บิดเบือนอิสลามอีกแล้ว
!
(ตอนที่2)
สู่สันติภาพถาวร
ผ่านพุทธ คริสต์ อิสลาม ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์
โดย หัจญี ประยูร วทานยกุล
และสุพจน์ ด่านตระกูล
พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 1 สิงหาคม
พ.ศ. 2548
จัดพิมพ์โดย
สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย)
โทรศัพท์ 02-525-2266
ต่อจากภาคที่หนึ่ง
ข้อมูลที่ 2
คำว่า อัลเลาะหฺ มีพยัญชนะหลัก 3 ตัว คือ
อ.ล.ห. ส่วนพยัญชนะของ อรหัต ได้แก่ อ.ร.ห. ล.ลิง ทางซีกโลกตะวันตกจะมาเป็น ร.
เรือ ทางซีกโลกตะวันออก เช่น Elephant ซึ่งแปลว่าช้างมาเป็น เอราวัณ อาลี แปลว่า สูงส่ง
ก็ตรงกับอารีย ในอริยสัจ
เรื่องทางภาษานี้ ข้าพเจ้าเคยชี้แจงมาแล้ว
ที่นำมาพูดอีกก็เพื่อท่านที่ยังไม่เคยได้ยินด้วยหลักการดังกล่าว อัลเลาะหฺ ก็คือ อรหัต
นั่นเอง เป็นแต่อัลลอหฺ ใช้ในความหมายกว้างกว่าคำ อิลาห
ใน ลาอิลาห แปลว่า สิ่งเคารพ ลา แปลว่า ไม่ให้ หรือห้าม
มุสลิมส่วนมากเข้าใจว่า
อิลาห หมายถึง สรรพสิ่งรอบข้าง เช่น รูปปั้น
ต้นไม้และอื่นๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะหมายถึงความยึดถือในสิ่งนั้นๆ
ซึ่งอยู่ในใจคนมากกว่าอะไรที่เป็นวัตถุภายนอก เช่น อนุสาวรีย์ ต้นไม้
มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใด
เมื่อคนไปยึดถือสิ่งเหล่านั้น
ก็จะกลายเป็นสิ่งเคารพขึ้นมาทันที ถ้าคนไม่ไปเกาะติดยึดถือ
มันก็ไม่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ พอคนไปยึดถือมันเข้า
ก็กลายเป็นของมีอำนาจในความรู้สึกของคน มิใช่ตัวมันมีอำนาจเอง
แต่คนหยิบอำนาจให้แก่มัน อิลาห จึงมิได้หมายถึงสิ่งที่ยึดถือภายนอก
แต่หมายถึงความยึดถือในใจของคนต่างหาก ลาอิลห
จึงควรจะตีความว่าไม่ให้มีความยึดถือ เมื่อแปลความหมายของประโยคจะได้ความดังนี้ ลาอิลาหอิลลอลลอห คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นภาวะแห่งอัลลอห
หรือ อรหัต
มันตรงกับหัวใจของพุทธศาสนาที่ห้ามการยึดมั่นถือมั่น
เมื่อเป็นดังนี้
จะมิให้ข้าพเจ้ากล่าวว่า หัวใจของพุทธศาสนาตรงกับหัวใจของอิสลามได้อย่างไร? (หน้า 17-18)
ชี้แจงข้อเท็จจริง
ข้อที่หนึ่ง
ผู้เขียนขออธิบายนามของพระองค์อัลลอฮฺเสียก่อน
นามของพระเจ้าในศาสนาอิสลามนั้นมีหลายพระนามด้วยกัน
แต่ที่รู้จักเป็นอย่างดีคือพระนามว่า อัลลอฮฺ ( الله อ่านว่า อัล-ลอฮฺ)
ซึ่งพระนามนี้เป็นคำเฉพาะที่ไม่มีการผสมทางด้านรากศัพท์ภาษาอฺรับ
แต่เป็นคำที่ชี้เฉพาะนามของพระเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นบุคคลใดที่แยกคำว่า อัลลอฮฺ
ว่ามาจากแหล่งใดนั้น
นั่นก็ถือว่าเป็นการอธิบายที่มาจากความคิดของบุคคลผู้หนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นการอธิบายจากบทบัญญัติของอิสลามเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น การที่หนังสือ สู่สันติภาพถาวร ผ่านพุทธ คริสต์ อิสลาม
ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์ อธิบายว่า
พระนามของพระเจ้าในอิสลามหมายถึง คำว่า
อัลเลาะหฺ มีพยัญชนะหลัก 3 ตัว คือ อ.ล.ห. ส่วนพยัญชนะของ อรหัต ได้แก่
อ.ร.ห. ล.ลิง ทางซีกโลกตะวันตกจะมาเป็น ร. เรือ ทางซีกโลกตะวันออก เช่น Elephant ซึ่งแปลว่าช้างมาเป็น เอราวัณ อาลี แปลว่า
สูงส่ง ก็ตรงกับอารีย ในอริยสัจ
ซึ่งการอธิบายข้างต้นไม่ใช่เป็นการอธิบายตามบทบัญญัติของอิสลามอีกเช่นกัน
แต่เป็นการอธิบายในทัศนะของผู้เขียนเล่มดังกล่าวทั้งสิ้น
ซึ่งหากเป็นความเข้าใจของตนเองโดยมิได้เผยแพร่ก็พอทำเนา
