บทความพิเศษ

“หญิงหม้ายต้องมีวะลีย์แต่งงานให้นางหรือไม่?“

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

            ปัญหาหนึ่งที่มุสลิมะฮฺมักจะสงสัยและไต่ถามผู้รู้อยู่เสมอก็คือ เมื่อหญิงหม้ายแต่งงาน (นิกาหฺ) จำเป็นจะต้องให้วะลีย์ของนางแต่งงานให้หรือไม่ ?  เพื่อมิให้ความรู้ตกตะกอน  ผมจึงขอตอบคำถามข้างต้นให้เป็นมาตรฐาน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่มุสลิมมีน และมุสลิมะฮฺ ฉะนั้นคำตอบของคำถามข้างต้นมีจึงมีรายละเอียดดั่งนี้

 

            ในเบื้องต้นต้องเข้าใจก่อนว่า สตรีท่านใดที่จะแต่งงานวาญิบ (จำเป็น) จะต้องให้วะลีย์ (ผู้ปกครอง) ของนางเป็นผู้แต่งงาน (นิกาหฺ) ให้แก่นาง (หรือวะลีย์ยอมรับการแต่งงานของนาง แต่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นแต่งงานแทนตนเองก็ได้)

            ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ لا نكاح إلا بولي  ” ความว่า “ไม่ถือว่าเป็นการแต่งงาน (หรือการแต่งงานใช้ไม่ได้) ยกเว้นจะต้องมีวะลีย์เท่านั้น”  1

            หะดีษข้างต้นระบุชัดเจนว่า หากมุสลิมะฮฺท่านใดไม่ว่าจะเป็นมุสลิมะฮฺที่ไม่เคยแต่งงาน (หญิงบริสุทธิ์) หรือผ่านการแต่งงานมาแล้ว (หญิงหม้าย) วาญิบจะต้องมีวะลีย์แต่งงานให้แก่นาง หรือวะลีย์ของหญิงบริสุทธิ์ไม่แต่งงานให้แก่นาง หรือไม่อนุญาตให้นางแต่งงาน 2 เช่นนี้ถือว่าการแต่งงานนั้นใช้ไม่ได้ 

            ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า  “ أيما امرأة نكحت بغير إذن وليها فنكاحها باطل فنكاحها باطل فنكاحها باطل    ” ความว่า “สตรีท่านใดที่แต่งงานโดยมิได้รับอนุญาตจากวะลีย์ของนาง เช่นนี้การแต่งงานของนางนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ, การแต่งงานของนางนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ และการแต่งงานของนางนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ” 3

            หะดีษข้างต้นแทบไม่ต้องอธิบาย เพราะเนื้อหาของหะดีษชัดเจนแล้วว่า สตรีท่านใดซึ่งไม่เจาะจงว่าจะเคยแต่งงานมาแล้ว หรือยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน หากนางแต่งงานโดยวะลีย์ของนางไม่ทราบ หรือวะลีย์ของนางไม่อนุญาตให้นาง (หญิงบริสุทธิ์) แต่งงาน  การแต่งงานนั้นถือเป็นโมฆะ ด้วยความที่ท่านรสูลกลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของท่านรสูล, ท่านรสูลจึงกล่าวย้ำถึงสามครั้ง เพื่อให้รู้ว่า สิ่งนั้นต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้นกับตนเองโดยเด็ดขาด

            ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ لا تزوج المرأة المرأة ولا تزوج المرأة نفسها فإن الزانية هي التي تزوج نفسها   ” ความว่า “สตรีจะไม่แต่งงานกับสตรี และสตรีจะไม่แต่งงานด้วยตัวของนางเอง แท้จริงสตรีที่ทำซินาคือ การที่นางแต่งงานด้วยตัวของนางเอง (โดยไม่มีวะลีย์ของนาง)”  4

            สำนวนของหะดีษข้างต้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าด้วยการแต่งงานของสตรีท่านใดที่ไม่มีวะลีย์ของนางแต่งให้ หรือวะลีย์ของนางไม่อนุมัติในการแต่งงานครั้งนั้น (สำหรับหญิงบริสุทธิ์) ถือว่าการแต่งงานครั้งนั้นใช้ไม่ได้ เป็นโมฆะ และหากสตรีท่านใดฝ่าฝืนจะแต่งงานโดยไม่มีวะลีย์ ก็เท่ากับการแต่งงานครั้งนั้นไม่ถูกต้อง และเมื่อการแต่งงานนั้นไม่ถูกต้องก็แสดงว่านางอยู่ร่วมกับเพศตรงข้ามในสภาพที่ทำซินานั่นเอง (ดั่งหลักฐานจากหะดีษข้างต้น)

