ทำไมมุสลิมจึงลอยกระทงไม่ได้
คัดลอกจากหนังสือ ทำไมมุสลิมจึงทำไม่ได้
เทศกาลลอยกระทงตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือราวเดือนพฤศจิกายน
เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งมีมาต้องแต่ก่อนสมัยสุโขทัย1
ประวัติความเป็นมาของประเพณีลอยกระทง
ประเพณีลอยกระทงสืบทอดมาช้านานตั้งแต่สุโขทัย
กรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
โดยสันนิษฐานว่าได้ประเพณีนั้นมาจากประเทศอินเดีย
จากความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ที่บอกว่า ลอยกระทงเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ
พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม
สวนศาสนาพุทธจะมีความเชื่อแตกต่างกันเช่น
เป็นการยกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์
หรือเป็นการลอยโคมเพื่อบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐาน ณ
หาดทรายแม่น้ำนัมทา(ปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุทธา)
และยังมีความเชื่อที่นอกเหนือจากนี้อีก เช่น ลอยกระทงเพื่อขอบคุณแม่คงคา
ที่ให้เราได้อาศัยน้ำกินและใช้น้ำ รวมทั้งขอขมาต่อท่านที่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป 2
ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท
รอยพระพุทธบาทเจ้าที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทานที
มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติคือ
ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคภิภพ
เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา
พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมทานทีเพื่อให้พญานาคทั้งหลายได้สักการบูชาการ
ลอยกระทงที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติ
ยังมีอีกสองเรื่องคือ
-การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และ
-การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก
การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์
เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ
พร้อมนายฉันทะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที
เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี
เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว
เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด
ตรัสให้นายฉันทะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร
ทรงตั้งพระทัยปรารถนาจะบรรพชาโดยเปล่งวาจา สาธุ โข ปพพชชา
แล้วจึงทรงจับเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี
แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับเมาลีไว้
และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณีเจดีย์สถานในเทวโลก
พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำ
แม้พระศรีอาริยไตรยเทวโพธิสัตว์
ซึ่งในอนาคตจะมาจุติบนโลกและตรัสรู้เป็นพระพุทธองค์หนึ่งก็ยังเสด็จมาไหว้
การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีจึงถือเป็นการไหว้บูชาพระศรีอาริยเมตไตรด้วย
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
หลังจากเผย
พระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง
จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา
ครั้นจำพรรษาครบ
3 เดือน
พระองค์จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ เมื่อท้าวเทวราชทราบพุทธประสงค์
จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้นอันมีบันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว
ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง
บันไดทองที่สำหรับเทพยาดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดทองสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ
ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์คั้งนี้เหล่าทวยเทพ
และประชาชนทั้งหลายได้พร้อมใจกันทำการสักการะบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย
การลอยกระทงตามคตินี้จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ(เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)3
สรุปเหตุผลในการลอยกระทง
1. เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ
พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ตามความเชื่อของลัทธิพราหมณ์
2. เพื่อบูชารอบพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมทานที
เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
3. เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
4. เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จจากเทวโลก
เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา
5. เพื่อขอบคุณพระแม่คงคา
หรือเทพเจ้าแห่งน้ำที่ให้อาศัย น้ำดื่ม น้ำใช้
6. เพื่อแสดงความคารวะขออภัยต่อพระแม่คงคาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป
ไม่ว่าจะโดยมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม
7. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้
มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ประเด็นชี้แจง
จากข้อมูลข้างต้น
ไม่ว่าจะเป็นประวัติหรือตำนานการลอยกระทง ล้วนมีที่มาจากความเชื่อทางศาสนา
ทั้งสิ้น ทัศนะของศาสนาพราหมณ์มีความเชื่อว่าการลอยกระทง
เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามองค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม
ส่วนทางศาสนาพุทธเชื่อว่า การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท
บูชาพระจุฬามณ์เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก ดังนั้น
เมื่อถึงเทศกาลลอยกระทง จึงเป็นที่แน่นอนอย่างยิ่ง
จะต้องอบอวลไปด้วยความเชื่อทางศาสนาอย่างแน่นอน
เช่นนี้แล้วมุสลิมจะเข้าร่วมในเทศกาลดังกล่าวไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัล-กุรฺอานว่าสำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน
และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน(หมายถึงศาสนาอิสลาม)4
หลักการอิสลามได้กำหนดขอบเขตในเรื่องของศาสนาไว้อย่างชัดเจน
และเด็ดขาด เพราะฉะนั้นมุสลิมจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลลอยกระทง
ซึ่งเป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้
การลอยกระทงยังเกิดจากความเชื่อที่ว่า เพื่อเป็นการขอบคุณพระแม่คงคาที่ให้อาศัยน้ำดื่มน้ำใช้
ความเชื่อดังกล่าวนี้ยิ่งค้านกับความเชื่อของมุสลิมอย่างรุนแรง
เพราะมุสลิมมีความเชื่อว่าน้ำที่ท่าลั่งลงมาจากฟากฟ้าสู่แม่น้ำลำธารนั้นมาจากพระองค์อัลลอฮฺ
ดังข้อความในอัล-กุรฺอ่านว่า
พระองค์ทรงทำให้แผ่นดินเป็นพื้นปูลาดสำหรับพวกท่าน
และชั้นฟ้าเป็นหลังคา และทรงหลั่งน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า
และทรงทำให้งอกเงยออกมาโดยน้ำนั้น ซึ่งผลไม้ต่างๆเป็นเครื่องยังชีพ สำหรับพวกท่าน
ดังนั้นพวกท่านจงอย่าตั้งภาคีสำหรับอัลลอฮฺ ทั้งๆที่พวกท่านรู้ดียิ่ง5
เมื่อมุสลิมเชื่อว่าน้ำฝนที่หลั่งลงมาสู่แม่น้ำลำคลองมาจากพระอัลลอฮฺ
พร้อมทั้งต้องขอบคุณต่อพระองค์ที่ทำให้มีน้ำดื่มน้ำใช้
ด้วยสาเหตุที่ได้รู้ถึงการประทานปัจจัยต่างๆนี่เอง
มุสลิมจึงถูกห้ามมิให้ตั้งภาคีใดๆต่อพระองค์อย่างเด็ดขาด เช่นนี้แล้ว
มุสลิมจะลอยกระทงเพื่อขอบคุณพระแม่คงคาหรือเทพเจ้าแห่งน้ำได้อย่างไรกัน!
กรณีลอยกระทงเพื่อขออภัยต่อพระแม่คงคาอันเนื่องจากได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไปในแม่น้ำ
มุสลิมก็กระทำไม่ได้เช่นกัน ศาสนาอิสลามสอนว่า
หากมุสลิมคนใดต้องการจะขออภัยหรือขอลุแก่โทษความผิดจะต้องขอต่อพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น
ไม่อนุญาตให้ขอหรือวิงวอนต่อพระเจ้าอื่นๆดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า
บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งที่ชั่วช้าต่างๆ
หรืออธรรมแก่ตัวของพวกเขาเอง พวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮฺ
แล้วขออภัยโทษสำหรับความผิดต่างๆของพวกเขา
และบุคคลใดเล่าที่จะอภัยโทษความผิดต่างๆนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น
6
ส่วนกรณีการลอยกระทงเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
มุสลิมก็กระทำไม่ได้เช่นกัน เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัล-กุรฺอานว่า
และสิ่งใดที่ท่านรสูล(หมายถึงนบีมุหัมมัด)นำมาให้พวกท่าน
พวกท่านจงรับสิ่งนั้นไว้ และสิ่งใดที่เขาได้ห้ามพวกท่าน พวกท่านจงหลีกห่างจากสิ่งนั้นเถิด
7
และมุสลิมคนใดที่ปฏิบัติตามท่านนบีมุหัมมัดเขาจะได้รับความเมตตา
ดังที่อัล-กุรอานได้ระบุว่า
และพวกท่านจงเชื่อฟังพระองค์อัลลอฮฺ
และศาสนทูตของพระองค์ เพื่อว่าพวกท่านจะได้รับความเมตตา
8
ในเมื่อมุสลิมไม่สามารถร่วมลอยกระทงกับชาวศาสนิกอื่นได้
ถ้าเช่นนั้นมุสลิมจะเข้าไปเที่ยวในงานลอยกระทงได้หรือไม่?
เพราะมีมุสลิมบางท่านอาจจะกล่าวอ้างว่า ฉันแค่ไปเที่ยวงานลอยกระทง
แต่ไม่ได้ราวมลอยกระทงดังเช่นชาวพุทธ แล้วฉันจะมีความผิดตรงไหน?
