ไม่มีทางที่จะเป็นพระเจ้าไปได้!
(The God That
Never Was)
โดย : อันศอร
สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้
จะเป็นบทพิสูจน์เพื่อให้คนบางกลุ่มได้เข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เยซูจะเป็นพระผู้เป็นเจ้า
หรือจะมีส่วนร่วมกับคุณลักษณะต่างๆที่มี ณ. พระผู้เป็นเจ้า
ตามหลักความเชื่อของคนบาง กลุ่ม มีความเชื่อว่าพระเจ้ามีการแบ่งภาคเป็น
สามภาคด้วยกัน ซึ่งอาจจะเรียกว่า พระบิดา พระบุตรและพระจิต
โดยที่พวกเขามีความเชื่อกันว่า ทั้งพระบิดา พระบุตร
และพระจิตนั้นจะมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันทุกประการ
พระบิดามีคุณลักษณะอย่างไร พระบุตรและพระจิตจะต้องมีคุณลักษณะนั้นด้วย
โดยจะเหมือนกันทุกประการ โดยตามความเชื่อของพวกเขาแล้ว พระบิดาคือพระเจ้า
พระบุตรก็คือพระเจ้า
และพระจิตก็เป็นพระเจ้า
นั้นคือ พระเจ้า+พระเจ้า+พระเจ้า
แต่กระนั้นก็ไม่ใช่สามองค์แต่ป็นหนึ่งองค์
เพียงแต่แบ่งออกเป็น สามภาคเท่านั้น แต่กระนั้นทั้งสามภาคที่แบ่งออกมานี้ก็มีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันทุกประการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
คนกลุ่มนี้เชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่ใช่ สององค์หรือ สามองค์
เพียงแต่ว่าได้แบ่งภาคเป็น สาม ภาค คือแบ่งออกเป็น พระบิดา พระบุตร และพระจิต ข้อย้ำว่าคนกลุ่มนี้เชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น
เพราะถ้าไม่เชื่อเช่นนั้นก็จะไปขัดกับคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยทันทีที่ได้กล่าวไว้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนว่า
โอ
คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์เดียว
(พระราชบัญญัติ 6:4)
พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า
"พระบัญญัติซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า
โอ
คนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว
(มาระโก 12:29)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี้เป็นเพียงความเชื่อที่แม้แต่คัมภีร์ไบเบิ้ลก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้
ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ล ทั้งพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ ที่มีคำว่า ไตรภาคี
หรือที่เรียกว่า ตรีเอกานุภาพ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษโดยใช้คำว่า Trinity และก็ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีกล่าวเอาไว้ว่า
พระผู้เป็นเจ้าได้แบ่งภาคเป็นสามภาค คือพระบิดา พระบุตร และพระจิตหรือพระวิญญาน
และก็ไม่มีสักที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกเช่นกันข้อย้ำไม่มีสักแห่งเดียวที่ซึ่งเยซูอ้างว่าตัวเองเป็นทั้งมนุษย์และในขณะเดียวกันก็เป็นพระเจ้าด้วย
ไม่มีปรากฏเลยสักที่เดียว ถ้าจะมีที่ใกล้เคียงที่สุดก็ดูเหมือนว่าจะเป็นบทของ 1John 5:7 ที่มีระบุว่า
For there are three that bear record in
heaven, the Father, the Word, and the Holy Ghost: and these three are one (1John 5:7)
ซึ่งมีความหมายภาษาไทยดังนี้
เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์
คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน ( 1 ยอห์น 5:7)
( http://thaipope.org/webbible/62_005.htm)
คัมภีร์ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ยกมาข้างต้นนั้นเป็นของฉบับ King James Version (KJV)
แต่กระนั้น 1John 5:7 นี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยถูกพิจารณาว่าเป็นคำพูดที่แปลกปลอมและถูกใส่เข้ามาในคัมภีร์ไบเบิ้ล
ไม่ใช่คำพูดที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคำพูดของพระเจ้าจริงๆ ด้วยเหตุนี้ 1
John 5:7 นี้จึงถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ล เนื่องจากเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา
แต่ถ้าเราไปตรวจสอบดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาอังกฤษของ King James Version
(KJV) ก็จะพบว่า 1 John 5:7 มีปรากฏอยู่
แต่เมื่อไปตรวจสอบดูฉบับของ Revised
Standard Version (RSV) ก็จะพบว่า 1 John 5:7
ได้ถูกตัดออกไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีการบอกกล่าวให้รู้กันเลย สำหรับ
คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับของ (RSV) นี้
ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังชาวคริสเตียน
จำนวน 32 ท่าน
และการจัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับนี้ขึ้นมาก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักคิดต่างๆของชาวคริสเตียนถึง
50 สำนัก และสาเหตุที่
บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหลายเหล่านี้ได้จัดทำคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ
Revised Standard Version (RSV) นี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดจำนวนมากมายที่ไม่อาจละเลยได้ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่หนักหนาเอาการซึ่งพบใน
ฉบับคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ King
James Version (KJV)
และนี้คือฉบับของ Revised Standard Version (RSV) ในบทของ 1
John 5:7 เราจะพบข้อความต่อไปนี้
