“ทำไมมุสลิมจึงร่วม “พิธีทำบุญประเทศ” ไม่ได้ ?”

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

เนื่องด้วยทางรัฐบาลมีดำริให้มีการจัดงานทำบุญประเทศ หรือเรียกว่า “พิธีสยามมงคล” เพื่อความเป็นมงคลของชาวสยาม ระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 รวม 12 วัน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่รัฐบาลไทยจะกระทำเพราะถือว่าเป็นสิริมงคลของชาวสยาม หรือของประเทศไทย  ทีนี้ที่ผู้เขียนต้องเขียนบทความเรื่องนี้ก็เพราะ ในงานดังกล่าวมีการมีทำพิธีกรรมของอิสลามด้วย  เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ต้องชี้แจงว่า อิสลามกล่าวถึงเรื่องการทำบุญประเทศ หรือพิธีสยามมงคลไว้ว่าอย่างไร? ซึ่งเป็นหน้าที่ของผม และหน้าที่ของนักวิชาการมุสลิมทุกคนในประเทศไทยที่จะต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้  อนึ่ง เป็นที่เข้าใจแล้วว่า เรื่องของอื่นจากอิสลามนั้น ผมคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะอัลกุรฺอานตรัสไว้ว่า “สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉัน คือศาสนา (ของฉัน)” 1 ด้วยนัยยะของอัลกุรฺอานข้างต้นระบุชัดเจนแล้วว่า เรื่องความเชื่อ หรือหลักยึดมั่นของศาสนาอื่นๆ แล้ว ห้ามมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนร่วมได้เลยแม้แต่น้อย ศาสนาไหนก็มีความเชื่อ หรือคำสอนตามศาสนานั้นๆ ฉะนั้น เมื่อศาสนาอื่นมีความเชื่อว่า การจัดงานทำบุญประเทศ (หรือพิธีสยามมงคล) จะให้ได้รับสิ่งนั้น สิ่งนี้ นั่นก็เป็นความเชื่อของศาสนานั้นๆ แต่ถ้าถามว่า แล้วความเชื่อดังกล่าวอิสลามมีทัศนะอย่างไร? คำตอบคือ อิสลามเป็นศาสนาแห่งพระเจ้า ที่มุสลิมทุกคนจะต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า ที่มีนามว่า “อัลลอฮฺ” เพียงองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งการระบุให้ทำบุญประเทศไม่ถูกระบุในคำสอนของอิสลาม (ทั้งๆ ที่ในอดีตมุสลิมเองก็มีอาณาจักรเป็นของตนเอง) อีกทั้งอิสลามไม่เชื่อในเรื่องของฤกษ์, การทำนาย และการดูหมอ หรือไม่เชื่อสิริมงคลอื่นใด นอกจากที่มาจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น ฉะนั้นมุสลิมจึงไม่สามารถเข้าร่วม หรือทำพิธีกรรมร่วมกับศาสนาอื่นที่มีเป้าหมายขัดกับหลักการของอิสลามโดยเด็ดขาด (ขอย้ำว่า โดยเด็ดขาด) เมื่อเป็นเช่นนี้การที่มุสลิมเข้าไปร่วมพิธีกรรมทำบุญประเทศ หรือทำพิธีกรรมสยามมงคลจึงขัดกับหลักการของอิสลามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหากทางรัฐบาลไทยสอบถามไปยังสำนักจุฬาราชมนตรี ท่านจุฬาราชมนตรีก็ต้องตอบว่ากระทำไม่ได้เหมือนกัน โดยถือเป็นหลักการเดียวกัน นั่นเอง เพราะเรื่องหลักอะกีดะฮฺ (หลักความเชื่อ) ถือว่ามีหลักเดียวที่ให้เลือกเท่านั้น โดยไม่มีการรอมชอม หรือผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น หรือทางรัฐบาลไทยต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากผู้รู้มุสลิมในประเทศมุสลิมอื่นๆ คำตอบที่ได้รับก็ล้วนระบุว่ากระทำไม่ได้เช่นกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมปรารถนาให้ทางรัฐบาลไทยได้ทบทวน, น้อมรับ และให้เกียรติต่อความเชื่อของศาสนาอิสลามด้วย  อนึ่งที่มุสลิมไม่สามารถร่วมพิธีกรรมทำบุญทำประเทศมิได้หมายรวมว่า มุสลิมในประเทศไทยไม่รักประเทศไทย หรือสร้างความแตกแยกกับรัฐบาลไทย เปล่าเลยทั้งสิ้น เรื่องใดที่รัฐบาลกำหนดสิ่งหนึ่งโดยสิ่งนั้นไม่ขัดกับหลักการของอิสลาม มุสลิมในประเทศไทยยินดีน้อมรับปฏิบัติตามโดยดุษฎี แต่ถ้าสิ่งใดที่รัฐบาลสั่งใช้ให้กระทำแต่ขัดกับหลักการของอิสลาม มุสลิมไม่สามารถละทิ้งอิสลามแล้วหันมาปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลไทยได้  ท้ายนี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลไทยย่อมให้เกียรติในความเชื่อของพี่น้องมุสลิมในประเทศอย่างแน่นอน จึงขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลไทยโปรดพิจารณา และได้โปรดงดพิธีกรรมเฉพาะที่เป็นพิธีกรรมของอิสลามในงานทำบุญประเทศ (หรือพิธีสยามมงคล) ด้วยเถิด