ซึ่งผู้เขียนจะชี้แจงเป็นข้อๆดังนี้
1.ทางศาสนาพุทธเชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ในวันดังกล่าวเพียงมุสลิมเข้าไปร่วมในงาน
ก็เท่ากับว่ามุสลิมผู้นั้นได้มารอต้อนรับพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะไม่ร่วมลอยกระทงก็ตาม
2.ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย ซึ่งวจนะของท่านนบีบอกให้รู้ว่า
มุสลิมจะต้องไม่เลียนแบบกลุ่มชนอื่นในเรื่องความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี
เพราะฉะนั้น การจัดเทศกาลงานลอยกระทงซึ่งเป็นของศาสนาพุทธ
หากมุสลิมเข้าร่วมในงานนั้น ก็เปรียบประหนึ่งเป็นกลุ่มชนของศาสนานั้นๆด้วย
เพราะเท่ากับว่าได้ร่วมแสดงความยินดี และเห็นด้วยกับเทศกาลดังกล่าว
3.ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า
และจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างคนแปลกหน้า ดังนั้น จงแจ้งข่าวดี (หมายถึงสวรรค์)
สำหรับคนแปลกหน้าเถิด 9
ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวถึงอิสลามจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างคนแปลกหน้า
นั่นหมายถึงมุสลิมจะนำวิถีชีวิตแห่งอิสลามกลับมาปฏิบัติในปัจจุบันท่ามกลางวิถีชีวิที่มิใช่อิสลาม
คือคนแปลกหน้าที่ปฏิบัติแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม และ ณ พระองค์อัลลอฮฺ
คือการตอบแทนความดีอันใหญ่หลวง ส่วนมุสลิมที่ไปร่วมเทศกาลงานลอยกระทง
ก็เท่ากับว่าเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า
เพราะเขามีวิถีชีวิตที่เหมือนกับผู้คนในศาสนิกอื่นทั้งหลาย
เขาไม่กล้าแสดงภาพลักษณ์แห่งเจตนาณ์ของท่านนบีมุหัมมัด
ทีต้องการให้มุสลิมทำตัวแปลกแยกจากความเชื่อต่างๆที่มีอย่างดาษดื่นในสังคม
ประวัติการประดิษฐ์กระทง
การลอยกระทงในเมืองไทยมีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย
เรียกว่าการลอยกระทงพระประทีป
หรือลอยโคมเป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศ
หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วงได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม
การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ
กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมทานที
ซึ่งป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบทของประเทศอินเดีย
ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุททา 10
รูปแบบการประดิษฐ์กระทง
เมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน
12 ชาวบ้านจะจัดเตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ
เช่น หยวกกล้วยและดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม
ปักธูปเทียนและดอกไม้เครื่องบูชา
ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิฐานในสิ่งที่มุ่งหวังพร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา 11
สรุปที่มาของการประดิษฐ์กระทง
1.ผู้ที่ริเริ่มประดิษฐ์กระทงคือนางนพมาศ
2.นางนพมาศประดิษฐ์กระทงเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมทานที
ประเด็นชี้แจง
เมื่อมุสลิมไม่สามารถไปเที่ยวงานลอยกระทง