สังเกตุว่า บท 1 John 5:7 ระหว่าง ฉบับ King
James Version (KJV) และ ฉบับ Revised Standard Version (RSV)
เมื่อเทียบกันดูแล้วจะไม่เหมือนกัน
สรุปแล้วก็คือ
ข้อความของ:
ซึ่งมีความหมายภาษาไทยดังนี้
เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์
คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน
( 1 ยอห์น 5:7)
ได้ถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเรียบร้อยแล้วเนื่องจากเป็นข้อความที่แปลกปลอมเข้ามาและ
ไม่เพียงแต่ฉบับของ (RSV) เท่านั้นที่ได้ตัดข้อความของบท 1 ยอห์น 5:7 ออกไป แม้แต่ไบเบิ้ลภาษาอังกฤษฉบับอื่นๆที่เป็นที่นิยมของโลกที่ใช้กันอย่าง แพร่หลาย ก็ไม่มีข้อความนี้อยู่ด้วย เช่น
คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับ New
International Version (NIV) หรือฉบับของ New American
Standard Bible
และนอกจากนี้คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยบางฉบับก็ได้ตัดข้อความ
:
เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์
คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน
( 1 ยอห์น 5:7)
ออกไปแล้วโดยเมื่อไปตรวจสอบดูแล้วก็จะไม่พบข้อความดังกล่าว
เช่นในฉบับของ พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทย ภาคพันธสัญญาใหม่
พร้อมด้วยสดุดี และสุภาษิต ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ซึ่งจัดพิมพ์โดย
มูลนิธิ อาร์เธอร์เอส เดอมอส ปี
2004 และฉบับของ พระคริสตธรรมคัมภีร์
ซึ่งจัดพิมพ์โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย
ปี 2003 รวมทั้งฉบับ ของ พระคริสตธรรมคัมภีร์
ไทย-อังกฤษ จัดพิมพ์โดย
สมาคมพระคริสตธรรมไทย ( THAILAND BIBLE SOCIETY) พิมพ์ที่ เกาหลี เดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2004
เราจึงสรุปได้ว่า
ข้อความเดิมๆของ 1 ยอห์น 5:7 ที่ว่า
เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์
คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน
ได้ถูกตัดออกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว
หลังจากที่ตรวจสอบแล้วว่า เชื่อถือไม่ได้
เนื่องจากเป็นสิ่งที่แปลกปลอมถูกใส่เข้ามา และเมื่อไปตรวจสอบดู 1 ยอห์น 5:7
ในไบเบิ้ลหลายๆฉบับดูก็จะพบข้อความอื่นแทน
ดังนั้นเราจึงทราบได้ว่า
ความเชื่อที่ว่า
พระเจ้าทรงแบ่งภาคออกเป็นสามภาคนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้นและยังเป็นความเชื่อที่ไม่ได้รับการรับรองอีกทั้งไม่มีที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเสียด้วยซ้ำไป
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราระลึกถึงถ้อยคำของเยซูที่ได้พูดเป็นนัยไว้แล้วว่าโดยมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า
ผู้คนจะสักการะท่านโดยไร้ประโยชน์
อีกทั้งจะเชื่อในคำสอนที่ไม่ใช่เป็นคำสอนที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า
แต่เป็นคำสอนที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง แต่ถูกเหมารวมและกล่าวอ้างว่ามาจากพระเจ้า
เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า
(มัทธิว
15:9)
สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเป็นเครื่องพิสูจนืที่ได้มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเอง
ว่าพระเยซูหรือที่เรียกกันว่า พระบุตรนั้นไม่มีคุณลักษณะที่เหมือนกับพระบิดา
ดังนั้นพระเยซูก็คือพระเยซู พระบิดาก็คือพระบิดา ทั้งสองมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันและไม่ได้เป็นเสมือนเนื้อเดียวกัน ด้วยเหตุนี้การที่จะมาอ้างว่า
พระเยซูเป็นพระเจ้าที่อยู่ในร่างมนุษย์ นั้นก็จะเท่ากับว่ามีพระเจ้าสององค์ไปโดยปริยาย
(ซึ่งไม่มีใครยอมรับได้)
นั้นคือ
พระเจ้าที่เป็นพระบิดาที่มีลักษณะหรือสภาพเป็นวิญญาณแบบ
100%
องค์หนึ่ง และมีพระเจ้าที่เป็นมนุษย์มีเนื้อหนังกระดูก อีกองค์หนึ่ง
ทั้งนี้เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกไว้ชัดเจนว่า
พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ (ยอห์น 4:24)
และยิ่งไปกว่านั้นคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ยังได้แยกแยะไว้อย่างเห็นภาพได้ชัดว่า
มนุษย์ก็คือมนุษย์ พระเจ้าก็คือพระเจ้า ทั้งสองไม่เหมือนกันแต่อย่างใด
พระเจ้ามิใช่มนุษย์จึงมิได้มุสา
และมิได้เป็นบุตรของมนุษย์จึงไม่ต้องกลับใจ (กันดารวิถี 23:19)
และการที่จะกัดฟันบอกว่าพระเจ้ามีสององค์
นั้นคือ พระเจ้าแบบ 100% หนึ่งองค์ และพระเจ้าที่เป็นมนุษย์ 50% และเป็นวิญญาณอีก 50 % อีกหนึ่งองค์
ก็เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักความเชื่อที่มีอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล
และก็ไม่มีผู้ใดที่ได้ชื่อว่าเป็น คริสเตียนคนไหนจะยอมรับได้ว่ามีพระเจ้า
มากกว่าหนึ่งองค์ ทั้งนี้ก็เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกไว้อย่างไม่คลุมเครือว่า
โอ
คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์เดียว
(พระราชบัญญัติ 6:4)
พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า
"พระบัญญัติซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า `โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว
(มาระโก 12:29)
ข้อความต่อไปนี้จากคัมภีร์ไบเบิ้ลจะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า
