บิดเบือนอิสลามอีกแล้ว !

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

หนังสือ “สู่สันติภาพถาวร ผ่านพุทธ คริสต์ อิสลาม ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์”

โดย หัจญี ประยูร วทานยกุล และสุพจน์ ด่านตระกูล

พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2548

 

            ตัวอย่างการบิดเบือน และเข้าใจศาสนาอย่างคลาดเคลื่อน

 

            ข้อมูลที่ 1 

            “ทัศนะคติของท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น ข้าพเจ้า (หมายถึง หัจญีประยูร) เลี่ยงที่จะใช้คำว่า ถูกต้อง เกรงว่าสำนักอื่นเขาจะหาว่าทึกทัก เขาอาจจะถามว่า คุณรู้ได้อย่างไร ว่าอาจารย์ของคุณถูกต้อง ข้าพเจ้ามักกล่าวว่า ความคิดเห็นของท่านอาจารย์เข้าที (Sensible) และเข้าท่า (Sound) ใครอาจจะไม่เห็นอย่างข้าพเจ้าก็ได้ เรียกว่า พุทธศาสนาในทัศนะของท่านอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าถึงความถูกต้องของศาสนาอิสลามด้วย ในฐานะที่ข้าพเจ้าลงทะเบียนไว้ว่าเป็นอิสลาม  ก็ต้องแจกแจงธรรมะของอิสลามได้ แต่ถ้าข้าพเจ้าเข้าไม่ถึงแก่นของพุทธศาสนา (ที่ได้มาจากท่านอาจารย์พุทธทาส) ข้าพเจ้าคงไม่เข้าใจถึงแก่นของอิสลามเช่นกัน (ถ้าเอาแค่ฟังตามชาวบ้านหรือครูบาอาจารย์ ซึ่งท่องจำกันมาจนเป็นธรรมเนียมประเพณี)”   (หน้า19-20)

            ประเด็นชี้แจง 

            ข้อที่หนึ่ง 

หนังสือเล่มดังกล่าวมีการกล่าวถึงหลายศาสนาด้วยกัน แต่ผู้เขียนจะกล่าวถึงเฉพาะศาสนาอิสลามเท่านั้น

ข้อที่สอง 

ก่อนอื่นผู้ต้องทำความเข้าใจกับผู้อ่านก่อนว่า ข้อเขียนที่เป็นข้อมูลในหนังสือ “สันติภาพถาวร ผ่านพุทธ คริสต์ อิสลาม ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์” นั้น เป็นข้อมูลของหัจญีประยูร วทานยกุล ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2536 จากนั้นคุณสุพจน์ ด่านตระกูลซึ่งเลื่อมใสในแนวคิด และข้อเขียนของหัจญีประยูรเป็นอย่างมาก จึงนำแนวคิดและข้อเขียนนั้นมาย่นย่อมาเขียนในหนังสือ “สู่สันติภาพถาวรฯ”  แต่อย่างไรก็ตามคุณสุพจน์ลืมไปว่าข้อมูลที่หัจญ์ประยูรเขียนไว้ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอิสลามนั้น บิดเบือน และคลาดเคลื่อนไปจากหลักการของอิสลามอันบริสุทธิ์อย่างเห็นได้ชัดเจนมาก, เป็นความคลาดเคลื่อนที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย ประมาณว่าสิ่งที่อ้างว่าเป็นอิสลาม นั่นไม่ใช่อิสลามเลยแม้แต่น้อย เพราะนั่นเป็นความคลาดเคลื่อนที่ออกนอกแก้แท้ของอิสลามเลยทีเดียว หากไม่รีบแก้ไขข้อมูลดังกล่าว นั่นเท่ากับว่า หนังสือเล่มนั้นได้บิดเบือน และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่บุคคลที่มิใช่มุสลิมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าการบิดเบือนอิสลามนั้นไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม, ขอติงผู้รวบรวมหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ข้อมูลว่าด้วยเรื่องอิสลามนั้นถือว่าละเอียดอ่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้รู้ของศาสนาอิสลามเสียก่อน จากนั้นค่อยตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน ครั้นพอตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาก่อนโดยมิได้การตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย

อนึ่ง หากเป็นความผิดพลาดในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องของสังคมทั่วไปนั่นก็ถือว่าน่าตำหนิอยู่แล้ว แต่ถ้าผิดพลาดในเรื่องของศาสนา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะความผิดในเรื่องศาสนาจะสร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงนัก ยากที่จะตามแก้ไขให้กลับคืนมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม

ข้อที่สาม

หัจญีประยูรระบุว่า “พุทธศาสนาในทัศนะของท่านอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าถึงความถูกต้องของศาสนาอิสลาม” หรือ “แต่ถ้าข้าพเจ้าเข้าไม่ถึงแก่นของพุทธศาสนา (ที่ได้มาจากท่านอาจารย์พุทธทาส) ข้าพเจ้าคงไม่เข้าใจถึงแก่นของอิสลามเช่นกัน”

คำพูดประโยคข้างต้น ถือว่าขัดกับหลักการของฺอิสลามอย่างสิ้นเชิง ด้วยพื้นฐานสำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมแล้วไม่สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เลย อย่าว่าแต่พูดเลย แม้แต่จะคิดก็ไม่อนุญาตให้คิดด้วยซ้ำไป, ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น?  ก่อนที่จะตอบคำถามข้างต้น เราลองมีพิจารณาประโยคข้างต้นก่อนก็แล้วกัน คำพูดที่ว่า ”พุทธศาสนาในทัศนะของท่านอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าถึงความถูกต้องของศาสนาอิสลาม” ประโยคข้างต้นทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า หัจญีประยูรศึกษาศาสนาพุทธกับท่านอาจารย์พุทธทาสกระทั่งทำให้หัจญีประยูรเข้าใจศาสนาอิสลาม นั่นย่อมแสดงให้รู้ว่า หากหัจญีประยูรไม่ศึกษาศาสนาพุทธกับอาจารย์พุทธทาส เขาก็ไม่เข้าใจศาสนาอิสลามอย่างถูกต้อง หรือไม่เข้าใจแก่นแท้ของอิสลามเลยแม้แต่น้อย กล่าวง่ายๆ คือ หากศึกษาอิสลามจากคนอื่น จะไม่เข้าใจศาสนาอิสลามเลย หรือ หากศึกษาอิสลามจากผู้รู้มุสลิม ก็ไม่ทำให้เขาเข้าใจอิสลามได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังตีความไปได้อีกมากมาย เช่นอาจจะเข้าใจได้ว่า บุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมที่ต้องการเข้าใจอิสลามนั้น เขาต้องไปศึกษาศาสนาพุทธจากอาจารย์พุทธทาส หรือคนที่เป็นมุสลิมจะเข้าใจอิสลามก็ต้องไปเรียนศาสนาพุทธจากอาจารย์พุทธทาสเสียก่อน ทำนองนี้เป็นต้น อันที่จริง อิสลามคือศาสนาของพระองค์อัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงส่งท่านนบีมุหัมมัด (อ่านว่า มุ-ฮัม-หมัด) มาเพื่อเผยแพร่ศาสนาของพระองค์ ฉะนั้นหลักการของอิสลามที่ถูกอธิบาย และถูกสั่งสอนแก่นแท้ของอิสลามคือ ท่านนบีมุหัมมัดเพียงคนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นบุคคลใดที่ต้องการเข้าใจอิสลาม หรือต้องการรู้ถึงแก่นแท้ของอิสลามจำเป็นจะต้องศึกษาอิสลามจากท่านนบีมุหัมมัดเพียงผู้เดียวเท่านั้น (ส่วนกรณีที่ท่านนบีมุหัมมัดเสียชีวิตไปแล้วมุสลิมในยุคหลังๆก็ต้องศึกษาจากจากอัลกุรฺอาน และสุนนะฮฺ (อ่านว่า ซุน-น๊ะฮฺ หมายถึง แบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัด) ดังนั้นบุคคลใด หรือองค์กรใดที่ออกมาอ้างว่าตนเองจะต้องศึกษาอิสลามโดยผ่านบุคคลอื่น หรือต้องศึกษาผ่านศาสนาอื่นเสียก่อน แล้วจึงจะเข้าใจอิสลามอย่างลึกซึ้งนั้น จึงเป็นคำกล่าวมีผิดอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าบุคคลที่กล่าวนั้นจะเป็นมุสลิมก็ตาม  ดังคำยืนยันจากคัมภีร์อัลกุรฺอ่านที่ตรัสไว้ว่า “และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด (คืออัลลอฮฺจะไม่ทรงรับศาสนานั้นจากเขาเป็นอันขาด) และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน" สูเราะฮฺ (บท) อาลิอิมรอน (ชื่อบท), อายะฮฺ (ส่วน) ที่ 85, ซึ่งสอดคล้องกับท่านอิบนุ อับบาสที่กล่าวไว้ว่า “الإسلام يعلو ولا يعلى    ” ความว่า “แท้จริงอิสลามนั้นสูงส่ง และไม่มีสิ่งใดสูงส่งเกินอิสลามอีกแล้ว” (บันทึกโดยบุคอรีย์)  