และร่วมลอยกระทงได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นมุสลิมจะประดิษฐ์กระทงได้หรือไม่?
คำตอบคือ
มุสลิมไม่สามารถประดิษฐ์กระทงได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า
อิสลามให้มุสลิมปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัด ดังที่ท่านนบีได้กล่าววว่า
ดังนั้นจำเป็นบนพวกท่านที่จะต้องปฏิบัติตามแบบฉบับของฉัน
และแบบฉบับของบรรดาเคาะลีฟะฮฺ(ทั้งสี่) ที่ฉลาดรอบรู้ อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง
พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นสิ่งดังกล่าวด้วยฟันกราม 12
ส่วนการประดิษฐ์กระทงเป็นการริเริ่มของนางนพมาศ
ซึ่งไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับมุสลิมที่จะปฏิบัติตาม
ดังความจากหะดีษข้างต้นที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ยิ่งเป้าหมายของการประดิษฐ์กระทงของนางนพมาศที่ต้องการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมทานทียิ่งขัดกับหลักการศรัทธาของมุสลิมอย่างรุนแรง
เพราะมุสลิมจะเคารพสักการะต่อพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น
การประดิษฐ์กระทงที่เป็นปัญหากับมุสลิมในปัจจุบัน
น่าจะมีประเด็นดังนี้
1.การดิษฐ์กระทงตามคำสั่งครู
กรณีที่นักเรียนจะต้องประดิษฐ์กระทงตามคำสั่งของครู
จะกระทำได้หรือไม่เพียงได? ผู้เขียนขอตอบว่า
เมื่อมุสลิมจะปฏิบัติตามคำสั่งของบุคคลใดก็ตาม
สิ่งนั้นจะต้องไม่ขัดกับหลักการของศาสนา ฉะนั้น
หากครูสั่งให้นักเรียนมุสลิมประดิษฐ์กระทง
นักเรียนผู้นั้นจะปฏิบัติตามคำสั่งของครูไม่ได้(โดยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว)
ซึ่งถ้านักเรียนมุสลิมผู้นั้นประดิษฐ์กระทงปัญหาที่จะตามมาก็คือ
กระทงที่ทำเสร็จแล้วไม่สามารถนำไปลอยกระทงได้, จะนำไปให้เพื่อนต่างศาสนิกก็ไม่ได้
เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนกิจการของศาสนาอื่น, เมื่อใช้ทำอะไรไม่ได้
ให้ใครก็ไม่ได้ จะนำไปทิ้งขยะก็ไม่ได้อีก เพราะจะเป็นการดูถูก ดูหมิ่นศาสนาอื่น
หรือจะนำกระทงนั้นมาแยกเป็นชิ้นส่วนแล้วค่อยนำไปทิ้งขยะก็ไม่ได้อีกเช่นกัน
เพราะถือเป็นการฟุ่มเฟือยเนื่องจากวัสดุที่นำมาประดิษฐ์กระทงนั้นจะต้องใช้เงินซื้อหามาทั้งนั้น
เมื่อทำเสร็จแล้วก็นำไปทิ้งเช่นนี้อิสลามถือว่าเป็นการฟุ่มเฟือย
และยังเป็นการสร้างความใกล้ชิดกับมารร้ายชัยฏอนอีกด้วย
2.ประดิษฐ์กระทง
หรือรับกระทงมาจำหน่าย
การที่มุสลิมประดิษฐ์กระทองเอง
หรือรับกระทงมาจำหน่ายนั้น ศาสนาถือว่าไม่อนุญาต เพราะเป็นการ
สนับสนุนกิจการของศาสนาอื่นเนื่องจากพิธีกรรมการลอยกระทงจะต้องใช้กระทงถ้าหากไม่มีพิธีกรรมดังกล่าวก็จะไม่สมบูรณ์
เพราะฉะนั้นหากศาสนิกอื่นต้องการลอยกระทงจึงจำเป็นจะต้องหาซื้อกระทงอย่างแน่นอน
และหากมุสลิมเป็นผู้จำหน่ายก็เท่ากับมีส่วนช่วยให้การประกอบพิธีกรรมลอยกระทงบรรลุผลสำเร็จ
อย่าว่าแต่การขายกระทงเลย แม้แต่การขายองุ่นให้แก่บุคคลจะซื้อไปคั้นทำสุรา
ท่านนบีมุหัมมัดก็ยังได้สั่งห้ามไว้ ดังหะดีษที่ว่า
ผู้ใดกักตุนองุ่นไว้ในฤดูเก็บเพื่อขายให้แก่ยิว
หรือคริส์ หรือแก่ผู้ที่ใช้มันทำสุราแล้ว แน่นอน
เขาได้โยนตัวเองลงสู่ขุมนรกทั้งๆที่มีสิปัญญา 13
มุสลิมจะเก็บสตางค์ที่อยู่ในกระทงได้หรือไม่?
