ชี้แจงหนังสือ
สู่สันติภาพถาวร
ในประเด็นที่เกี่ยวกับ อรหัต หรือจะเรียกอีกอย่าง ว่า อรหันต์นั้น
ต้องข้อชี้แจงเอาไว้ก่อนว่า ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นั้น
เมื่อเราไปตรวจสอบดูก็จะพบกับคำว่า อรหัต,อรหัต-(
อะระหัด,ออระหัด,อะระหัดตะ-,ออระหัดตะ-) น. ความเป็นพระอรหันต์ และ
พจนานุกรม ศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2542
ได้ให้ความหมายศัพตัวนี้ว่า: Arahanta อรหันต์: ( พ.) ผู้บรรลุพระนิพพาน, พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด,ผู้บรรลุอรหัตผล
สิ่งที่ได้รับความรู้จากข้างต้นก็คือ
คำๆนี้เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่ได้บรรลุถึงสภาพๆหนึ่ง ตามความเชื่อของพุทธ
โดยต้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝนต่างๆกว่าที่จะบรรลุสู่สภาพเช่นนั้นได้ ทีนี้เรามาดูความหมายของคำว่า อัลลอฮฺ
บ้าง แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเอาไว้ ณ ที่นี้ก่อนก็คือ ในอิสลามนั้น
ผู้หนึ่งผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะไปเข้าใจศาสนาอิสลามเอาเองโดยที่ไม่กลับไปดูแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ของ
อิสลาม และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุดของอิสลามมีอยู่สองแหล่งหลักๆ
นั้นก็คือ 1. คัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ประทานมาให้แก่ศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)
2. อัลฮะดีษหรือวัจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด ที่เชื่อถือได้
ที่ได้รับการจดบันทึกเอาไว้เป็นอย่างดี
และข้อย้ำว่าจะต้องเป็นฮะดีษที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง
ว่าเป็นวัจนะของท่านศาสดาจริงจากนักวิชาการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาการ ฮะดีษ
และที่กล่าวมาคือแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ อิสลาม
ถ้าจะพูดอะไรมาก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับ อิสลาม
จะต้องอ้างอิงจากสองแหล่งที่ว่ามานี้เป็นหลัก
จะมานั่งคิดหรือนั่งนึกเอาเองมิได้เป็นอันขาด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ศาสนาก็จะเละเทะและถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างแน่นอน
คนหนึ่งก็คิดเอาอย่างหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็คิดเอาเองอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะมี คัมภีร์อัลกุรอาน และอัลฮะดีษ
เอาไว้ทำไม
เพราะฉะนั้นขอให้จำให้ขึ้นใจเอาไว้เลยว่า ถ้าจะพูดอะไรก็แล้วแต่
หรือถ้าจะตรวจสอบดูว่าคำพูดนั้นๆ หรือ สิ่งที่ถูกเขียนขึ้นนั้นๆว่า
เกี่ยวข้องกับอิสลามจริงหรือไม่ หรือเป็นคำสอนที่แท้จริงของอิสลามหรือไม่ ก็จะต้อง
กลับไปตรวจสอบ สองสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าไม่พบ
ก็ให้เข้าใจเอาไว้ก่อนเลยว่านั้นมิใช่อิสลาม ขอให้เข้าใจตามนี้ และอีกอย่างก็คือ
โดยเฉพาะในเรื่องหลักการศรัทธาแล้ว จะมาคิดหรือตีความเอาเองไม่ได้เด็ดขาดทั้งนี้ก็เพราะ
ตัวท่านศาสดานั้นเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจศาสนามากที่สุด รองลงมาก็คือ
บรรดาสาวกที่อยู่ร่วมกับท่านศาสดา ได้ยินได้ฟังและเรียนรู้ศาสนาจากท่านศาสดาโดยตรง
ท่านได้สอนเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น การเข้าใจ อิสลามอย่างถูกต้องและแท้จริงก็คือ
การเข้าใจอิสลาม ตามที่ตัวท่านศาสดาเองตลอดจน บรรดาสาวกของท่านได้อธิบายเอาไว้
ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดาจึงได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
ใครก็แล้วแต่อธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน เอาเองโดยใช้ความคิดตนเอง
ก็ให้เขาผู้นั่งเตรียมที่นั่งเอาไว้ในนรกได้ ศาสนานั้นถ้าปล่อยให้เขาใจเอาเองแล้วก็จะเป็นอย่างที่บอก
นั้นคือ เละเทะแน่นอน
ด้วยเหตุนี้อิสลามจริได้มีท่านศาสดาจึงได้วางระบบป้องกันเอาไว้
เพื่อรักษาศาสนาให้คงความบริสุทธิ์อยู่ตลอดแม้ว่าตัวท่านจะจากไปแล้วก็ตาม
และนี้คือความสมบูรณ์ ในอิสลามที่ไม่ต้องการ การเพิ่มเติม
หรือการตัดทอนใดๆทั้งสิ้นในด้านคำสอน โดยเฉพาะในด้านหลักการศรัทธาและความเชื่อ
ดั่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวรับรองและยืนยันเอาไว้ ความว่า:
[ วันนี้ข้า(อัลลอฮฺ)ได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว ]
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน
บทที่ 5 โองการที่ 3 )
ตอนนี้เรามาวิเคราะห์ตรวจสอบดู
ข้ออ้างที่ว่า คำว่าอัลลอฮฺนั้น ไปมีความเกี่ยวข้อ หรือเป็น บุคคลเดี่ยวกับพระ
อรหัต เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าข้ออ้างนี้จริงหรือไม่อย่างไร
ก็ทำตามสูตรที่บอกเอาไว้ นั้นก็คือ ให้เรากลับไปตรวจดู จากแหล่งอ้างอิง
ทั้งสอง
เราพบว่าในคัมภีร์อัลกุรอานได้บรรยายถึง พระองค์อัลลอฮฺว่าเป็นใคร
เป็นอย่างไรเอาไว้ดังนี้:
[
1. จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ
2. อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง
3. พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ
4. และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์
]
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน
บทที่ 112 โองการที่ 1-4 )
แค่ใช้โองการนี้อย่างเดียวผู้อ่านก็สามารถแยกออกและตัดสินได้แล้วว่า
อัลลอฮฺ และ อรหัต นั้น เหมือนกัน หรือแตกต่างกัน
เรามาดูกันต่อไปอีกว่าอัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้อย่างไร
[
พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้น
ๆ เจ้าจะไม่เห็นแต่อย่างใดในความไม่ได้สัดส่วนในการสร้างของพระผู้ทรงกรุณาปรานี
ดังนั้นเจ้าจงหันกลับมามองดูซิ เจ้าเห็นรอยร้าวหรือช่องโหว่บ้างไหม
?