    สรุปในเบื้องต้น บทบัญญัติของอิสลามกำหนดไว้ว่า สตรีมุสลิมท่านใดที่ต้องการแต่งงาน (นิกาหฺ) ไม่ว่านางจะเคยแต่งงานมาแล้ว หรือยังไม่เคยแต่งงานมาก็ตาม วาญิบนางจะต้องมีวะลีย์แต่งงานให้แก่นาง หากนางไม่มีวะลีย์แต่งงานให้ หรือวะลีย์ของนาง (ซึ่งเป็นหญิงบริสุทธิ์) ไม่อนุมัติการแต่งงาน เช่นนี้ถือว่าการแต่งงานนั้นเป็นโมฆะ หรือการแต่งงานนั้นใช้ไม่ได้, ครั้งหนึ่งมีบุคคลหนึ่งสอบถามเชคศอลิหฺ อัลเฟาซานเกี่ยวกับการแต่งงานที่ไม่มีวะลีย์ เชคศอลิหฺ อัลเฟาซานตอบว่า “ไม่อนุญาตให้สตรีแต่งงานด้วยตัวของนางเอง (หมายถึงแต่งงานโดยไม่มีวะลีย์)  ฉะนั้นหากนางแต่งงานด้วยตัวของนางเอง ถือว่าการแต่งงานนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นทัศนะของญุมฮูรุ อะฮฺลิลอิล (มติของบรรดานักวิชาการ) ในยุคแรก (ชาวสะลัฟ) และในยุคหลัง (ชาวเคาะลัฟ) ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงอ้างการแต่งงานให้แก่บรรดาวะลีย์ ดั่งในอัลกุรฺอานสูเราะฮฺอันนูรฺ อายะฮฺที่ 32 ตรัสไว้ว่า “และสูเจ้าจงให้แต่งงานกับผู้เป็นโสดในหมู่สูเจ้า และให้กับปวงบ่าวที่ดีๆ ในหมู่สูเจ้า”  อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดยังกล่าวไว้อีกว่า “เมื่อบุคคลหนึ่งซึ่งพวกท่านพอใจในศาสนา และมารยาทของเขา (หมายถึงผู้มาสู่ขอซึ่งเขา) มาหาพวกท่าน, พวกท่านจงแต่งงานให้แก่เขาเถิด”  5

            ประเด็นถัดมา เมื่อทราบแล้วว่า สตรีที่เคยแต่งงานมาแล้ว (หญิงหม้าย) หรือสตรีที่ยังไม่เคยแต่งงาน (หญิงบริสุทธิ์) ที่ต้องการจะแต่งงานวาญิบ (จำเป็น) จะต้องมีวะลีย์ หรือวะลีย์จะต้องเห็นด้วยกับการแต่งงานของนาง  ซึ่งถูกบทบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุหัมมัดแล้ว แต่ทำไมยังมีมุสลิมบางคน หรือบางกลุ่มเข้าใจผิดไปว่าหญิงหม้ายหากนางต้องการแต่งงานใหม่ นางสามารถแต่งงานได้ทันที โดยไม่ต้องบอกวะลีย์ หรือไม่ต้องให้วะลีย์แต่งงานให้แก่นาง ดังกล่าวถือว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยตีความหะดีษของท่านรสูลุลลอฮฺผิดเพี้ยนไปจากเป้าหมายเดิม กล่าวคือ ท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

 

أن النبي صلى الله عليه وسلم قال: "الثيب أحق بنفسها من وليها والبكر تستأمر وإذنها سكوتها" رواه مسلم

 

“หญิงหม้ายนั้น นางมีสิทธิ์ (ตอบรับการแต่งงาน) ด้วยตัวของนางมากกว่าวะลีย์ของนาง ส่วนหญิงบริสุทธิ์นั้น นางจะต้องถูกขอคำสั่ง (จากวะลีย์ของนางด้วย) ซึ่งการยินยอมของนางคือการนิ่ง” 6