ก่อนที่ผู้เขียนจะตอบคำถามข้างต้น
ขอหยิบยกที่มาของการวางเศษสตางค์ในกระทงเสียก่อน
ซึ่งเรืองมีอยู่ว่า
ชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำส่วนใหญ่จะเย็บกระทงด้วยใบตอง
ถ้ามีฐานะดีก็จะประดิษฐ์หยวกกล้วยเป็นบ้านหรือเรือลำใหญ่ๆตกแต่งสวยงามด้วยดอกไม่สด
ปักธูปเทียน บ้างก็ใส่สตางค์ หมาก พลู
เนื่องจากบางคนเชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์โศก โรคภัยต่างๆ
ให้พ้นจากตัว ก็นำสัญญลักษณ์บางอย่างของตนใส่ลงไปเช่น เศษผม เศษเครื่องนุ่งห่ม
เศษเงิน เมื่อจะลอยก็จุดธูปเทียน กล่าวคำขอขมาต่อแม่คงคา หรือกล่าวคำอธิษฐานตามใจปรารถนา
แล้วจึงปล่อยกระทงให้ลอยน้ำไป กับความเชื่อในการตัดเศษผม เศษเล็บ ฯลฯ
หรือการลอยทุกข์โศก โรคภัย และบาปต่างๆ
นั้นที่จริงแล้วถ้าผู้ลอยต้องการให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
14
สรุปว่า การวางเศษสตางค์และสิ่งอื่นๆ
ไว้บนกระทงเนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นการปลดเปลื้องความ
ทุกข์โศก โรคภัย และบาปต่างๆให้พ้นจากตัว
เมื่อเป็นความเชื่อของผู้ที่วางสตางค์ไว้บนกระทง เช่นนี้
มุสลิมจะไปหยิบเศษสตางค์มาได้อย่างไรกัน
ในเมื่อขั้นตอนการลอยกระทงทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจองศาสนา และความเชื่อทั้งสิ้น
ประเด็นนี้คงไม่แตกต่างอะไรกับอาหารหรือผลไม่ที่หะลาล แต่ผ่านพิธีกรรมของศาสนาอื่น
ซึ่งมุสลิมจะรับประทานไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
สตางค์หรือสิ่งอื่นที่ผ่านขั้นตอนทางพิธีกรรมของศาสนาอื่น
มุสลิมไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆได้เลย
มุสลิมจะจุดดอกไม้ไฟหรือพลุในวันลอยกระทงได้หรือไม่?
ท่านนบีกล่าวไว้ว่า
บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง
เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น
การจุดดอกไม้ไฟ
และการจุดพลุถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในเทศกาลลอยกระทง
เมื่อเป็นหนึ่งในการสร้างความสนุกสนานในวันดังกล่าว
มุสลิมจึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจุดดอกไม้ไฟ หรือจุดพลุ
ถ้าหากมุสลิมคนใดปฏิบัติ ก็แสดงว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นแล้ว
จากรายละเอียดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด
พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียน และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมได้ดังนี้
1.มุสลิมจะต้องไม่นำแบบฉบับ
หรือพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาปะปนกับวิถีชีวิตของมุสลิม
ครั้งหนึ่งท่านก็อยซ์บุตรของท่านอุบาดะฮฺ
อัลอันศอรีย์กล่าวว่า ฉันเดินทางมายังเมืองฮีเราะฮฺ
(ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองกูฟะฮฺ)
ฉันเห็นชาวเมืองดังกล่าวกราบไหวต่อหัวหน้าเผาของพวกเขา ฉันจึงกล่าวว่า ท่าน
นบีมุหัมมัดสมควรได้รับการกราบไหว้ยิ่งกว่าหน้าเผาของพวกเขาเสียอีก
จากนั้น(ภายหลังเดินทางกลับ) ฉันจึงมาหาท่านนบีมุหัมมัดพลางกล่าวว่า
แท้จริงฉันเดินทางไปยังเมืองฮีเราะฮฺ
ฉันเห็นชาวเมืองกราบไหว้ต่อหัวหน้าเผ่าของพวกเขา
ที่จริงท่านสมควรได้รับการกราบไหว้มากกว่าเขาเสียอีก ท่านนบีจึงกล่าวแก่ฉันว่า
ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรหากท่านเดินทางผ่านหลุมฝังศพของฉันแล้ว
ท่านจะกราบไหว้ต่อหลุมฝังศพของฉันไหม ? ฉันกล่าวตอบว่า ฉันคงไม่ทำเช่นนั้น
ท่านนบีกล่าวต่อว่า พวกท่านจงอย่าทำเช่นนั้น 15
จากตัวบทหะดีษข้างต้นถือเป็นมาตรฐานในเรื่องการไม่เคารพกราบไหว้สิ่งอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น
และอีกประการหนึ่ง
การไม่นำแบบฉบับหรือพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาปะปนกับวิถีชีวิตของมุสลิม
ดังเช่นที่ท่านก็อยซ์ได้แสดงความคิดเห็นว่า
ท่านนบีน่าที่จะได้รับการกราบไหว้มากกว่าหัวหน้าเผ่าของกลุ่มชนหนึ่งเพียงแค่ความคิดดังกล่าว
ท่านนบีก็ยังได้สั่งห้ามพร้อมทั้งได้ตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบให้แก่ท่านก็อยซ์
ดังตัวบทที่ยกมาข้างต้น แล้วสำมะหาอะไรกับการลอยกระทง
ถ้าเช่นนั้นลองพิจารณาดูเถิดว่า
ถ้าท่านนบียังมีชีวิอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านจะตอบว่าอย่างไรหากมีผู้ถามท่านว่า ฉันจะไปร่วมงานลอยกระทงเฉกเช่นเพื่อนชาวต่างศาสนิกได้หรือไม่
?