]
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน
บทที่ 67 โองการที่ 3 )
[ดังนั้นในวันกิยามะฮ์(*1*) อัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน
]
(1) วันที่มนุษย์ถูกให้ฟื้นคืนชีพ เพื่อรับการตอบแทน
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 2 โองการที่ 113 )
[ และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า
ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน
แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮฺ
]
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน
บทที่ 39 โองการที่ 38 )
[ และอัลลอฮ์ทรงบังเกิดพวกเจ้า
แล้วทรงให้พวกเจ้าตาย และบางคนในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับไปยังวัยต่ำสุดของชีวิต(*1*) เพื่อมิให้เขารู้อะไรหลังจากที่เคยมีความรู้(*2*) แม้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงอานุภาพ ]
(1) คือวัยชราและความหลงเลอะเลือน
(2) เพื่อให้ลืมสิ่งที่เขารู้ ซึ่งเขาจะมีสภาพคล้ายกับเด็กคือด้อยทั้งกำลังวังชาและสติปัญญา
(ความหมายคัมภีร์อัล-กุรอาน
บทที่ 16 โองการที่ 70 )
คงได้เห็นแล้วว่า
ระหว่างคำนิยามหรือความหมาย ที่บ่งบอกถึงคำว่า อัลลอฮฺ แล คำว่า อรหัต
นั้นแตกต่างกันมากและเป็นคนละ บุคคลกันอย่างเห็นได้ชัด
การที่จะเอาคำใดคำหนึ่งที่ดูคล้ายๆกัน มาเปรียบเทียบ
และด่วนสรุปเอาเองว่าเป็นคำๆเดียวกัน
ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักในทางวิชาการ
โดยเฉพาะถ้าจะพูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับอิสลามแล้วละก็
จะต้องมีหลักฐานอ้างอิงมาจากสอง แหล่งหลักๆ ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้ว
และที่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจไว้ ณ ที่นี้ก็คือ
การที่จะตัดสินศาสนาใดศาสนาหนึ่ง โดยมองดูที่ผู้นับถือศาสนานั้น
ย่อมเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมด้วย เพียงเพราะ ฮิตเลอร์
ฆ่าคนยิวตายเป็นจำนวนมาก เราสามารถกล่าวได้ไหมว่า ศาสนา คริสต์สอนให้
ฆ่าผู้คนบริสุทธ์ ( ฮิตเลอร์เป็น คริสเตียน) แน่นอนย่อมไม่ได้แน่ เช่นเดียวกัน เพียงเพราะคนๆหนึ่ง กล่าวว่า
อิสลามที่แท้จริง น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเช่นนั้นเช่นนี้
เราจะรู้ได้อย่างไงว่า
คำกล่าวอ้างของคนๆนั้นที่เกี่ยวกับอิสลามนั้นถูกต้องจริงหรือไม่
ถ้าต้องการรู้ก็ให้ทำตามสูตรที่บอกเอาไว้แล้วเราก็จะรู้ได้ทันทีว่าคำกล่าวอ้างของคนๆนั้นเป็นจริง
หรือเป็นเท็จ ง่ายนิดเดียว นั้นก็คือ เราก็ไปตรวจดูว่า
คำกล่าวอ้างของคนๆนั้นที่เกี่ยวกับอิสลาม ได้ถูกกล่าวยืนยันและรับรองเอาไว้
ในคัมภีร์อัลกุรอาน หรือ อัลฮะดีษหรือไม่ และถ้าเกิดว่ามีจริง ก็ต้องถามต่อไปว่า คนๆนั้นที่อ้างเกี่ยวกับอิสลาม
ได้เข้าใจ คัมภีร์อัลกุรอานโองการนั้นๆ หรืออัลฮะดีษบทนั้นๆ ตามที่ท่านศาสดา หรือ
สาวกได้อธิบายเอาไว้ไหรือไม่
เท่านี้เราก็สามารถรู้ได้ว่า
คำกล่าวอ้างของคนๆนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร