข้างต้นคือ
บริโภคแต่อาหารผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อสดของคาว
ประเด็นที่สาม การกินเจ ถือเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าคนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย
วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรมและสามัคคีธรรม พรั่งพร้อมอยู่แล้วก็จะให้อภัย
อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
ประเด็นที่สี่ การกินเจ
ถือเป็นการร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์นี้
เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายเครื่องสักการะ
น้อมขอพระมหากรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
ผู้เขียนเชื่อว่าประเด็นทั้งสี่ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่มีมุสลิมคนใดที่จะยอมรับว่านั่นคือคำสอนของอิสลาม
หรือเป็นส่วนหนึ่งของอิสลามโดยเด็ดขาด ฉะนั้นเมื่อที่มาของเทศกาลกินเจมีตำนานมาจากข้อมูลข้างต้น
ก็สรุปได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีหนทาง
หรือข้อผ่อนผันใดเลยสำหรับมุสลิมที่จะเข้าร่วมเทศกาล
หรือคิดที่จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในงานเทศกาลกินเจได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะพื้นฐานที่มาของการกินเจล้วนเป็นเรื่องของศาสนา หรือเป็นเรื่องของความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่ความเชื่อของอิสลามทั้งสิ้น
อนึ่ง
อย่าว่าแต่การร่วมกิจกรรมที่มีพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาอื่นซึ่งมิใช่อิสลามเลย
แม้แต่สถานที่ซึ่งเคยมีการบูชาเคารพรูปปั้นรูปเจว็ด
หรือสถานที่ซึ่งเคยกระทำพิธีกรรมทางศาสนาอื่น หรือสถานที่มีไว้สำหรับงานรื่นเริงของศาสนาอื่น
อิสลามยังไม่อนุมัติให้มุสลิมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นเลย จากท่านษาบิต บุตรของเฎาะฮากเล่าว่า ชายผู้หนึ่งบนบาน
(นะซัร) ว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ณ บริเวณ (ที่เรียกว่า) บุวานะฮฺ, ท่านรสูลุลลอฮฺจึงถามเขาว่า ณ สถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดหนึ่งจากบรรดารูปเจว็ดที่เคยถูกเคารพภักดีในสมัยญาฮิลียะฮฺ (หมายถึงสมัยก่อนที่ท่านรสูลถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี) หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺตอบว่า ไม่เคยมีการกระเช่นนั้นครับ, ท่านรสูลถามต่ออีกว่า
สถานที่แห่งนั้นเคยมีการจัดงานวันรื่นเริงของพวกเขาหรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ตอบว่า ไม่เคยมีการกระทำกันครับ, ท่านรสูลจึงกล่าวขึ้นว่า
เช่นนั้นท่านจงทำให้สิ่งที่ท่านบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เถิด แท้จริงไม่มีการทำการบนบานครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องของการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2881) หะดีษข้างต้น คณะกรรมการถาวรเพื่อวินิจฉัยความรู้และการฟัตวาของประเทศซาอุดิอาระเบีย
(เล่ม 1 หน้า 194) อธิบายว่า ห้ามการเชือดสัตว์ยังสถานที่ซึ่งนามอื่นจากนามของอัลลอฮฺถูกกล่าวยังสถานที่แห่งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ซึ่งเคยมีรูปเจว็ด, สุสาน หรือสถานที่ซึ่งกลุ่มชนในยุคญาฮิลียะฮฺเคยเฉลิมฉลองวันรื่นเริงของพวกเขา
แม้ว่าการเชือดยังสถานที่ดังกล่าวจะมีเป้าหมายว่าเชือดเพื่อพระองค์อัลลอฮ์ก็ตาม
หะดีษข้างต้นเป็นหลักฐานให้รู้ว่า อย่าว่าแต่การไปร่วมกิจกรรมที่เป็นพิธีกรรมของศาสนาอื่น