พระเยซู (พระบุตร) นั้นไม่เหมือนกันกับ
พระเจ้า(พระบิดา)และพระบิดาก็ไม่มีคุณลักษณะอะไรที่เหมือนกับพระบุตร
และอีกทั้งจะยืนยันว่าพระเยซูเพียงเป็นมนุษย์เพียงคนหนึ่งเท่านั้นแต่ได้รับตำแหน่งการเป็นศาสดาให้มาเผยแพร่ศาสนาแต่เฉพาะในหมู่ชนที่เป็นยิวหรือวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น
ดั่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้
พระองค์ตรัสตอบว่า เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใด เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล
(มัทธิว
15:24)
But he answered and said, I
am not sent but unto the lost sheep of the house of Israel (Matthew 15:24)
สิบสองคนนี้พระเยซูทรงใช้ให้ออกไปและสั่งเขาว่า
"อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลดีกว่า
(มัทธิว 10:5-6)
These twelve Jesus sent
forth, and commanded them, saying, Go not into the way of the Gentiles, and
into any city of the Samaritans enter ye not: But go rather to the lost sheep
of the house of Israel (Matthew 10:5-6)
พระองค์จึงตรัสตอบว่า
"ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร (มัทธิว15:26)
But he answered and said, It
is not meet to take the children's bread, and to cast it to dogs (Matthew 15:26)
นอกจากนี้แล้วตัวของเยซูเองก็ยังได้ยืนยันว่าตัวเองเป็นมนุษย์ผู้ถูกส่งลงมาจากพระผู้เป็นเจ้าในถานะผู้เป็นศาสดาคนหนึ่ง
ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล
ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์
ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ
ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย
ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว (กิจการ 2:22)
"Ye men of
Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God
among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst
of you, as ye yourselves also know." (The Bible, Acts 2:22)
แม้แต่เปาโลก็ยังยืนยันสถานะภาพของเยซูไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ทิ้งข้อสงสัยใดๆไว้อีก
ด้วยเหตุว่า
มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์
(1 ทิโมธี 2:5)
ก่อนที่จะอ้างอิงหลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิ้ล
กระผมขอถามผู้ทุกๆท่านสักนิด สมมุติว่ามีชายอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อ สมชาย อีกคนหนึ่งชื่อ สมหวัง นายสมหวังคนนี้มักที่จะชอบอ้างอยู่เสมอว่า
นายสมชายคือพระเจ้าที่มาจุติในร่างมนุษย์โดยอ้างอย่างนั้นอย่างนี้
พูดอยู่เสมอว่านายสมชายคือพระเจ้า ทั้งๆที่ตัวนายสมชายเองก็ไม่เคยอ้างเลยว่าตัวเองคือพระเจ้า
แต่ในทางตรงกันข้าม กลับได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าตัวเองเป็นเพียงมนุษย์
ถามท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า ท่านจะเลือกเชื่อใครดีระหว่างตัวนายสมชายเอง
กับนายสมหวัง? ท่านจะเชื่อในความเป็นจริงที่ประจักษ์อยู่
หรือท่านจะเลือกเชื่อในคำพูดที่กล่าวมาลอยๆที่ขัดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ท่านจะเลือกเชื่อในสิ่งที่เจ้าตัวคือนายสมชายได้บอกเองหรือท่านจะเลือกเชื่อในสิ่งที่นายสมหวังได้อ้างเกี่ยวกับตัวนายสมชาย
แน่นอนที่สุดผู้ที่มีสติปัญญาย่อมคิดได้
เรามาเข้าประเด็นหลักกันเลย
เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า
พระเจ้าเป็นผู้ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เกิด
อีกทั้งไม่มีผู้ให้กำเนิด ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเยซู ที่ถูกให้กำเนิด
เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น
ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร
นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม
( ลูกา 2:6-7)
ครั้นพระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด
ดูเถิด มีพวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม (มัทธิว
2:1)
สิ่งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตัวของเยซูเองได้อยู่ในช่วงแห่งความไม่มี
(
Non-Existence) และมาสู่ความมีขึ้นโดยเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้
นั้นคือจากความไม่มีมาสู่ความมีขึ้น (From Non-Existence To Existence) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงจะไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้
พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงจะไม่สามารถที่จะถูกล่อลวงได้
เมื่อผู้ใดถูกล่อลวงให้หลง
อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า "พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้าให้หลง" เพราะว่าความชั่วจะมาล่อลวงพระเจ้าให้หลงไม่ได้
และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงผู้ใดให้หลงเลย (ยากอบ 1:13)
แต่ถ้าเราได้อ่านดูในไบเบิ้ลแล้วก็จะพบว่า
เยซูได้ถูกล่อลวงโดยมาร
ในทันใดนั้น
พระวิญญาณจึงเร่งเร้าพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร และซาตานได้ทดลองพระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดารนั้นถึงสี่สิบวัน