            หะดีษข้างต้นนี่แหละที่มุสลิมบางคน หรือบางกลุ่มตีความคลาดเคลื่อนไปจากเป้าหมายที่แท้จริง  กล่าวคือ ประโยคที่ว่า “หญิงหม้ายนั้น นางมีสิทธิ์ (ตอบรับการแต่งงาน) ด้วยตัวของนางมากกว่าวะลีย์ของนาง” หมายถึง หญิงหม้ายที่ถูกสู่ขอจากบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งนางก็พิจารณาแล้วว่าเขาเป็นคนดี นางจึงยินยอมตอบรับการสู่ขอครั้งนั้น ซึ่งนางไม่จำเป็นจะต้องขออนุญาต หรือขอความเห็นจากวะลีย์ของนางแต่อย่างใด เพราะท่านรสูลุลลอฮฺระบุว่า นางมีสิทธิมากกว่าวะลีย์ของนางในเรื่องการตอบรับการแต่งงาน นี่คือนัยยะของหะดีษบทข้างต้น ไม่ใช่ตีความว่า นางมีสิทธิมากกว่าวะลีย์ หมายถึง นางสามารถแต่งงานกับผู้ชายที่มาสู่ขอนาง จากนั้นนางกับเขาก็พากันไปแต่งงานที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องบอก หรือให้วะลีย์ของนางรับรู้ หรือแต่งงานให้แก่นาง ซึ่งการตีความเช่นนี้ถือว่าคลาดเคลื่อน อีกทั้งไม่สอดคล้องกับหลักการของศาสนาเลยแม้แต่น้อย  ใช่แต่เท่านั้นหากวะลีย์ของนางยังมีชีวิตอยู่ และไม่ให้วะลีย์แต่งงานให้ หรือยอมรับแต่มอบหมายให้ผู้อื่นแต่งงานให้ เช่นนี้การแต่งงานดังกล่าวถือว่าเป็นโมฆะ เพราะท่านรสูลระบุว่า “ไม่ถือว่าเป็นการแต่งงาน ยกเว้นมีวะลีย์เท่านั้น” 7 ส่วนบางท่านอ้างจะอ้างว่า เคยอ่านหนังสือฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม) ระบุไว้ว่า หญิงหม้ายสามารถแต่งงานให้กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีวะลีย์ของนางนั้น   ทัศนะดังกล่าวถือว่าไม่มีน้ำหนักแต่อย่างใดทั้งสิ้น 8

 

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

 

  : [لا تنكح الأيم حتى تستأمر ، ولا تنكح البكر حتى تستأذن] قالوا : يا رسول الله ! وكيف إذنها ؟ قال : [أن تسكت] .

 

            “ไม่อนุญาตให้หญิงหม้ายนิกาหฺ จากกว่านางจะถูกขอคำสั่งเสียก่อน 9 และหญิงบริสุทธิ์ (ผู้หญิงที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) จะไม่แต่งงานจนกว่านางจะถูกขออนุญาตเสียก่อน 10 , บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวถามว่า การยินยอมของนางเป็นเช่นไร? ท่านรสูลตอบว่า คือการนิ่งของนางนั่นเอง” 11

 

            หะดีษข้างต้นระบุไว้ว่าเมื่อหญิงหม้ายต้องการจะแต่งงาน ตัวนางสามารถตอบรับการมาสู่ขอของฝ่ายชายได้ทันที โดยไม่ต้องปรึกษาวะลีย์ของนาง นี่เป็นสิทธิพิเศษที่ศาสนามอบให้แก่หญิงหม้าย ส่วนหญิงบริสุทธิ์หากมีชายมาสู่ขอแม้ว่านางจะต้องยินดี หรือพอใจผู้มาสู่ขอ แต่นางก็ต้องได้รับการยอมรับจากวะลีย์ของนางด้วย ซึ่งต่างจากหญิงหม้าย ส่วนเรื่องวะลีย์ในการแต่งงานนั้นอยู่ในเงื่อนไขเดิมอยู่แล้ว คือไม่มีวะลีย์แต่งงานให้นางไม่ว่าจะเป็นหญิงหม้าย หรือหญิงบริสุทธิ์การแต่งงานนั้นๆ  ถือว่าเป็นโมฆะ

 

            อีกหะดีษบทหนึ่ง นางค็อนสาอ์ อัลอันศอรียะฮฺเล่าว่า  

إن أباها زوجها وهي ثيب فكرهت ذلك فأتت رسول اللّه صلى اللّه عليه وآله وسلم فرد نكاحها‏‏‏.

