ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
จากข่าวการทำลายพระพุทธรูปเก่าแก่ในประเทศอัฟกานิสถาน
ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ชาวตะวันตกทราบข้อนี้ดีว่าถ้าเขาสร้างกระแสข่าวนี้ให้ดัง
ก็จะทำให้เกิดแนวร่วมในการต่อต้านอิสลามอีกหนึ่งกลุ่มคือชาวพุทธ! และไม่เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดแต่อย่างใด
เพราะหลักจากเหตุการณ์นั้นชาวพุทธก็เริ่มไปหยิบประวัติศาสตร์ปลอมๆมาเล่นงานมุสลิม
คือจากเดิมที่เราเคยร่ำเคยเรียนกันมาว่าเหตุที่พุทธศาสนาเสื่อมลงในประเทศอินเดียก็เพราะเป็นศาสนาที่ไม่มีพิธีกรรม
แต่คนอินเดียนั้นนิยมให้มีพิธีกรรมทางศาสนา
เขาไม่ชอบศาสนาที่เป็นทฤษฎีหรือปรัชญามากนัก
เขาจึงหันไปนับถือศาสนาฮินดูกันหมดจนกลายเป็นศาสนาประจำชาติของอินเดียไป
แต่ในปัจจุบันนี้บรรดาพระสงฆ์และนักเผยแผ่ศาสนาพุทธได้อ้างเหตุผลใหม่แล้ว! เขาบอกว่าเหตุที่พุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดียก็เพราะถูกกองทัพมุสลิมจากตุรกีบุกรุก! โดยมีการทำลายรูปปั้นและเผาคัมภีร์ศาสนาพุทธ และเข่นฆ่าชาวพุทธ
บีบบังคับให้ชาวพุทธเข้ารับอิสลาม ถ้าไม่ยอมเข้าก็ถูกฆ่าทิ้ง! (แล้วชาวฮินดูล่ะ
มุสลิมปล่อยไว้ทำไม?) นี่คือมุขเดิมๆที่ผู้ไม่หวังดีต่อศาสนาอิสลามนิยมกุเรื่องเท็จเหล่านี้มาโจมตีกัน
(เพราะหากจะเสนอเรื่องราวของอิสลามอย่างตรงไปตรงมาก็เกรงว่าคนจะหันมาเลื่อมใสศรัทธาในอิสลาม) ทั้งๆที่จริงแล้วหากมุสลิมไปกระทำผิด
นั่นก็ไม่ได้หมายรวมว่าศาสนาจะสอนเช่นนั้น
แต่ทั้งนี้ข้อเท็จจากหน้าประวัติศาสตร์ที่สืบแหล่งหาข้อมูลได้จริงนั้นไม่เคยมีปรากฏเลยว่ามีกองทัพมุสลิมยุคใด
กองทัพใด ไปทำสงครามบีบบังคับให้คนอื่นเข้ารับศาสนา
เพราะถ้าศาสนาสอนแบบนั้นจริงแล้ว
ก็คงจะไม่มีคนศาสนิกอื่นหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้มาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน
เพราะคงถูกมุสลิมฆ่าตายหมด แต่ในอิสลามนั้นสอนว่า ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา
อิสลาม <คำแปลอัลกุรอาน 2:256> ดังนั้นคนที่มีอคติและไม่มีความเป็นนักแสวงหาสัจธรรมนั้นก็จะมีการโยงมั่ว!เสมอ
โยงเอาเรื่องคำสอนญีฮาดในอัลกุรอานมา โยงเอาเรื่องการทำสงครามมา
โยงเอาเรื่องระบอบรัฐอิสลามมา โยงการเอาเรื่องการทำลายรูปปั้นมา ฯลฯ
มาผสมเข้ากันแล้วก็มีบทสรุปออกมาว่า มุสลิมเป็นกลุ่มชนที่เกลียดศาสนาอื่น
และต้องทำลายศาสนาและฆ่าคนศาสนาอื่นเป็นการญีฮาดเพื่อจะได้เข้าสวรรค์! ..ใครที่เข้าใจแบบนี้ถือว่ามีอาการโยงมั่วขั้นรุนแรง!
เรื่องญีฮาดและการสงครามนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องมีการทำความเข้าใจกันยกใหญ่
แต่โอกาสนี้จะขอละไว้ก่อน เพราะประเด็นนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง รูปปั้น ในทรรศนะของอิสลาม
ทำไมมุสลิมจึงเกลียดรูปปั้น (เจว็ด)?
คำตอบคือรูปปั้นนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เคารพบูชา
ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่อพระเจ้า ซึ่งพระองค์ได้กล่าวในอัลกุรอานว่า และจงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด
และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์
<คำแปลอัลกุรอาน 4:36> และพวกท่านอย่าตั้งพระเจ้าอื่นใดเป็นภาคีกับอัลลอฮฺ
<คำแปลอัลกุรอาน 51:51> ซึ่งในทุกประชาชาติไม่ว่ายุคสมัยใดในอดีต ก็จะมีศาสนทูตที่อัลลอฮฺได้ส่งมาสอนและกำชับในเรื่องนี้คือให้สักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียว
และไม่ให้เคารพบูชาวัตถุรูปปั้น ดังที่ในอัลกุรอานได้กล่าวว่า และโดยแน่นอน เราได้ส่งรอซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด(รูปปั้น)
<คำแปลอัลกุรอาน 16:36> ซึ่งผู้เคารพต่อมันจะอยู่ในนรก
รวมทั้งวัตถุที่นำมาปั้นเป็นรูปปั้นด้วย ..ก็จงระวังไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันนั้นคือมนุษย์และหิน(ที่นำมาทำเป็นเจว็ด)โดยที่(นรก)มันได้ถูกเตรียมไว้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
<คำแปลอัลกุรอาน 2:24>
การทำลายรูปปั้นจึงเป็นการทำลายสิ่งที่เป็นภาคีต่อพระเจ้า
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่มนุษย์แต่อย่างใด
ดังอัลกุรอานกล่าวไว้ว่า เขาวิงวอนสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ
ซึ่งมันไม่ให้โทษแก่เขาและมันก็ไม่ให้คุณแก่เขา นั่นคือการหลงผิดที่ไกลลิบ
< คำแปลอัลกุรอาน 12:22>
แท้จริงบรรดาที่พวกเจ้าวิงวอนขอความช่วยเหลืออื่นจากอัลลอฮฺนั้น
พวกมันไม่สามารถจะให้บังเกิดแม้แต่แมลงวันสักตัวหนึ่ง
หากว่าพวกมันจะรวมหัวกันเพื่อการนั้นก็ตาม และถ้าแมลงวันพาสิ่งใดหนีไปจากพวกมัน
พวกมันก็ไม่สามารถจะเอามันกลับคืนมาได้จากแมลงวันนั้น ช่างอ่อนแอโดยแท้ทั้งผู้ขอและผู้ถูกขอ
<คำแปลอัลกุรอาน 22:73> พวกเขาได้เคารพบูชาพระเจ้าอื่นๆ จากพระองค์(อัลลอฮฺ)โดยที่พระเจ้าเหล่านั้นมิได้สร้างสิ่งใด
ทั้งที่พวกมันก็เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้นมา
และพวกมันไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่ตัวเองได้ และพวกมันไม่มีอำนาจควบคุมความตายและความเป็นและการฟื้นคืนชีพ <คำแปลอัลกุรอาน 25:3> ดังนั้นบรรดารูปปั้นที่ผู้คนสักการะและวิงวอนขอพรนั้นมันไม่ได้มีอำนาจให้พรแก่ผู้ขอแต่อย่างใด
แต่ผู้ที่จะประทานพรให้พวกเขาก็คืออัลลอฮฺ พระเจ้าที่แท้จริงต่างหาก
แต่พอเรื่องที่เป็นสัจธรรมแบบนี้คนเราก็ปฏิเสธ ..เพราะอะไร? ..ก็เพราะบรรพบุรุษพ่อแม่ปู่ย่าตายายเขาทำกันมา มันเลิกไม่ได้!