อนึ่ง ส่วนสาเหตุที่มุสลิมไม่สามารถเข้าร่วม หรือทำพิธีกรรมร่วมในงานทำบุญประเทศ (หรือพิธีสยามมงคล) นั้น มีสาเหตุดั่งต่อไปนี้

1.                  การจัดงานทำบุญประเทศ (หรือพิธีสยามมงคล) หรือทำบุญสะเดาะเคราะห์ประเทศนั้นมีพื้นฐานมาจากความเชื่อทางศาสนาอื่นๆ ซึ่งมิใช่ความเชื่อของอิสลาม  ดั่งเป้าหมายที่ระบุการจัดงานข้างต้นไว้ว่า

 

“ หมายเหตุ  ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขเพื่อให้ประเทศชาติของเราสันติสงบลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย ดุจความมืดครอบคลุมและเอาแสงสว่างเข้าไปแก้ ผลที่จะได้รับก็คือความสามัคคีของบุคคลในชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจโดยยึดหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัย อีกประการหนึ่งในห้วงเดือนมีนาคมบังเกิดอุปราคา 2 ครั้ง คือ วันที่ 3 มีนาคม 2550 บังเกิดจันทรุปราคามิดดวง (T-tal Lunar Eclipse) กึ่งกลางคราสเกิดเวลา 06.19. ในราศีสิงห์ เห็นได้ที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย


วันที่ 19 มีนาคม 2550 เกิดสุริยุปราคาเป็นบางส่วน (Partial S-lar Eclipse) กึ่งกลางคราสเกิดเวลา 09.44. ในราศีมีนเห็นได้ที่เอเชีย และอลาสกา เป็นต้น ดังนั้น จึงเห็นควรรีบทำเป็นการแก้อุคนิมิตนี้เป็นการด่วนที่สุด” 2

 

อนึ่งในทัศนะอิสลามไม่อนุญาตให้เชื่อว่าการโคจรของดวงดาว หรือระบบการโคจรของจักรวาลจะส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของมุสลิมเลยแม้แต่น้อย อิสลามกำหนดไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระองค์อัลลอฮฺเพียงเดียวเท่านั้น ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “และแน่นอน เราจะทบสอบพวกเจ้าด้วยสิ่งหนึ่งจากความกลัว,ความหิว, จากการสูญเสียทรัพย์สิน, ชีวิต และพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน คือบรรดาผู้ซึ่งภัยพิบัตประสบแก่พวกเขาพวกเขาก็กล่าวว่าเราเป็นกรรมสิทธิ์แห่งอัลลอฮ์ และเราต้องกลับคืนสู่พระองค์” 3

