พ่อมิ่ง
โดย ศุภวิทย์ บุญมา
สถานการณ์ความรุนแรงใน ๔
จังหวัดชายแดนภาคใต้มิเพียงดำเนินอยู่ต่อไป
หากยังสะสมความรุนแรงและความหวาดระแวงอย่าต่อเนื่อง
มันเป็นผลจากปฎิกิริยาตอบโต้ระหว่างฝ่ายที่ถูกกระทำกับฝ่ายที่กระทำ
มันเป็นการยากที่คนต่างพื้นที่จะซึมทราบรสชาดของความหวาดกลัวและความหวาดระแวงที่แท้จริง
คนนอกพื้นที่รับรู้แต่เพียงภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและถูกเจือปนด้วยความรู้สึกชาตินิยมคับแคบ
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นถูกอธิบายโดย
การเอาความเท็จมาปิดบังความจริง และบางกรณีเป็นการสร้างเรื่องที่เป็นเท็จให้เป็นความจริง
นี่คือชะตากรรมที่พี่น้องประชาชนทุกเชื้อชาติ
ศาสนาต้องแบกรับ
การประกาศกฎอัยการศึกเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอจะนะ
และอำเภอเทพา ในจังหวัดสงขลาถูกอธิบายว่ากฏหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมไม่ถึง
แต่ในอีกด้านหนึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐที่ไม่สามารถควบคุมและจำกัดสถานการณ์ก่อความไม่สงบให้อยู่ภายในปริมณฑลของ
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะมีการวางกำลังของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงกว่า 3
หมื่นคน มันคือความล้มเหลว และมีความเป็นไปได้เพียงใดที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบจำกัดอยู่แต่เฉพาะในเทพาและจะนะเท่านั้น
ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ความรุนแรงบางลักษณะที่เกิดขึ้น
จะแลเห็นการอธิบายที่เอาความเท็จมาปิดปังความจริงได้มากยิ่งขึ้น
นายสะรียะ เจ๊ะมะครูสอนศาสนาโรงเรียนวัฒนธรรม
อิสลามพ่อมิ่ง ต.พ่อมิ่ง อ.ปานาเระ
ถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา คนต่างพื้นที่ต่างสรุปว่าเป็นการฆ่ารายวันไม่มีสาระสำคัญที่ควรใส่ใจ
แต่กรณีการฆ่าพระ เด็กวัด
เผากุฎิ
และการบุกเข้าทำลายรูปบูชาในอุโบสถ์เสมือนเป็นวิกฤติแห่งชาติมีการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ
อย่างครึกโครมคนในพื้นที่ต่างตระหนักถึงปฎิบ้ติการตอบโต้ของทั้งสองฝ่าย
เพราะครูสอนศาสนาในศาสนาอิสลามมีสถานะเช่นเดึยวกับพระในพุทธศาสนา
แต่คนต่างพื้นที่ต่างศาสนาไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกที่อ่อนไหวเช่นนี้ได้
พวกเขาไม่ผิดที่ไม่รู้
เพราะรัฐไม่ได้สอนพวกเขา
ในทำนองเดียวกันคนในพื้นที่ก็ไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้
เพราะความกลัวมีอยู่รอบต้วไม่อาจไว้วางใจใครได้นอกจากแสดงความเสียใจอยู่ภายใน
เพราะตระหนักรู้ว่าแม้ในยามสงครามอิสลามก็ห้ามการฆ่าฟันนักบวชต่างศาสนา
ในที่สุดความจริงได้ถูกเปิดออกด้วยความกล้าหาญของสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ มีสารัตถะที่สำคัญคือ
มีการสังหารครูสอนศาสนาโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามพ่อมิ่ง
ต.พ่อมิ่ง อ.ปานาเระ การสังหารพระภิกษุสงฆ์
เด็กวัยรุ่น เผากุฎิ วัดพรหมประสิทธิ ต.บ้านนอก อ.ปานาเระ
สมาคมฯและพี่น้องมุสลิมรู้สึกเสียใจและกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
เพราะการกระทำที่โหดร้าย เป็นการกระทำที่ผิดหลักคำสอนของทุกศาสนา
การพูดความจริงคือการญิฮาดที่ดีที่สุด
เราไม่อยากอยู่อย่างนี้ต่อไป จะแก้ปัญหานี้ได้เราต้องร่วมกันรับผิดชอบ
โดยสันติวิธี ใช้ทุกแนวทางศาสนา
ร่วมคิด ร่วมแก้ไข การกระทำที่ไร้มนุฯษธรรมต้องหมดสิ้นไป
ความระหว่างบรรทัดได้อธิบายความจริงที่ชัดเจน
เพราะการกดขี่นั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า
นี่คือแรงกระทำโต้กลับต่อความการกดขี่ที่ได้รับ
เหตุการณ์ล่าสุดที่บ้านกะทอง
ต.บองอ อ.ระแงะ
จ.นราธิวาสล้วนดำเนินไปในวิถีทางเดียวกันมีการอธิบายเบื้องหลังเหตุการณ์ทีต่างกันระหว่างคนของรัฐกับประชาชนในที่เกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐในพื้นที่ทั้งทหาร
ตำรวจ และพลเรือนต่างยกเหตุผลมาอธิบายว่า
เป็นการฆ่าตัดตอนของกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยกันเอง และกระทำการอย่างเหี้ยมโหด
แต่นั่นเป็นการพูดของเจ้าหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ไม่มีการยืนยันด้วยหลักฐานใดๆ
แต่ภาพที่สะท้อนผ่านศูนย์ข่าวอิศรา
สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้นแฝงนัยแห่งคว่มเจ็บปวด
เราจะไม่อาบน้ำศพแล้ว เนื่องจากมีศพจำนวนมาก
เราเองก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะอาบน้ำศพ
(
รายละเอียดทั้งหมดหาดูได้จาก www.tjanews.org
)
นับเป็นรางวัลตอบแทนสูงสุดสำหรับบรรดาผู้สูญเสีย
ด้วยการเอาคราบเลือดเป็นพยานยืนยันต่อองค์อัลลอฮฺเพื่อการเข้าสวรรค์ และเป็นสิ่งยืนยันต่อความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับ
การฆ่ายกครอบครัวอาแวบือซา
เสมือนเป็นการ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
และกาลเวลาข้างนี้ ความรุนแรงเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างจงใจ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ณ
วันฟื้นคืนชีพ อัลลอฮฺจะเป็นโยนบรรดาผู้ที่กล่าวเท็จ บิดเบือน กล่าวร้าย
และกระทำการเข่นฆ่าสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมเหล่านั้นลงนรกอย่างแน่นอน
อาจกล่าวได้ว่า ไม่มียุคสมัยใดที่สังคมไทยเกิดการบาดเจ็บ
ลัมตายมากเท่ากับยุคปัจจุบัน ที่อาจเรียกได้ว่ามันเป็น ยุคญาฮีลียะฮ อย่างแท้จริง