อาทิเช่น การร่วมเทศกาลกินเจ, ร่วมพิธีลอยกระทง หรืออื่นๆ แม้แต่สถานที่ซึ่งเคยมีรูปเจว็ดถูกตั้งไว้บูชา
หรือเคยเป็นสถานที่ซึ่งจัดงานรื่นเริงของต่างศาสนา
เช่นนี้ศาสนายังไม่อนุญาตให้มุสลิมไปเชือดสัตว์ตรงบริเวณดังกล่าว
ดั่งตัวบทหะดีษที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم )
ได้ถามบรรดาเศาะหาบะฮฺเกี่ยวกับสถานที่หนึ่งที่ชื่อ บุวานะฮฺ โดยรสูลถามว่าสถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดตั้งไว้บูชา
หรือเคารพกราบไว้หรือไม่
? บรรดาเศาะหาบะฮฺตอบว่าไม่เคยมีมาก่อน ท่านรสูลจึงอนุญาตให้บุคคลที่ต้องการเชือดสัตว์ที่ตนเองบนบานเอาไว้ให้กระทำการเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นได้
เพราะสถานที่แห่งนั้นไม่เคยมีการเคารพหรือบูชารูปเจว็ด, โปรดอย่าลืมว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แม้ว่าสถานที่ใดที่เคยมีรูปเจว็ดที่ถูกบูชา หรือกราบไหว้มาก่อนหน้านี้ศาสนายังไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นเลย
อนึ่งอย่าว่าแต่สถานที่เช่นนั้นเลย แม้ว่าสถานที่ใดที่เคยเป็นสถานที่เฉลิมฉลองวันรื่นเริงของพวกญาฮิลียะฮฺ
หรือพวกมุชริก (พวกตั้งภาคี) ศาสนายังห้ามมิให้มุสลิมเข้าไปเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นเลย
นี่คือความยิ่งใหญ่ของอิสลามอย่างแท้จริง
สรุป
มุสลิมคือผู้ที่ปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรฺอาน และสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด
(صلى
الله عليه وسلم ) อย่างเคร่งครัด
หากสิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในบทบัญญัติทั้งสอง
เช่นนี้มุสลิมจะต้องออกห่างจากสิ่งนั้นอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเชื่อ และพิธีกรรมของศาสนาอื่นที่มิใช่อิสลามนั้น
ยิ่งจำเป็น (วาญิบ) จะต้องออกห่าง
เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมุสลิมจะนำแนวความเชื่อที่มิใช่อิสลามมาปะปนกับวิถีชีวิตของตนเองโดยไม่รู้ตัว
อีกทั้งในวันกิยามะฮฺเขายังเป็นผู้ที่ขาดทุนอีกด้วย
ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า وَ مَن يَبْتَغِ غَيْرَ الإِسْلاَمِ دِيْنًا فَلن
يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الآخِرَةِ مِنَ الخَاسِرِيْنَ ความว่า และบุคคลใดที่แสวงศาสนาอื่นจาก (ศาสนา) อิสลาม,
สิ่งที่แสวงหานั้นจะไม่ถูกรับ (จากพระองค์อัลลอฮฺ)
และเขายังส่วนหนึ่งของผู้ที่ขาดทุนในวันอาคิเราะฮฺ
(สูเราะฮฺอาลิอิมรอน : 85)
ดังนั้นโปรดทำให้ชีวิตของมุสลิมเป็นไปตามบทบัญญัติของศาสนาเถิด
ส่วนเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมกินเจ, เทศกาลกินเจ, ซื้ออาหารเจมารับประทาน
หรือมีเข้าไปมีส่วนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกินเจ
เช่นนี้ศาสนาไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดๆ
ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าอาหารเจที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปนั้นจะอ้างว่าเป็นอาหารที่ไม่สิ่งที่หะรอมเจือปนก็ตาม
แต่ที่มุสลิมไม่สามารถซื้อมารับประทานได้ก็เนื่องจากว่าไปสนับสนุนการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ใช่อิสลาม
ซึ่งเทศกาลกินเจเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาล้วนๆ (ดั่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ฉะนั้นจึงไม่มีหนทางใด
หรือช่องทางใดที่จะกล่าวอ้างอิงอนุญาตให้มุสลิมมีส่วนร่วมกับเทศกาลกินเจได้เลยแม้แต่น้อย.
(والسلام )