อิสลามยังไม่มีความเชื่อว่าการโคจรของดวงดาว หรือการโคจรในจักรวาลนั้นจะอำนาจส่งผลทำอันตรายใดๆ ให้แก่มนุษยชาติได้เลย ทั้งล้วนเป็นความเดชานุภาพของพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น และการโคจรของจักรวาลก็เป็นไปตามคำสั่งของพระองค์ทั้งสิ้น ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “
“
ทุกส่วนในห้วงเวหาต่างก็โคจรตามจักรราศี” 4

 

          ประเด็นถัดมา อิสลามระบุให้มุสลิมเชื่อว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับวิถีชีวิตของตนนั้นล้วนมาจากพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น ไม่ใช่มาจากความเชื่อในเรื่องการโคจรของดวงดาว หรือไม่ใช่มาจากความเชื่อที่มาจากปรากฏการณ์ของโลก ฉะนั้นมุสลิมจึงห้ามที่จะให้ชะตาชีวิต หรือชะตากรรมของชีวิตไปผูกไว้กับดวงดาว หรืออำนาจอื่นใดทั้งสิ้น ดั่งหลักฐานจากท่านเซด บินคอลิด อัลญุฮันนีย์ ได้รายงานว่า “ท่านรสูลุลลอฮฺ  ได้นำพวกเรานมาซศุบหฺที่ (ตำบล) หุดัยบิยะฮฺขณะยังคงมีร่องรอยของฝนที่ตกลงมาเมื่อคืน เมื่อเสร็จแล้วท่านนบีก็หันหน้ามาหาผู้คนทั้ง พลางกล่าวว่า พวกท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าพระผู้อภิบาลของพวกท่านกล่าวเช่นใด พวกเขาตอบว่า อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ย่อมรู้ดียิ่ง (ท่านรสูลกล่าวต่อว่า) พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงตรัสว่า ส่วนหนึ่งจากบ่าวของฉันตื่นขึ้นมามีทั้งผู้ศรัทธาและผู้ปฏิเสธศรัทธา โดยผู้ใดกล่าวว่าฝนที่ตกแก่พวกเราด้วยความโปรดปราณและความเมตตาของอัลลอฮฺ นั่นถือว่าเขาคือผู้ศรัทธาต่อฉัน และปฏิเสธการศรัทธาต่อดวงดาว ส่วนผู้ใดที่กล่าวว่าฝนที่ตกลงมาด้วยอิทธิพล (การโคจร) ของดาวดวงนั้นดวงนี้ นั้นแหละเขาเป็นผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่อฉัน และศรัทธาต่อดวงดาว” 5

            ประเด็นสุดท้าย  เมื่อการทำบุญประเทศ โดยจะเรียกว่า “พิธีสยามมงคล” หรือ “การสะเดาะเคราะห์ประเทศ” หรือจะเรียกในชื่อใดก็ตามที  แต่เป้าหมายในการจัดงานล้วนมีความเชื่อที่มิใช่ความเชื่อของอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เอง บรรดามุสลิมในประเทศไทยทุกคน ไม่ว่ามุสลิมผู้นั้นจะมีตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรี จนกระทั่งถึงมุสลิมที่เป็นชาวบ้านไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดที่จะเข้าร่วมพิธีกรรมข้างต้นได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นความเชื่อที่ขัดกับหลักการของอิสลามอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งเมื่อเป็นความเชื่อในเรื่องของศาสนา ก็ต้องให้เกียรติกันในเรื่องของความเชื่อ โดยต่างคนก็ต่างปฏิบัติในแต่ละความเชื่อของตนเองก็แล้วกัน ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉัน คือศาสนา (ของฉัน)” 6