แต่นี้อธิบายเผยแพร่ตีพิมพ์เป็นหนังสือจำหน่ายยังสาธารณชน
นั่นก็เท่ากับว่าหนังสือเล่มนั้นกำลังให้ผู้ที่กำลังจะศึกษาอิสลามเข้าใจอิสลามผิดไปจากบทบัญญัติที่แท้จริง
หรือทำให้มุสลิมที่มีพื้นฐานทางศาสนาน้อยก็จะเข้าใจผิดอิสลามอย่างบิดเบือนได้เช่นกัน ใช่แต่เท่านั้น
พระองค์อัลลอฮฺนั้นเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก
เช่นนั้นหลักศรัทธาแห่งบทบัญญัติของอิสลามจึงยึดมั่นว่าพระองค์อัลลอฮฺไม่ทรงเสมอเหมือนผู้ใด
หรือเสมือนสิ่งใด และไม่มีผู้ใด หรือสิ่งใดที่เสมอเสมือนพระองค์
ดังนั้นการตีความนามของอัลลอฮฺให้พระองค์ทรงเหมือน หรือเทียบเท่าอรหัต (หมายถึง
ความเป็นพระอรหันต์) ดั่งสำนวนที่ว่า เรื่องทางภาษานี้ ข้าพเจ้าเคยชี้แจงมาแล้ว
ที่นำมาพูดอีกก็เพื่อท่านที่ยังไม่เคยได้ยินด้วยหลักการดังกล่าว อัลเลาะหฺ ก็คือ อรหัต นั่นเอง เป็นแต่อัลลอหฺ ใช้ในความหมายกว้างกว่าคำ อิลาห ใน ลาอิลาห แปลว่า สิ่งเคารพ ลา แปลว่า
ไม่ให้ หรือห้าม จึงถือว่าเป็นการตีความที่หลงผิด
(เฎาะลาละฮฺ),
และห่างไกลจากสัจธรรมแห่งอิสลามอย่างไม่น่าอภัยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการอธิบายเช่นนั้นเป็นการบิดเบือนอิสลามอย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งไม่ว่าผู้อธิบายจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาบิดเบือนก็ตาม
แต่ข้อความที่อธิบายเช่นนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบแห่งอิสลาม
อีกทั้งยังเป็นการทำลายอิสลามทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย
อนึ่ง
ลองพิจารณาคำว่า อรหัต, อรหัต หมายถึง ความเป็นพระอรหันต์ คือผลแห่งผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา
(พระอรหันต์ หมายถึง ผู้สำเร็จธรรมพิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา, ผู้บรรลุพระนิพพาน,
พระพุทธเจ้า)1
ฉะนั้นการที่ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวอธิบายว่า พระองค์อัลลอฮฺ ก็คือ อรหัต
หรือ พระองค์อัลลอฮฺก็ไม่ต่างกับผู้สำเร็จธรรมวิเศษ เช่นผู้บรรลุพระนิพพาน
หรือพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งเป็นการตีความ หรืออธิบายนามของพระเจ้าที่ออกนอกกรอบของอิสลามที่รุนแรงที่สุดเท่าที่พบว่ามีการบิดเบือนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเลยทีเดียว
ผู้เขียนชี้แจงมาก่อนหน้านี้แล้วว่า พระองค์อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงเหมือนผู้ใดหรือสิ่งใด
อีกทั้งก็ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดเสมอเสมือนพระองค์อัลลอฮฺ
เช่นนั้นบัญญัติของศาสนาจึงไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดที่จะอธิบายถึงคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺให้เสมือนสิ่งอื่น
หรือบุคคลอื่น ดั่งอัลกุรฺอานที่ตรัสไว้ว่า و لم يكن له كفوا أحد ความว่า และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ สูเราะฮฺ (บท) อัลอิคลาศ (ชื่อบท) อายะฮฺ (ส่วนที่) 4,
จากสำนวนของอัลกุรฺอานข้างต้นอธิบายได้ว่า ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดเสมอเหมือน
หรือเทียบเท่าพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปร่าง หรือคุณลักษณะ
หรือการกระทำก็ตาม
ท่านอิบนุกะสีรฺ (นักอธิบายอัลกุรฺอาน) กล่าวว่า พระองค์ทรงกรรมสิทธิ์
และทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นจะมีผู้ใด
หรือสิ่งใดที่พระองค์ทรสร้างเสมอเหมือน หรือเทียบเท่ากับพระองค์อัลลอฮฺได้อย่างไร?