          “ แท้จริงมีบิดา (ผู้หนึ่ง) แต่งงานลูกสาว (ของเขา) ซึ่งนางเป็นหญิงหม้าย แต่ทว่านางรังเกียจการแต่งงานครั้งนั้น นางจึงมาหาท่านรสูลุลลอฮฺ ท่านรสูลจึงยกเลิกการแต่งงานของนาง (ทันที)” 12 

 

            หะดีษข้างต้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ บิดาของสตรีท่านหนึ่งแต่งงานลูกสาวของเขาซึ่งนางเป็นหญิงหม้าย ทั้งๆ ที่นางไม่ยินยอม นางจึงมาให้ท่านรสูลุลลอฮฺตัดสินเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ท่านรสูลจึงยกเลิกการแต่งงานของนางทันที  ผู้เขียนขอชี้แจงทีละประเด็นดังนี้

 

            ประเด็นแรก  สตรีที่วะลีย์แต่งงานให้นั้นเป็นหญิงหม้าย ฉะนั้นหะดีษข้างต้นเป็นหลักฐานให้รู้ว่าเมื่อหญิงหม้ายแต่งงาน วะลีย์ของนางจำเป็นจะต้องแต่งงานให้แก่นาง ฉะนั้นบุคคลใดอ้างว่า เมื่อหญิงหม้ายแต่งงาน วะลีย์ของนางไม่ต้องมาแต่งงานให้นางก็ได้ โดยแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นวะลีย์แทนเขา จึงเป็นการอ้างที่โคมลอยปราศจากหลักฐานและยังเป็นการอ้างอิงที่ค้านกับแนวทางของท่านรสูลุลลอฮฺอีกด้วย

 

            ประเด็นที่สอง ท่านรสูลุลลอฮฺยกเลิกการแต่งงานในกรณีข้างต้น เนื่องจากว่า หญิงหม้ายมีสิทธิในการเลือกคู่ครองแต่งงานด้วยตัวของนางเอง ซึ่งการตัดสินใจแต่งงานนั้นไม่เกี่ยวข้องว่าวะลีย์ของนางจะพอใจ หรือไม่พอใจ เพราะนั่นเป็นสิทธิ์ของนางแต่เพียงผู้เดียว แต่หากวะลีย์คนใดบังคับให้หญิงหม้ายแต่งงาน  การแต่งงานถือว่าเป็นโมฆะ ที่เป็นโมฆะก็เพราะการกระทำเช่นนั้นขัดแย้งคำสอนของอิสลาม

 

            อนึ่ง ส่วนมุอัลลัฟ หรือบุคคลต่างศาสนิกที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ นางต้องการจะแต่งงาน เช่นนี้นางสามารถแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้เป็นวะลีย์แต่งงานให้แก่นาง แม้ว่าวะลีย์ของนางจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่วะลีย์ของนางไม่สามารถแต่งงานให้นางได้ เพราะเขาไม่ใช่มุสลิม ซึ่งเงื่อนไขของแต่งงานนั้น วะลีย์จะต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น

 

            สรุป  สตรีมุสลิมทุกคนไม่ว่านางจะเป็นหญิงหม้าย หรือหญิงบริสุทธิ์หากนางแต่งงาน วาญิบวะลีย์ของนางจะต้องแต่งงานให้แก่นาง หรือวะลีย์ของนางอาจจะมอบหมายให้ผู้อื่นแต่งงานแทนได้ เพราะวะลีย์รับรู้และยอมรับการแต่งงานของนางแล้ว, ท่านอิมามติรฺมิซีย์แสดงทัศนะไว้ว่า “เกี่ยวกับกรณีข้างต้นนั้นเป็นแนวทางที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺปฏิบัติกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นท่านอุมัรฺ บุตรของค็อฏฏอบ, ท่านอฺลีย์ บุตรของอบูฏอลิบ, ท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของอับบาส, ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ และท่านอื่นๆ อีก, อีกทั้งท่านสุฟยาน อัษเษารีย์, ท่านอัลเอาซาอีย์, ท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของอัลมุบาร็อก, ท่านอิมามมาลิก, ท่านอิมามชาฟิอีย์, ท่านอิมามอะหฺมัด และท่านอิมามอิสหาก เป็นต้น