ในเรื่องนี้นั้นกลุ่มชนที่เคารพบูชารูปปั้นก็เคยอ้างกับท่านนบีอิบรอฮีมเช่นกัน
นบีอิบรอฮีมได้ถามว่า พวกท่านเคารพภักดีอะไร? พวกเขาตอบว่า เราเคารพภักดีรูปปั้นแล้วเราจะคงเป็นผู้ยึดมั่นต่อมันตลอดไป ท่านนบีอิบรอฮีมก็ถามอีกว่า
เมื่อพวกท่านวิงวอนขอ
พวกมันได้ยินพวกท่านหรือ?
หรือมันให้คุณให้โทษแก่พวกท่าน? แล้วพวกเขาก็ตอบว่า แต่เราได้พบบรรพบุรุษของเราปฏิบัติกันมาเช่นนั้น! <ในอัลกุรอาน 26:70-74>
การทำลายรูปปั้นเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คนได้ฉุดคิด
ตัวอย่างจากการทำลายรูปปั้นเป็นการให้วิทยปัญญาแก่ผู้คนได้ในระดับหนึ่ง
ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถคุ้มครองปกป้องตนเองได้เลย
แล้วมันจะคุ้มครองพวกท่านได้อย่างไร!
ท่านนบีอิบรอฮีมได้เคยเข้าไปสถานที่เคารพบูชารูปปั้นและใช้ขวานทุบทำลายรูปปั้นตัวเล็กๆทั้งหมด
แล้วก็นำขวานนั้นไปแขวนไว้ที่คอรูปปั้นตัวใหญ่
และเมื่อมีผู้เคารพบูชารูปปั้นนั้นมาพบเข้าก็ถามว่า ใครกระทำเช่นนี้กับพระเจ้าของเรา แท้จริง
เขาผู้นั้นอยู่ในหมู่อธรรมอย่างแน่นอน (จะเห็นได้ว่าในทรรศนะของผู้ที่บูชารูปปั้นก็จะมองว่าใครที่ทำลายรูปปั้นถือว่าเลว!) และเมื่อเขาสืบสาวกันได้ความว่ามีเด็กหนุ่มชื่ออิบรอฮีมที่ต่อต้านรูปปั้นเหล่านี้
เขาจึงมาถามอิบรอฮีมว่า เจ้าเป็นผู้กระทำเช่นนี้ต่อพระเจ้าเหล่านั้นของเรากระนั้นหรือ
อิบรอฮีมเอ๋ย ท่านนบีอิบรอฮีมก็ตอบปฏิเสธ
แต่ไม่ได้เป็นการโกหกเพื่อแก้ตัว เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าคนเหล่านั้นรู้ดีว่าท่านเป็นคนทุบทำลายเอง
ท่านนบีอิบรอฮีมจึงตอบแบบเป็นการสอนให้คิดว่าท่านไม่ได้ทำ แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมัน(เพราะมีขวานแขวนอยู่ที่คอ) พวกท่านจงถามพระเจ้าเหล่านั้นซิ
หากพวกมันพูดได้ ซึ่งบรรดาผู้เคารพรูปปั้นเหล่านั้นก็คอตกแล้วตอบว่า
ท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่ารูปปั้นเหล่านั้นพูดไม่ได้! ท่านได้สอนให้เห็นว่าขนาดพูดมันยังพูดไม่ได้เลย
แล้วมันจะมาช่วยอะไรได้ นบีอิบรอฮีม กล่าวว่า พวกท่านเคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ
ที่มันไม่ให้คุณแก่พวกท่านและไม่ให้โทษแก่พวกท่านแต่อย่างใดเลยกระนั้นหรือ? เพราะฉะนั้นในเมื่อให้เหตุผลกับตัวเองไม่ได้
มันก็กลายเป็นความโมโหโกรธแค้น
พวกเขาจึงนำท่านนบีอิบรอฮีมไปเผาในกองไฟเป็นเวลาหนึ่งเดือน