พระองค์ทรงอยู่ในที่ของสัตว์ป่า และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์ (มาระโก 1:12-13)
4:1 พระเยซูประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จกลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดาร
4:2 ทรงถูกพญามารทดลองถึงสี่สิบวัน ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว
พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร
4:3 พญามารจึงทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นขนมปัง"
4:4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
`มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำของพระเจ้า'"
4:5 แล้วพญามารจึงนำพระองค์ขึ้นไปยังภูเขาที่สูง สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์ทอดพระเนตร
4:6 แล้วพญามารได้ทูลพระองค์ว่า "อำนาจทั้งสิ้นนี้และสง่าราศีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน
เพราะว่ามอบเป็นสิทธิไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น
4:7 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด"
4:8 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "อ้ายซาตาน
จงถอยไปข้างหลังเรา เพราะมีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า `จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน
และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว'"
4:9 แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร
แล้วทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรพระเจ้า
จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด
4:10 เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า `พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน
ให้ป้องกันรักษาท่านไว้'
4:11 และ `เหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเท้าของท่านจะกระแทกหิน'"
4:12 พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า "มีคำกล่าวไว้ว่า
`อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน'"
4:13 เมื่อพญามารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปชั่วคราว (ลูกา4:1-13)
พระเจ้าที่แท้จริงนั้นจะไม่มีวันที่จะหิวและกระหาย
แต่เราพบว่าพระเยซูนั้นมีทั้งความหิวและกระหาย
และเมื่อพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว
ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร (มัทธิว 4:2)
ครั้นเวลาเช้าขณะที่พระองค์เสด็จกลับไปยังกรุงอีก
พระองค์ก็ทรงหิวพระกระยาหาร (มัทธิว 21:18)
หลังจากนั้นพระเยซูทรงทราบว่า
ทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จจึงตรัสว่า "เรากระหายน้ำ
(ยอห์น19:28)
พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการ
การพักผ่อนและไม่มีความเมื่อยล้า
ท่านไม่เคยรู้หรือ
ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก
พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ย หรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้
(อิสยาห์ 40:28)
แต่กระนั้นเราก็จะพบว่าเยซูมีคุณลักษณะที่ตรงกันข้าม
ดูเถิด
เกิดพายุใหญ่ในทะเลจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่ (มัทธิว 8:24)
เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ
และบังเกิดพายุกล้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมีอันตราย (ลูกา 8:23)
ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ
เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า "อาจารย์เจ้าข้า
ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่แล้ว ท่านไม่ทรงเป็นห่วงบ้างหรือ (มาระโก 4:38)
บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น
พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อยจึงประทับบนขอบบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง (ยอห์น
4:6)
พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงร้องไห้เสียใจ
แต่พระเยซูทรงร้องไห้โศกเศร้า
พระเยซูทรงพระกันแสง
(ยอห์น11:35)
พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรชายทั้งสองของเศเบดีไปด้วย
พระองค์ทรงเริ่มโศกเศร้าและหนักพระทัยยิ่งนักพระองค์จึงตรัสกับเขาว่า
"ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด (มัทธิว 26:37-38)
พระเยซูได้แยกออกไว้อย่างชัดเจนว่า
พระบิดานั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวของท่านเอง นี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า พระเจ้า(พระบิดา) นั้นไม่เหมือนเยซูและเยซูก็ไม่เหมือนพระเจ้าด้วย
ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า
`เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่านอีก' ถ้าท่านรักเรา
ท่านก็จะชื่นชมยินดีที่เราว่า `เราจะไปหาพระบิดา' เพราะพระบิดาของเราทรงเป็นใหญ่กว่าเรา (
ยอห์น14:28)
พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง
และไม่มีผู้ใดสามารถชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้ (ยอห์น 10:29)
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า
ทาสจะเป็นใหญ่กว่านายก็ไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่าผู้ที่ใช้เขาไปก็หามิได้
(ยอห์น13:16)
ข้ออ้างอิงที่จะยกมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลต่อไปนี้