อีกทั้งคัมภีร์อัลกุรฺอานตรัสไว้ว่า
لكم دينكم ولي دين ความว่า
สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน
และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน สูเราะฮฺ (บท) อัลกาฟิรูน
(ชื่อบท) อายะฮฺ (ส่วนที่) 6, ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า อิสลามได้ระบุไว้อย่างชัดเจน
ไม่คลุมเครือว่าด้วยเรื่องของศาสนาอื่น ที่แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันไป
อิสลามก็มีความเชื่ออย่างอิสลาม ส่วนพุทธ,คริสต์,ฮินดู ฯลฯ
ก็มีความเชื่อในแบบฉบับของตนเอง ด้วยเหตุนี้ความเชื่อ หรือพิธีกรรมของศาสนาอื่น
เขาก็พึงปฏิบัติ และพึงเชื่อไปตามนั้น
ส่วนอิสลามก็เชื่อและปฏิบัติไปตามวิถีแห่งอิสลาม เช่นนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มีบุคคลใดจะนำความเชื่อ หรือหลักการของศาสนาอื่นมาอธิบายหลักการความเชื่อของอิสลาม,
พระองค์อัลลอฮฺ คือพระองค์อัลลอฮฺ
แม้ว่ามนุษย์บนโลกนี้จะไม่เคารพภักดีพระองค์อัลลอฮฺแม้แต่คนเดียวก็ตามที,
พระองค์อัลลอฮฺก็ทรงเป็นพระองค์อัลลอฮฺอยู่ตลอดไป และพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ
เป็นหนึ่งไม่มีผู้ใดเสมอเสมือนพระองค์
นี่คือหลักการของอิสลามซึ่งไม่ต้องนำความเชื่ออื่นมาอธิบายเปรียบเทียบพระองค์อัลลอฮฺอีกแล้ว
เพราะนี่คือความเชื่อของมุสลิม
ซึ่งมุสลิมก็ต้องปฏิบัติไปตามความเชื่อนั้นอย่างเคร่งครัด
และยอมรับความเชื่อนั้นอย่างสิโรราบ ส่วนความเชื่อของศาสนาอื่น นั่นก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่ปฏิบัติไปตามความเชื่อของศาสนาที่ตนเองยึดถือไว้
ข้อที่สอง
หนังสือ
สู่สันติภาพถาวร ผ่านพุทธ
คริสต์ อิสลาม ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์ อธิบายว่า มุสลิมส่วนมากเข้าใจว่า อิลาห หมายถึง
สรรพสิ่งรอบข้าง เช่น รูปปั้น ต้นไม้และอื่นๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะหมายถึงความยึดถือในสิ่งนั้นๆ
ซึ่งอยู่ในใจคนมากกว่าอะไรที่เป็นวัตถุภายนอก เช่น อนุสาวรีย์ ต้นไม้
มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใด
เมื่อคนไปยึดถือสิ่งเหล่านั้น
ก็จะกลายเป็นสิ่งเคารพขึ้นมาทันที ถ้าคนไม่ไปเกาะติดยึดถือ มันก็ไม่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้
พอคนไปยึดถือมันเข้า ก็กลายเป็นของมีอำนาจในความรู้สึกของคน
มิใช่ตัวมันมีอำนาจเอง แต่คนหยิบอำนาจให้แก่มัน อิลาห จึงมิได้หมายถึงสิ่งที่ยึดถือภายนอก
แต่หมายถึงความยึดถือในใจของคนต่างหาก ลาอิลห จึงควรจะตีความว่าไม่ให้มีความยึดถือ
เมื่อแปลความหมายของประโยคจะได้ความดังนี้ ลาอิลาหอิลลอลลอห คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นภาวะแห่งอัลลอห หรือ อรหัต
มันตรงกับหัวใจของพุทธศาสนาที่ห้ามการยึดมั่นถือมั่น
เมื่อเป็นดังนี้
จะมิให้ข้าพเจ้ากล่าวว่า หัวใจของพุทธศาสนาตรงกับหัวใจของอิสลามได้อย่างไร?