            อนึ่ง ทัศนะที่ระบุว่าหญิงหม้ายมีสิทธิในการแต่งงานมากกว่าวะลีย์ของนางก็มี ได้แก่ทัศนะของชะอฺบีย์, ท่านซุฮฺรีย์ และอิมามหะนะฟีย์ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า หญิงหม้ายที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว สามารถแต่งงานด้วยตัวเองได้ ส่วนวะลีย์ (ผู้ปกครอง) นั้นเป็นเพียงส่วนเสริมให้การแต่งงานสมบูรณ์เท่านั้นเอง, แต่โปรดเข้าใจว่านั่นเป็นทัศนะของนักวิชาการบางท่านเท่านั้น  โดยพวกเขาเข้าใจเช่นนั้นอันเนื่องจากการตีความหะดีษ (ซึ่งกล่าวมาแล้วก่อนหน้า) แต่มิได้อ้างอิงหลักฐานที่มีเนื้อหาระบุประเด็นดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน  ในทางตรงกันข้าม ทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ (ญูมฮูรฺอุละมาอ์) กลับมีความเห็นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหลักฐานหลายบทด้วยกันที่นำเสนอชี้ชัดว่า หากหญิงหม้ายแต่งงาน วะลีย์ของนางจำเป็น (วาญิบ) จะต้องแต่งงาน (นิกาหฺ) ให้แก่นาง (ดั่งหลักฐานจำนวนมากที่หยิบยกมาแล้วก่อนหน้านี้) หรืออาจจะมอบหมายให้ผู้อื่นแต่งงานแทนตนเองก็ได้ (ซึ่งศาสนาอนุญาตให้วะลีย์กระทำเช่นนั้นได้).  والله

 أعلم بالصواب

 

 

[1]   บันทึกโดยอบูดาวูด ลำดับหะดีษที่ 2085 ซึ่งเชคอัลบานีย์ระบุว่า หะดีษข้างต้นเศาะหี้หฺ

2   ส่วนกรณีที่วะลีย์ไม่ยอมนิกาหฺให้แก่นาง ทั้งๆ ที่ผู้สู่ขอไม่มีข้อตำหนิทางศาสนา ประเด็นนี้ขอละไว้ไม่กล่าวถึง เพราะต้องอธิบายอีกมาก อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับที่กำลังอธิบายอยู่ในขณะนี้

3   บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 1102, อบูดาวูด หะดีษที่ 2083, อิบนุมาญะฮฺ หะดีษที่ 1879, ซึ่งเชคอัลบานีย์ระบุว่า หะดีษข้างต้น เศาะหี้หฺ อ้างอิงจากหนังสือ “อิรฺวาอุลเฆาะลีล” ลำดับหะดีษที่ 1840

4   บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ ลำดับหะดีษที่ 1872 ซึ่งเชคอัลบานีย์ระบุว่าเป็นหะดีษเศาะหี้หฺ

5   บันทึกโดยติรฺมิซีย์ ซึ่งเขา และเชคอัลบานีย์ระบุว่า หะดีษข้างต้น หะสัน

6   บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 4121

7   อ้างแล้วก่อนหน้านี้

8  ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในตอนท้าย

9   หมายถึง นางยินยอมด้วยตัวของนางเอง ว่าด้วยการตอบรับการแต่งงานของผู้มาสู่ขอ

10   หมายถึงการแต่งงานของหญิงบริสุทธิ์นั้นแม้ว่านางจะตอบรับการแต่งงานของผู้มาสู่ขอ แต่จะต้องได้รับอนุญาตจากวะลีย์ของนางด้วยเช่นกัน ซึ่งต่างจากหุก่มของหญิงหม้าย

11   บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 6970

12   บันทึกโดยทั้งหมด ยกเว้นอิมามมุสลิม