จะเป็นสิ่งยืนยันด้วยคำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเอง ตามที่ปรากฏในไบเบิ้ลที่จะบอกให้เราได้รู้ว่า พระเยซูก็คือ พระเยซู พระผู้เป็นเจ้าก็คือพระผู้เป็นเจ้า
ทั้งสองนั้นแตกต่างกัน เยซูได้แยกตัวของท่านเองออกจาก พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง
เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้
เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง
แต่ตามพระประสงค์ของ พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา ( ยอห์น
5:30)
ผู้ที่ไม่รักเรา
ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
( ยอห์น14:24)
และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์
คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา
( ยอห์น17:3)
ดูเถิด
มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า
"ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้ (มัทธิว 19:16-17)
(ในเมื่อตัวเยซูเองปฏิเสธที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐแล้วนับภาษาอะไรกับการที่จะเรียกตัวเองว่าพระเจ้า)
มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า
`พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์
แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ (มัทธิว7:21)
พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า
"พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์"
ตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป (ลูกา 23:46)
( ก็ในเมื่อ
พระเยซู ได้ร้องเรียกอ่อนวอนต่อ พระเจ้า และเยซูจะเป็น พระเจ้าได้อย่างไร?)
พระเยซูตรัสกับเธอว่า "อย่าแตะต้องเรา เพราะเรายังมิได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา
แต่จงไปหาพวกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย
และไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย" (ยอห์น 20:17)
( เยซูบอกว่าท่านจะกลับไปหาพระเจ้า
แล้วตัวท่านจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?)
เรามิได้แสวงหาเกียรติของเราเอง
แต่มีผู้หาให้ และพระองค์นั้นจะทรงพิพากษา (ยอห์น 8:50)
และท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์
และพระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:23)
(ก็ในเมื่อตัวพระคริสเองก็เป็นของพระเจ้า
และเยซูจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไรล่ะครับ! )
เป็นที่ชัดเจนว่าเยซูได้แยกตัวองออกจากพระเจ้านั้นคือ
เยซูเป็นผู้รับคำสอนมาจากพระผู้เป็นเจ้าอีกทีหนึ่งเพื่อมาสั่งสอน
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้ว ท่านก็จะรักเรา
เพราะเรามาจากพระเจ้าและอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์นั้นทรงใช้เรามา
(ยอห์น8:42)
เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง
แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา (ยอห์น12:49)
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า
"คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
(ยอห์น7:16)
พระเยซูตรัสกับเขาว่า "อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ
(ยอห์น4:34)
เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์
มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
(ยอห์น6:38)
เป็นที่ชัดเจนว่าเยซูเป็นผู้ถูกใช้มาโดยพระผู้เป็นเจ้า
เพราะฉะนั้นผู้ถูกใช้และผู้ใช้จึงเป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน
ไม่มีความเหมือนกันแต่อย่างใด
ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงของพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง
แต่กระนั้นเราก็ได้รับรู้มาว่ามีผู้คนมากมายได้ยินเสียงของเยซู
ไม่เคยมีใครได้เห็นรูปร่างของพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไรแต่กระนั้นมีผู้คนจำนวนมากนับไม่ถ้วนที่ได้พบเห็นเยซู
และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์
( ยอห์น 5:37)
ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้าไม่ว่าเวลาใด
ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย
และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา (1 ยอห์น 4:12)
พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ
และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็น
และจะเห็นไม่ได้ พระเกียรติและฤทธานุภาพจงมีแด่พระองค์นั้นสืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
(1 ทิโมธี 6:16)
พระองค์จึงตรัสว่า
"เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้
(อพยพ 33:20)
พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด
แต่เราพบว่าเยซูอธิฐานขอต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยเหลือ
แล้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตกและทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน
ว่า "พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด
แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด
(ลูกา 22:41-42)
(ก็ในเมื่อเยซูเองก็ยังวิงวอนอ่อนวอนขอพรขอความช่วยเหลือต่อพระผู้เป็นเจ้า
แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เยซูเองจะเป็นพระเจ้าได้?)