2.  ท่าน พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ว่า “เนื่องจากมีคนพูดว่าในช่วงเดือนสองเดือนข้างหน้าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดี! แสดงว่ามีจิ้งจกทัก เรื่องแบบนี้คนโบราณว่าไว้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ถ้าจะฟังหูไว้หูก็ไม่เห็นเสียหาย ผมเองลองมานั่งเปิดดู หนังสือศาสตร์แห่งโหร ปี 2550 ฉบับล่าสุดของมติชน แล้วใจหาย เมื่อมาอ่านดวงเมืองที่ท่านอาจารย์ โสรัจจะ นวลอยู่ ผู้สมถะ และมีอาชีพหลักเป็นนักวิศวกรและข้าราชการแห่งกรมชลประทาน และเคยพยากรณ์ ดวงเมือง ปีที่ผ่านมารุนแรงดุเดือดและไม่ค่อยพลาด ที่ใจหายเพราะดวงเมืองปีนี้ที่ท่านทำนายทายทักเตือนไว้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี ค่อนข้างน่าเป็นห่วง แค่เดือนมกราคม 2550 ท่านทายทักไว้ กรุงเทพฯจะเกิดวินาศกรรมครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บ ซึ่งจะตรงหรือบังเอิญไม่ทราบแต่ส่งท่ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมาเกิดลอบวางบึ้ม 8 จุดใน กทม. มีผู้เสียชีวิต 3 ราย เจ็บ 38 ราย  ท่านยังทำนายไว้ล่วงหน้าเดือนมกราคมนี้ จะมีอัคคีภัยร้ายแรงทั่วทุกภาคของไทย ผมก็เห็นทั้งวางเพลิง ไฟฟ้าช็อร์ตเผาวอดไปหลายแห่งแล้วทั้งโรงเรียน วัด กุฏิ สถานีอนามัยตำบล ในหลายจังหวัด ยังไม่นับ 3 จว.ชายแดนภาคใต้

ที่น่าทึ่งท่านทำนายว่า จะเกิดรถไฟชนกันและตกราง คนตายและบาดเจ็บนับร้อย ก็มาอ่านเจอข่าวรถไฟ 2 ขบวนชนประสานงากัน เมื่อคืนวันที่ 14 มกราคม ที่สถานีย่อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 109 ราย

ท่านโสรัจจะยังทำนายไปไกลถึงต่างชาติ ในสหรัฐอเมริกาจะคับขัน เผชิญวิกฤตการณ์ของโลกอย่างหนักหน่วงที่สุด เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ถ้าติดตามขณะนี้สหรัฐกำลังเจอพายุหิมะถล่มหนักหลายเมือง ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันกว่า 200 ราย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 คน

ส่วนที่อินโดนีเซียท่านทำนายจะถูกภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง สำแดงความหฤโหดกลืนชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล ลองย้อนไปตามข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเรือล่มที่อินโดนีเซีย ผู้โดยสารกว่า 600 คน จมทะเล เบื้องต้นเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 300 คน

ผมยกมาเล่าแค่เดือนมกราคมนะครับ ยังไม่ได้ยกคำทำนายของเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2 เดือนข้างหน้า ที่ท่านโสรัจจะทายทักไว้ค่อนข้างจะรุนแรงเอาการอยู่เหมือนกัน ถ้าใครสนใจลองไปหาอ่านกัน” 7   นัยยะบทให้สัมภาษณ์ข้างต้นแลเห็นได้ว่า ที่มาของการจัดงานพิธีสยามมงคล (หรือทำบุญประเทศ) นั้นมาจากความเชื่อที่ระบุว่า เมืองไทยจะลางไม่ดี ดวงเมืองจะนำไปสู่ความหายนะโดยการทำนายของหมอดู เมื่อเป็นเช่นนี้ ปวงมุสลิมยิ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมได้เลยแม้แต่น้อย เพราะหากกิจการใดที่มีความเชื่ออื่นจากอิสลามปะปน ห้ามมุสลิมปฏิบัติตามความเชื่อนั้นโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ชิริก) และยังถือว่าเขาผู้นั้นปฏิเสธคัมภีร์อัลกุรฺอานอีกด้วย  ซึ่งท่านนบีมุหัมมัด  กล่าวไว้ว่า  “บุคคลใดที่ไปหาหมอดู, หมอไสยศาสตร์ หรือหมอทำนาย จากนั้นก็ถามเขา (เรื่องหนึ่ง) แล้ว (ผู้ถาม) ก็เชื่อในคำทำนายของเขา แน่นอนว่าเขาได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทาน (หมายถึงอัลกุรฺอาน) ลงมาให้แก่นบีมุหัมมัด  ” 8   