2.มุสลิมจะต้องรู้ถึงสิทธิของตนเองที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า
ครั้งหนึ่งท่านนบีได้กล่าวถามท่านมุอาซว่า
ท่านทราบไหมว่าสิ่งใดคือสิทธิของพระองค์ที่จะได้รับจากปวงบ่าวของพระองค์
? ท่านมุอาซ กล่าวตอบว่าพระองค์อัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ย่อมรู้ดียิ่ง
ท่านนบีจึงเฉลยว่า หมายถึงปวงบ่าวของพระองค์จะต้องเคารพภักดีต่อพระองค์
และไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีสำหรับพระองค์16
หะดีษข้างต้นให้ความหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องอธิบายเลยว่า การเข้าร่วมงานเทศ-กาลลอยกระทง
หรือการร่วมลอยกระทงนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิมอย่างแน่นอน
หากมุสลิมคนใดที่เคารพสิ่งอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ นั่นเท่ากับว่า
เขาผู้นั้นได้ตั้งสิ่งหนึ่งเทียบเคียงกับพระองค์แล้ว
3.การที่มุสลิมเข้ากิจกรรมของศาสนิกอื่น
นั่นเป็นสัญญาณหนึ่งของวันสิ้นโลก
ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า
วันสิ้นโลกจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่ากลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันจะปฏิบัติตามบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี
จนกระทั่งว่าพวกเขา
(หมายถึงมุสลิมกลุ่มนั้น) เคารพภักดีบรรดารูปเจว็ด
(เช่นเดียวกับผู้ตั้งภาคี) 17
ในยุคปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่เกิดวันกิยามะฮฺ แต่สัญญาณหลายประการก็ได้ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างมากมายจากหะดีษข้างต้นก็เช่นกัน
หากมุสลิมในปัจจุบันมีความศรัทธาที่อ่อนแอก็ย่อมจะเป็นบุคคลหนึ่งที่ต้องหลงผิดไปสู่การเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจาการเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺ
ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เห็นเช่นกัน อีกความหมายหนึ่งจากตัวบทข้างต้นอาจเป็นไปได้ว่า
มุสลิมจะปฏิบัติตามแบบอย่าง หรือเลียนแบบพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนิกอื่น
ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นกราบไหว้รูปเจว็ดเหมือนพวกเขาก็ตาม
เปรียบได้กับมุสลิมบางท่านในปัจจุบันที่เข้าร่วมพิธีกรรมของศาสนาอื่นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนบางครั้งแยกแยะไม่ออกเลยว่าสิ่งใดที่อิสลามอนุมัติ
และสิ่งใดที่อิสลามไม่อนุมัติ ฤาปัจจุบันใกล้จะถึงยุควันสิ้นโลกแล้วกระมัง !
1.ธนากิจ,วันสำคัญของไทย(กรุงเทพมหานคร: ชมรมเด็ก,2541) หน้า 275
2.นลินี มกรเสน, ลอยกระทงกันทำไม?,มติชน(10 พฤศจิกายน 2540)
:4
3.ธนากิต,วันสำคัญของไทย(กรุงเทพมหานคร
: ชมรมเด็ก,
2541)หน้า
276-279
4.สูเราะฮฺ อัล-กาผิรูน :
6
5.สูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ :
6
6.สูเราะฮฺ อาลิ-อิมรอน :
135
7.สูเราะฮฺ อัล-หัชรฺ :
7
8.สูเราะฮฺ อาลิ-อิมรอน : 132
9.เล่าโดยอบู ฮุร็อยเราะฮฺ
บันทึกโดยมุสลิม
10.ธนากิต,วันสำคัญของไทย
หน้า 276-277
11.หนังสือเล่มเดียวกัน หน้า
284
12.เล่าโดยอัลอิรฺบาฎ บุตรของสาริยะฮฺ
บันทึกโดยอบู ดาวูด, ติรฺมิซีย์, อิบลนุ มาญะฮฺ และอะหฺมัด
13.บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์ เป็นหะดีษหะสัน
14.นลินี มกรเสน, ลอยกระทงกันทำไม ?, หน้า 4
15.บันทึกโดยอบู ดาวูด
16.เล่าโดยมุอาซ บุตรของญะบัล
บันทึกโดยบุคอรีย์, มุสลิม, อิบนุ มาญะฮฺ และอิบนุ หิบบาน
17.เล่าโดยเษาบาน บันทึกโดยอบู ดาวูด
และติรฺมิซีย์