พระเยซูกับเหล่าสาวกมายังที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี
และพระองค์ตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า "จงนั่งอยู่ที่นี่ขณะเมื่อเราอธิษฐาน
(มาระโก 14:32)
อยู่มาเมื่อคนทั้งปวงรับบัพติศมา
และพระเยซูทรงรับบัพติศมาด้วย ขณะเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็แหวกออก (ลูกา 3:21)
ต่อมาคราวนั้นพระองค์เสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน
และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง (ลูกา 6:12)
เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน
พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่ (ลูกา 22:44)
แล้วพระองค์เสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง
ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดิน อธิษฐานว่า "โอ
พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด
แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์
แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ (มัทธิว 26:39)
แต่พระองค์เสด็จออกไปในที่เปลี่ยว
และทรงอธิษฐาน (ลูกา 5:16)
(เยซูจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไรกันก็ในเมื่อตัวท่านเองก็ยังอ่อนวอนขอต่อพระเจ้า?
)
พระเจ้าที่แท้จริงนั้นทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งโดยไม่ต้องอาศัยการค่อยๆเรียนรู้จากประสบการณ์
แต่กระนั้นเราก็พบว่าพระเยซูมีคุณลักษณะที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า
พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา
ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย (ลูกา 2:52)
(สิ่งนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเยซูมีการพัฒนาทางด้านสติปัญญา
จากที่ไม่รู้ก็ค่อยๆได้เรียนรู้ )
ถ้าพระเยซูหรือที่เรียกกันว่าพระบุตรเป็นพระเจ้าที่อยู่ในรูปของมนุษย์เช่นนั้นจริง
แน่นอนพระบิดารู้อะไร
แม้แต่พระบุตรก็ต้องรู้ไปด้วยโดยอัตโนมัติเพราะทั้งพระบิดาและพระบุตรถือเป็นเนื้อเดียวกันเพียงแต่แบ่งภาคออกมาเท่านั้น
แต่กระนั้นเราก็พบว่า เยซูพูดไว้อย่างชัดเจน แยกแยะไว้ชัดเจนว่า
ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะไปล่วงรู้ถึงวันสิ้นโลกได้ พระบุตรก็ไม่รู้ พระจิตก็ไม่รู้
รู้แต่พระบิดาองค์เดียวเท่านั้น
นี้ก็แสดงให้เห็นว่าพระบุตรไม่มีคุณลักษณะที่พระบิดามี
ดังนั้นทั้งสองจึงไม่เหมือนกัน
แต่วันนั้นโมงนั้นไม่มีใครรู้
ถึงบรรดาทูตสวรรค์ในสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว (มาระโก 13:32)
พระเจ้าที่แท้จริงย่อมไม่อาจที่จะประทับหรืออาศัยอยู่บนโลกนี้ได้แต่กระนั้นเยซูก็ได้ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนโลกนี้เหมือนมนุษย์ทั่วไป
แต่พระเจ้าจะทรงประทับที่แผ่นดินโลกหรือ
ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงที่สุดยังรับพระองค์อยู่ไม่ได้ พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นจะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
(1 พงศ์กษัตริย์ 8:27)
พระเจ้าก็คือพระเจ้า
พระองค์จะไม่มีวันตกป็นทาสหรือบ่าวของผู้ใด แต่กระนั้นเราก็พบว่า
พระเยซูเป็นบ่าวผู้จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า
พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์ พระเยซูผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้แล้ว และได้ปฏิเสธต่อหน้าปีลาต เมื่อปีลาตตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป (กิจการ 3:13)
ความจริงในเมืองนี้ ทั้งเฮโรด และปอนทัสปีลาต กับพวกต่างชาติและชนชาติอิสราเอล ได้ชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว (กิจการ4:27)
(http://www.salathaila.com/Bible.html
)
และในถานะเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
พระเยซูก็ต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ถูกสั่งใช้มาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงได้รับความรักจากพระองค์
ถ้าท่านทั้งหลายรักษาบัญญัติของเรา
ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เรารักษาพระบัญญัติของพระบิดาเรา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์
(ยอห์น 15:10)
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดยอมได้ข้อสรุปและเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า
พระบิดานั้นไม่มีทั้งคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมือนกันกับพระบุตร(เยซู)
และพระบุตรก็ไม่มีคุณลักษณะใดที่เหมือนกับพระบิดาด้วย
ทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อมาถึงตอนนี้แล้วท่านผู้อ่านยังนึกถึงตัวอย่างระหว่างนาย
สมชาย และนาย สมหวังได้หรือเปล่าครับ? ถ้าจะมีใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นมาว่า
เยซูเป็นพระเจ้าแต่กระนั้นตัวของพระเยซูเองกลับกล่าวในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวอ้างนั้น
นอกจากนี้แล้วตัวของพระเยซูเองก็ยังได้แยกแยะออกอย่างชัดเจนระหว่างความเป็นมนุษย์
กับความเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง แน่นอนที่สุดคำพูดที่ออกมาจากปากของพระเยซูเองย่อมจะมีน้ำหนักมากกว่าคำกล่าวอ้างเช่นนั้นเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้เมี่อเราได้ศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้ง พันธ-สัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดดูแล้ว
เราจะไม่พบสักที่เดียวที่เยซูเป็นผู้พูดด้วยตนเองว่า เราคือพระเจ้า
หรือ จงเคารพสักการะเรา เราจะไม่พบคำพูดที่แบบตรงไปตรงมาเช่นนี้เลย
แต่ในทางตรงกันข้าม เราจะพบคำพูดที่ออกมาจากปากพระเยซูเอง
ที่พูดไว้อย่างไม่คลุมเครือว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ตัวเองเป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า
ตัวเองเป็นศาสดา
ตัวเองไม่มีความประเสริฐแต่พระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ที่ประเสริฐและอื่นๆดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น
ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายที่เชื่อและศรัทธาในเยซู
เกิดอะไรขึ้นกับจิตสำนึกของท่าน ที่ท่านเข้าใจไปคนละอย่างกับสิ่งที่เยซูได้บอกเอาไว้? เกิดอะไรขึ้นกับท่าน
ที่ท่านเข้าใจตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวของเยซูได้บอกเอาไว้?
สำหรับผู้มีสติปัญญาทั้งหลายแล้วสิ่งที่ได้หยิบยกอ้างอิงมาข้างต้นยอมเพียงพอแล้ว
และนี่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลเองได้กล่าวเอาไว้
จงพิสูจน์ทุกสิ่ง
สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น (1 เธสะโลนิกา 5:21)
เมื่อมาถึงตอนนี้บางท่านที่ไม่ใช่มุสลิมก็อาจจะเชื่อและยอมรับแล้วว่าเยซูไม่ใช่พระเจ้าและเป็นพระเจ้าไม่ได้ด้วย
แต่ ก็อาจจะมีบางท่านสงสัยคลางแคลงใจในบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวของเยซู นั้นคือ
ในเมื่อเยซูไม่ได้เป็นพระเจ้าแล้ว แต่ทำไมเยซูถึงถูกเรียกว่า lord ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล
ปัญหานี้จะหมดไปถ้าเราเป็นผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษซักนิด
และอ่านไบเบิ้ลอย่างวิเคราะห์ นั้นก็คือ คำว่า lord(พระผู้อภิบาล,พระเจ้า,เจ้านาย,นายท่าน) ในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นไม่ได้ถูกใช้เรียกกับ พระเจ้าเพียงอย่างเดียว
เพราะถ้าเป็นคำที่ถูกใช้เรียกกับพระเจ้าเพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็
นั้นก็หมายความว่าตามคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้วมีพระเจ้าหลายองค์อย่างแน่นอน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้และขัดกับไบเบิ้ลเองด้วย แต่ทว่าคำว่า lord นี้เมื่อถูกใช้กับมนุษย์จะมีความหมายว่า เจ้านาย
นายท่าน
เมื่อเราได้ตรวจสอบวิเคราะห์ดูคำพูดที่ออกมาจากปากของเยซูเองตามที่ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว
ก็จะพบได้ว่า พระเยซูได้ยืนยันสถานะภาพของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่าตนเองเป็นมนุษย์
ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล
ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์
ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ
ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย
ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว (กิจการ 2:22)
"Ye men of
Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God
among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst
of you, as ye yourselves also know." (The Bible, Acts 2:22)
และอีกเช่นกันถ้าได้วิเคราะห์ดูในบทอื่นๆของคัมภีร์ไบเบิ้ลดูแล้วก็จะพบว่าเยซูได้แยกตัวเองออกจากพระผู้เป็นเจ้าไว้อย่างชัดเจนดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น
ดังนั้นการที่จะกล่าวว่าเพราะเยซูถูกเรียกด้วยคำว่า lord(พระผู้อภิบาล,พระเจ้า,เจ้านาย,นายท่าน) จึงทำให้เยซูกลายเป็นพระเจ้า
ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันนี้แล้วล่ะก็ นั้นก็หมายความว่าท่านไม่มีท่านเลือกนอกจากจะยอมรับเช่นกันว่า
ตามไบเบิ้ลแล้วมีพระเจ้าหลายองค์ ทั้งนี้เพราะ
อับราฮัมก็ถูกเรียกด้วยกับคำๆเดียวกันกับที่เยซูถูกเรียก นั้นก็คือถูกเรียกด้วยคำว่า lord
ฉะนั้นนางซาราห์จึงหัวเราะในใจพูดว่า
"ข้าพเจ้าแก่แล้ว นายของข้าพเจ้าก็แก่ด้วย ข้าพเจ้าจะมีความยินดีอีกหรือ
(ปฐมกาล 18:12)
ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:
Therefore Sarah
laughed within herself, saying, After I have grown old, shall I have pleasure,
my lord being old also? (Genesis 18:12)
โยเซฟก็ถูกเรียกด้วยคำว่า lord เช่นกัน
พวกข้าพเจ้าตอบ
นายของข้าพเจ้าว่า `ข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดาที่ชราแล้ว
มีบุตรคนหนึ่งเกิดเมื่อบิดาชรา เป็นน้องเล็ก พี่ชายของเด็กนั้นตายเสียแล้ว บุตรของมารดานั้นยังอยู่แต่คนนี้คนเดียวและบิดารักเด็กคนนี้มาก
(ปฐมกาล 44:20)
ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:
And we said to my
lord, We have a father, an old man, and a child of his old age,
who is young; his brother is dead, and he alone is left of his mothers
children, and his father loves him (Genesis 44:20)
หรือแม้แต่
เดวิดก็ถูกเรียกว่า lord เช่นกัน
นางกราบลงที่เท้าของดาวิดกล่าวว่า
"เจ้านายของดิฉันเจ้าข้า ความชั่วช้านั้นอยู่ที่ดิฉันแต่ผู้เดียว
ขอให้หญิงผู้รับใช้ของท่านได้พูดให้ท่านฟัง ขอท่านได้โปรดฟังเสียงหญิงผู้รับใช้ของท่าน
(1 ซามูเอล 25:24)
ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษมีดังต่อไปนี้:
คงจะไม่เป็นการยากที่จะแยกแยะ
ถ้าท่านรู้ภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง และจะไม่ถูกตบตาในการแปลด้วย
เราต้องเข้าใจก่อนว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยนั้นถูกแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่งและฉบับภาษาอังกฤษก็ถูกแปลมาจากไบเบิ้ลฉบับของภาษากรีกอีกต่อหนึ่ง
และในภาษากรีกนั้นจะไม่มีอักษรตัวเล็ก ( Small Letter) หรือ
อักษรตัวใหญ่ (Capital Letter) อย่างที่มีใช้ในภาษาอังกฤษ
เช่น เมื่อเขียนด้วยอักษรตัวเล็กก็จะได้ว่า lord และเมื่อเขียนด้วยอัษรตัวใหญ่ก็จะได้ LORD หรืออาจจะใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นหน้าคำอย่างเดียวเช่น
Lord แต่กระนั้นในภาษากรีกก็จะไม่มีการแยกระหว่างอักษรตัวเล็กกับตัวใหญ่เหมือนในภาษาอังกฤษ
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้ตรวจสอบวิเคราะห์ดูคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาไทยดูก็จะพบว่า
มีการเลือกที่รักมักที่ชังและเลือกปฏิบัติในการแปลคำว่า lord ยกตัวอย่างเช่นใน
แล้วคนทั้งสองนั้นก็ลุกขึ้นในโมงนั้นเองกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
และพบพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมทั้งพรรคพวก กำลังพูดกันว่า
"องค์พระผู้เป็นเจ้า ( lord )ทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริงๆ และได้ปรากฏแก่ซีโมน ลูกา 24:33-34)
(โปรดสังเกตข้อความที่ขีดเส้นใต้ตัวหนา)
ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษในบทเดียวกันมีดังต่อไปนี้:
ซึ่งไบเบิ้ลฉบับภาษอังกฤษในบทเดียวกันมีดังต่อไปนี้:
ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล
ขอฟังคำเหล่านี้เถิด คือ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้เป็นมนุษย์
ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ
ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้น ท่ามกลางท่านทั้งหลาย
ดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว (กิจการ 2:22)
"Ye men of
Israel, hear these words; Jesus of Nazareth, a man approved of God
among you by miracles and wonders and signs, which God did by him in the midst
of you, as ye yourselves also know." [The Bible, Acts 2:22]
ดูเถิด
มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์"
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า
"ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้ (มัทธิว 19:16-17)
เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้
เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง
แต่ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา ( ยอห์น
5:30)
ผู้ที่ไม่รักเรา
ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
(ยอห์น14:24)
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า
"คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา (ยอห์น 7:16)
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้ว ท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้าและอยู่นี่แล้ว
เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์นั้นทรงใช้เรามา (ยอห์น8:42)
เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง
แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา
(ยอห์น12:49)
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า
"คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
(ยอห์น7:16)