3.  เอาล่ะ สมมติว่า การจัดงาน “พิธีสยามมงคล” ไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา มุสลิมก็ไม่สามารถร่วมได้อยู่ดี เพราะในระหว่างการทำพิธีกรรมนั้น มีการร่วมหรือปะปนอยู่หลายศาสนา ซึ่งแต่ละศาสนาย่อมมีความเชื่อที่แตกต่างกัน อาทิเช่นในภาคพิธีกรรมของศาสนาอื่นประกอบด้วย    “เสาหลักเมืองเป็นศูนย์รวมพิธีใช้พระเกจิอาจารย์ภาคกลาง 32 รูป ก็คือครบอาการ 32 ของมนุษย์ประกอบด้วย หัวหน้าพราหมณ์ พระราชครู บวงสรวงยันยะพิธี
-
มุมเมืองทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ เหนือ ใต้ ออก ตก และภาคกลาง อาราธนาพระเกจิอาจารย์ทั้ง 4 ภาค ภาคละ 24 องค์ คือพระเคราะห์คู่มิตร และพระบารมีของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
-
เมื่อรวมจำนวนและเกจิอาจารย์ทั่วประเทศตามแผนภูมิทั้งหมดจะได้พลัง 108 พอดี ซึ่งเป็นพลังของมวลดาวพระเคราะห์ตามทักษาพยากรณ์ กล่าวคือ อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 เสาร์ 10 พฤหัสบดี 19 ราหู 12 และศุกร์ 21

-        สายสิญจน์วนรอบ 4 มุมเมือง 108 เส้น จากพระแก้วมรกตในพระบรมมหาราชวังผ่านพระรูปบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า มาจรดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระราชินีนาถ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบรอบ 60 ปี (รวมทั้งเทียนชัย 1 เล่ม) อันเป็นพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมจักรีวงศ์ทุกๆ พระองค์
-
การเกิดอุปราคาที่แลเห็นเป็นความมืด จึงใช้ไฟฉายเครื่องบินระยะไกล ติดตั้งสี่มุมเมืองฉายในเวลาทำพิธีภาคกลางคืน ถือเคล็ดโดยการเอาแสงสว่างเข้าช่วยให้เรื่องทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นเป็นมงคลนิมิตอย่างมหัศจรรย์
-
การทำพิธีการนี้กำหนด 12 วัน ติดต่อกัน คือกำลังพระราหูนั่นเอง

-
ควรทำพิธีในวันพุธที่ 31 มกราคม 2550 เป็นปฐมเริ่มแรกวันเพื่อประสงค์ต้องการให้พระราหูเป็นศรี หมายถึง ความสุขความเจริญตามทักษาพยากรณ์ เมื่อนับจากพุธเป็นบริวารซึ่งเกิดแต่กรรม (วันนี้จันทร์เกาะเพชฌฆาตฤกษ์ ต้องการความเด็ดขาดอันขลังและศักดิ์สิทธิ์)

-
ธูปเทียนที่ใช้ในพิธีการวันละ 108 ดอก ก็มาจากพลังของมวลดาวเคราะห์นั่นเอง

-
น้ำพระพุทธมนต์ที่เสร็จพิธีนี้แล้ว มีค่ามหาศาลสุดที่จะพรรณนา (คมช.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่าจะทำใส่ขวดออกแจกจ่ายให้แก่ประชาชน หรือจำหน่ายหารายได้เข้าการกุศล) 9