ข้อความข้างต้นถือว่าเป็นการอธิบายอิสลามที่ผิดเพี้ยน
และไม่ใช่คำสอนของอิสลามที่แท้จริง
ซึ่งผู้เขียนต้องอธิบายข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้อ่านได้ทราบถึงคำสอนที่แท้จริงของอิสลาม
กล่าวคือ ผู้เขียนขออธิบายคำกล่าวชะฮาดะฮฺ หมายถึงคำปฏิญาณที่มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องกล่าวปฏิญาณ
ทั้งนี้เพื่อแสดงการยืนยันว่าตนเองยอมรับพระองค์อัลลอฮฺเป็นพระเจ้า
และยอมรับท่านนบีมุหัมมัด เป็นรสูล (ผู้สื่อจากอัลลอฮฺ) โดยดุษฎี
สำนวนของคำปฏิญาณมีดั่งนี้ لا إله إلا الله อ่านว่า
ลา-อิ-ลา-ฮะ อิล-ลัล-ลอฮฺ แต่ละคำมีความหมายดั่งนี้ لا อ่านว่า ลา แปลว่า ไม่
(เป็นการปฏิเสธ), إله อ่านว่า อิลาฮะ แปลว่า พระเจ้า, إلا อ่านว่า อิลลา แปลว่า
ยกเว้น, الله อ่านว่า อัลลอฮฺ แปลว่า นามของพระเจ้า
ดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นการแปลคำปฏิญาณทางด้านภาษาเท่านั้น
แต่ทางด้านบทบัญญัติต้องให้ความหมายว่า لا معبود إلا الله
عز وجل หมายถึง
ไม่มีสิ่งที่ถูกเคารพภักดียกเว้นพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งเท่านั้น เพราะคำว่า إله อ่านว่า อิลาฮฺ
หมายถึง สิ่งที่ถูกเคารพ ฉะนั้นความหมายของชะฮาดะฮฺโดยรวมก็จะมีหมายความว่า
لا معبود إلا الله تعالى
وحده ความว่า ไม่มีสิ่งที่ถูกเคารพภักดี
ยกเว้นพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น
หรือหากจะอธิบายที่ละเอียดลงลึกไปอีกจะต้องอธิบายเพิ่มเติมความหมายของคำปฏิญาณได้อีกว่า
لا إله حق إلا
الله
ความว่า ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงยกเว้นพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น หรือจะหมายความว่า لا معبود حق إلا
الله عز وجل ความว่า ไม่มีสิ่งที่ถูกเคารพที่แท้จริงยกเว้นพระองค์อัลลอฮฺเพียงเองเดียวเท่านั้น
อนึ่งส่วนคำว่า
إله อ่าน อิลาฮฺ นั้นหมายถึง المعبودات หมายถึง สิ่งที่ถูกเคารพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บรรดารสูล (เช่นนบีอีซา
ที่บางกลุ่มของพวกนัศรอนีย์ ที่เคารพนบีอีซาเป็นพระเจ้า), บรรดามลาอิกะฮฺ,
บรรดาผู้ดำรงในศีลธรรม, ต้นไม้ต่างๆ, ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ (เช่น ชาวจีนบางกลุ่ม,
ชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มที่กราบไหว้ดวงจันทร์) หรืออื่นจากนี้ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อการเคารพภักดี
หรือกราบไหว้
ดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็นพระเจ้าที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อการเคารพภักดี
หรือถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นพระเจ้าจอมปลอมทั้งสิ้น ฉะนั้นพระเจ้าที่แท้จริงคือ
พระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น2และข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความหมายของคำปฏิญาณที่มุสลิมทุกคนจะต้องเข้าใจไปตามนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น
เนื้อหาของหนังสือ สู่สันติภาพถาวร
ผ่านพุทธ คริสต์ อิสลาม ถึงมาร์กซิสม์-เลนินิสม์ ซึ่งอธิบายคำปฏิญาณ
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
โดยให้หมายความว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นภาวะแห่งอัลลอฮฺ