 

            ข้อมูลที่ 2

            “คำว่า อัลเลาะหฺ มีพยัญชนะหลัก 3 ตัว คือ อ.ล.ห. ส่วนพยัญชนะของ อรหัต ได้แก่ อ.ร.ห. ล.ลิง ทางซีกโลกตะวันตกจะมาเป็น ร. เรือ ทางซีกโลกตะวันออก เช่น Elephant ซึ่งแปลว่าช้างมาเป็น เอราวัณ อาลี แปลว่า สูงส่ง ก็ตรงกับอารีย ในอริยสัจ

            เรื่องทางภาษานี้ ข้าพเจ้าเคยชี้แจงมาแล้ว ที่นำมาพูดอีกก็เพื่อท่านที่ยังไม่เคยได้ยินด้วยหลักการดังกล่าว อัลเลาะหฺ ก็คือ อรหัต นั่นเอง เป็นแต่อัลลอหฺ ใช้ในความหมายกว้างกว่าคำ อิลาห ในลาอิลาห แปลว่า สิ่งเคารพ ลา แปลว่า ไม่ให้ หรือห้าม

            มุสลิมส่วนมากเข้าใจว่า อิลาห หมายถึง สรรพสิ่งรอบข้าง เช่น รูปปั้น ต้นไม้และอื่นๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะหมายถึงความยึดถือในสิ่งนั้นๆ ซึ่งอยู่ในใจคนมากกว่าอะไรที่เป็นวัตถุภายนอก เช่น อนุสาวรีย์ ต้นไม้ มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใด

            เมื่อคนไปยึดถือสิ่งเหล่านั้น ก็จะกลายเป็นสิ่งเคารพขึ้นมาทันที ถ้าคนไม่ไปเกาะติดยึดถือ มันก็ไม่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ พอคนไปยึดถือมันเข้า ก็กลายเป็นของมีอำนาจในความรู้สึกของคน มิใช่ตัวมันมีอำนาจเอง แต่คนหยิบอำนาจให้แก่มัน อิลาห จึงมิได้หมายถึงสิ่งที่ยึดถือภายนอก แต่หมายถึงความยึดถือในใจของคนต่างหาก ลาอิลห จึงควรจะตีความว่าไม่ให้มีความยึดถือ เมื่อแปลความหมายของประโยคจะได้ความดังนี้ ลาอิลาหอิลลอลลอห คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นภาวะแห่งอัลลอห หรือ อรหัต มันตรงกับหัวใจของพุทธศาสนาที่ห้ามการยึดมั่นถือมั่น

            เมื่อเป็นดังนี้ จะมิให้ข้าพเจ้ากล่าวว่า หัวใจของพุทธศาสนาตรงกับหัวใจของอิสลามได้อย่างไร?” (หน้า 17-18)

 

            ชี้แจงข้อเท็จจริง

            (กรุณาอ่านต่อภาคสอง)