ด้วยพิธีการต่างๆ ข้างต้นแล้ว ตามหลักบทบัญญัติของอิสลามนั้น ห้ามมุสลิมเข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าวโดยเด็ดขาด หากมุสลิมคนใดเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนั้น ถือว่าเขาตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ชิริก) แล้ว  อย่าว่าแต่กระนั้นเลย การร่วมชุมนุม หรือร่วมพิธีกรรมยังสถานที่ซึ่งมีการกราบไหว้ หรือเคารพภักดีอื่นพระองค์อัลลอฮฺ อิสลามยังไม่อนุมัติให้กระทำเลย  ซึ่งท่านรสูลุลลอฮฺ  สั่งห้ามมิให้มุสลิมเข้าไปร่วมกิจกรรมยังบริเวณ หรือสถานที่ซึ่งมีการกราบไหว้, เคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) รูปปั้น หรือพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ  ท่านษาบิต บุตรของเฎาะฮากเล่าว่า “ ชายผู้หนึ่งบนบาน (นะซัร) ว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ณ บริเวณ (ที่เรียกว่า) บุวานะฮ, ท่านรสูลุลลอฮฺ  จึงถามเขาว่า ณ สถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดหนึ่งจากบรรดารูปเจว็ดที่เคยถูกเคารพภักดีในสมัยญาฮิลียะฮ์ (หมายถึงสมัยก่อนที่ท่านรสูล  ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี) หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺ (เหล่าสหายของท่านนบี) ตอบว่า ไม่เคยมีการกระเช่นนั้นครับ, ท่านรสูล  ถามต่ออีกว่า สถานที่แห่งนั้นเคยมีการจัดงานวันรื่นเริงของพวกเขาหรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ตอบว่า ไม่เคยมีการกระทำกันครับ, ท่านรสูล  จึงกล่าวขึ้นว่า เช่นนั้นท่านจงทำให้สิ่งที่ท่านบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เถิด แท้จริงไม่มีการทำบนบานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องของการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์ “ 10

          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่มุสลิมจะเข้าร่วมพิธีกรรมซึ่งมีความเชื่อจากศาสนาอื่น หรือเข้าร่วมพิธีกรรมที่มีการกราบไหว้เคารพภักดีรูปปั้น,รูปเจว็ด หรือพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺนั้นจึงเป็นการขัดกับหลักการของอิสลามอย่างชัดเจน และมีความผิดในฐานะที่ยอมรับต่อการอิบาดะฮฺอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺอีกด้วย ดั่งหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานตรัสไว้ว่า “และแน่นอนอัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเจ้าแล้วในคัมภีร์นั้น เมื่อพวกเจ้าได้ยินโองการของอัลลอฮฺถูกปฏิเสธและถูกเยาะเย้ย ดังนั้นจง (ประท้วง) อย่านั่ง(ชุมนุม)กับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะพูดคุยกันในเรื่องอื่นจากนั้น มิฉะนั้นพวกเจ้าจะเป็นเยี่ยงพวกเขาโดยแท้” 11 และอีกอายะฮฺหนึ่งพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า “และเมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้ซึ่งกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในบรรดาโองการของเราแล้ว ก็จงออกห่างจากพวกเขาเสีย จนกว่าพวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอื่นจากนั้น” 12

ด้วยเหตุนี้ผมจึงชี้แจงข้อมูลบัญญัติแห่งอิสลามที่ถูกต้องให้แก่รัฐบาลไทยได้รับทราบ ทั้งนี้หวังเพียงว่า ทางรัฐบาลไทยจะได้นำไปทบทวนต่อการจัดงานพิธีสยามมงคลในครั้งนี้ หรือการจัดงานอื่นที่คล้ายคลึงกับรูปแบบงานดังกล่าว และหวังอย่างยิ่งว่า ทางรัฐบาลไทยจะได้เข้าหลักการของอิสลาม ด้วยความเข้าใจดังกล่าวจักได้รู้ว่า จุดยืนของมุสลิมนั้นมิได้ต้องการสร้างความแตกแยก หรือต้องการแข็งข้อกับรัฐบาลไทยเลยแม้แต่น้อย เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกันได้ อีกทั้งก็อยู่ร่วมกันมาช้านานแล้ว เพียงแต่ว่าเราต่างกันซึ่งความเชื่อเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อเป็นความเชื่อ เราก็ต้องให้เกียรติในเรื่องของความเชื่อของแต่ละศาสนามิใช่หรือ?  อนึ่ง ทางรัฐบาลไทยเคยให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่า ปัญหาทางภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของมุสลิมทางภาคใต้จึงทำให้เกิดปัญหามากมาย และต่อเนื่องมาโดยตลอด, ผม และมุสลิมในประเทศไทยจึงไม่ปรารถนาให้ทางรัฐบาลไทยมองเรื่องการนำศาสนาอิสลามเข้าไปร่วมในพิธีสยามมงคลถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเรื่องการตั้งภาคี (ชิริก) ในทัศนะของอิสลามถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อันดับแรก ที่ปวงมุสลิมจำเป็นจะต้องละทิ้งโดยเด็ดขาด เมื่อเป็นเช่นนี้ทางรัฐบาลไทยก็ต้องพยายามเข้าใจ และให้เกียรติเราในฐานะมุสลิม ซึ่งเป็นคนไทยส่วนหนึ่งในประเทศสยาม (หรือประเทศไทย) นี้ด้วย