จึงเป็นการอธิบายคำปฏิญาณ
ด้วยความหมายที่ผิดเพี้ยนจากความหมายเดิมของบทบัญญัติแห่งอิสลาม
ประเด็นนี้นี่เองที่สร้างความเสียหายให้แก่อิสลาม
เพราะผู้อ่านที่ไม่เข้าใจศาสนาอิสลามก็จะเข้าใจประโยคหลักผิดเพี้ยนจากคำสอนเดิมของอิสลาม
และเป็นประโยคที่มุสลิมทุกคนจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้อีกด้วย
ฉะนั้นเมื่อเข้าใจประโยคพื้นฐานแห่งความศรัทธาผิดไป นั่นก็ย่อมหมายรวมว่า
หลักศรัทธาของผู้นั้นไม่สมบูรณ์นั่นเอง,
หากผู้อ่านเปรียบเทียบความหมายของประโยคที่ว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ที่ผู้เขียนอธิบายมาก่อนหน้านี้ กับคำอธิบายของหนังสือเล่มดังกล่าวนั้นเป็นคนละเรื่อง
คนละประเด็นกันเลย, ใช่แต่เท่านั้น
หนังสือเล่มดังกล่าวยังเปรียบเทียบสิ่งที่ไม่ควรจะเปรียบเทียบกับความเชื่อของศาสนาอื่น
โดยให้ความหมายประโยคปฏิญาณที่ว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ หมายถึง ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นภาวะแห่งอัลลอห หรือ
อรหัต มันตรงกับหัวใจของพุทธศาสนาที่ห้ามการยึดมั่นถือมั่น, เมื่อเป็นดังนี้
จะมิให้ข้าพเจ้ากล่าวว่า หัวใจของพุทธศาสนาตรงกับหัวใจของอิสลามได้อย่างไร?
ผู้ที่เป็นมุสลิมไม่สามารถที่จะกล่าวประโยคข้างต้นได้เลย
ผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจจริงๆว่า ทั้งๆที่อัลกุรฺอานได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า
ศาสนาของผู้อื่น แนวความเชื่อของศาสนาอื่น นั่นเป็นสิทธิแห่งความเชื่อของศาสนา
หรือบุคคลนั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับอิสลามเลยแม้แต่น้อย
แต่ทำไมยังมีมุสลิมกล้าที่จะประกาศให้สาธารณะชนได้รู้ว่าอัลลอฮฺ ก็คือ อรหัต
(หรืออรหันต์) นั่นหมายถึง การไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะคำปฏิญาณที่ว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดเว้นแต่อัลลอฮฺเท่านั้น ในทัศนะของหนังสือเล่มนั้น หมายถึง
การไม่ติดยึดสิ่งใดไม่ใช่พระเจ้าภายนอก ไม่ใช่รูปปั้น ไม่ใช่ต้นไม้
แต่เป็นภาวะที่ไม่ติดยึดต่างหาก และการไม่ติดยึดคือภาวะแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับอรหันต์
เพราะอรหันต์คือผู้สำเร็จธรรมพิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา, ผู้บรรลุพระนิพพาน
หรือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ไม่ติดยึดสิ่งใดเช่นกัน,
การอธิบายเช่นนั้นผู้เขียนฟันธงได้เลยว่า เป็นการอธิบายคำปฏิญาณ
หรืออธิบายหลักการอิสลามอย่างผิดเพี้ยน, บิดเบือน และสร้างความเสียหายให้แก่อิสลามอย่างน่าไม่ต้องสงสัย,
พระองค์อัลลอฮฺทรงเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก
ฉะนั้นพระองค์อัลลอฮฺจะไม่เปรียบเทียบกับสิ่งใด หรือคุณลักษณะใดทั้งสิ้น
แม้ว่าจะเปรียบเทียบคุณลักษณะหนึ่งของพระองค์อัลลอฮฺก็ตามที (ซึ่งอธิบายมาแล้วก่อนหน้านี้) ฉะนั้นความผิดเพื้ยนของอิสลามจากหนังสือเล่มดังกล่าวนั้นผู้เขียนไม่รู้ว่าได้เผยแพร่ไปกว้างไกลถึงแห่งหนตำบลใด
ยิ่งเผยแพร่ไปกว้างไกลเพียงใด อิสลามก็ยิ่งถูกบิดเบือนมากขึ้นเท่านั้น
(กรุณาอ่านต่อภาคสาม)
1หนังสือ
พจนานุกรมไทย ฉบับ พิสดาร โดย สมพร เจริญพงศ์
2หนังสือ
ฟิกฮุลอิบาดาต หน้า 20-21 โดย
เชคมุหัมมัด บุตรศอลิหฺ อัลอุษัยมีน