          อนึ่ง ทางรัฐบาลไทยอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อการร่วมงาน พิธีสยามมงคล (หรือทำบุญประเทศ) ไม่ถูกต้องตามหลักการของอิสลาม ทำไมสำนักจุฬาราชมนตรีจึงไม่ชี้แจงให้ทางรัฐบาลไทยได้รับทราบว่ามุสลิมร่วมงานดังกล่าวไม่ได้?  คำถามนี้ ผู้เขียนขอแสดงทัศนะดั่งนี้ว่า มุสลิมในประเทศไทยเกือบทั้งหมด 13 โดยเฉพาะนักวิชาการมุสลิมก็ระบุตรงกันว่า พิธีกรรมดั่งกล่าวมุสลิมไม่สามารถร่วมได้ ซึ่งผู้เขียนและมุสลิมในประเทศไทย (เกือบทั้งหมด) ก็ยังไม่ทราบว่าทำไมสำนักจุฬาราชมนตรีจึงไม่ชี้แจงสิ่งข้างต้นให้แก่รัฐบาลได้ทราบข้อมูลที่แท้จริง แต่ก็ไม่เป็น ประเด็นนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้เขียน, นักวิชาการ และมุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะต้องเข้าไปสอบถาม และค้นหาความจริงในประเด็นข้างต้นต่อไป (อินชาอัลลอฮฺ)

          ท้ายนี้ขอให้ทางรัฐบาลช่วยทบทวน หรือตรวจสอบข้อมูลที่ผู้เขียนอธิบายมาแล้วข้างต้นว่าผิดไปจากหลักการอิสลามหรือไม่อย่างไร?  ทั้งนี้เพื่อให้ทางรัฐบาลได้เข้าใจหลักการที่ถูกต้องของอิสลามมากยิ่งขึ้น และจักได้ระมัดระวังเรื่องที่จะเข้าไปเกี่ยวกับความเชื่อ หรือเกี่ยวข้องกับข้อห้ามของอิสลามอีก  หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่รัฐบาลไทย, ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม และผู้ที่เป็นมุสลิมในประเทศไทยได้ไม่มากก็น้อย (ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่านทั้งหลาย)

 

เชิงอรรถ

1 สูเราะฮฺ (บท) อัลกาฟิรูน (ชื่อบท) อายะฮฺ (ส่วน) ที่ 6

2 http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=9394 

3 สูเราะฮฺบะเราะเกาะฮฺ อายะฮฺที่ 155-156

4 สูเราะฮฺอัลอันบิยาอ์ อายะฮฺที่ 33

5 บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม

6 สูเราะฮฺ (บท) อัลกาฟิรูน (ชื่อบท) อายะฮฺ (ส่วน) ที่ 6   

7 http://news.sanook.com/scoop/scoop_82311.php

8 มุสนัดอิมามอะหฺมัด เลขที่ 9171

9 http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=9394

10 บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษ 2881

11 สูเราะฮฺ (บท) อันนิสาอ์ (ชื่อบท) อายะฮฺ (ส่วน) ที่ 140

12 สูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺ 68

13 ยกเว้นมุสลิมส่วนหนึ่งที่ไปร่วมพิธีสยามมงคล ที่เข้าใจว่าพิธีดังกล่าวมุสลิมร่วมได้