แต่เนื่องจากอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าที่แท้จริง เป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของธรรมชาติ
พระองค์จึงสั่งให้ไฟนั้นเย็นลงและให้ความปลอดภัยแก่ท่านนบีอิบรอฮีม
เนื่องจากพระองค์จะให้ใครเป็นหรือตายเมื่อใดก็ได้ <ในอัลกุรอาน
21:57-69>
และนั่นคืออุทธาหรณ์สอนใจสำหรับกลุ่มชนที่ใช้เหตุผลและไม่ใช้อารมณ์
มุสลิมทำลายรูปปั้นแต่มุสลิมไม่ดูหมิ่นรูปปั้น
เพียงแค่เรื่องราวข้างต้นนี้ก็ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะเป็นการชี้แนะสัจธรรมให้แก่ผู้คน
โดยไม่ต้องมีการทำร้ายจิตใจใครมากไปกว่านี้
เพราะศาสนาอิสลามนั้นห้ามไม่ให้มุสลิมไปดูถูกดูหมิ่นศาสนาอื่นหรือสิ่งที่คนศาสนิกอื่นเคารพบูชา
อัลกุรอานได้กล่าวว่า และพวกเจ้าจงอย่าด่าว่าสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ
ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะด่าว่าอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นการละเมิดโดยปราศจากความรู้..
<คำแปลอัลกุรอาน 6:108> ดังนั้นมุสลิมจะเป็นกลุ่มชนที่รักษาน้ำใจคนศาสนิกอื่น
โดยไม่มีการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่นและสิ่งที่ศาสนิกอื่นเคารพบูชา
ถึงแม้มุสลิมจะไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจก็ตาม
มุสลิมไม่เชื่อว่าพระเจ้าอื่นมีจริง
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ด่าทอซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจคนที่เขานับถือ
และจะทำให้เขาโกรธแล้วก็อาจมาละเมิดต่อพระเจ้าของมุสลิมก็คืออัลลอฮฺ
ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร!
ดังนั้นเราจึงไม่เห็นว่ามีมุสลิมแสดงพฤติกรรมต่อรูปเคารพของศาสนิกอื่นในทางดูหมิ่น
เช่นที่มักมีข่าวชาวต่างชาตินิยมดูหมิ่นพระพุทธรูปโดยการนำไปไว้ในผับในบาร์
หรือตัดเศียรแล้วนำไปประดับบ้าน
หรืออย่างล่าสุดที่ปั้นรูปผู้หญิงนั่งค่อมพระพุทธรูป! พฤติกรรมเหล่านี้มุสลิมทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เพราะฉะนั้นเรื่องรักษาน้ำใจคนต่างศาสนิกนั้นมุสลิมมีเหนือกว่าคนศาสนิกอื่น
มุสลิมไม่เคยล้อเลียนคนศาสนิกอื่นว่า ทำไมต้องนุ่งผ้าเหลือง นุ่งลายทหารไม่ได้หรือ? ..หรือ ทำไมต้องจุดธูปสามดอก จุดซักดอกครึ่งไม่ได้หรือ เท่ห์ดี? แต่ตรงข้าม ศาสนิกอื่นซึ่งอ้างนักอ้างหนาว่าใจกว้างกว่ามุสลิม
แต่กลับชอบล้อเลียนศาสนิกอื่นโดยเฉพาะมุสลิม เช่น ทำไมต้องไม่กินหมู? ทำไมต้องจูบหินดำ น้ำลายไม่เปรอะหรือ? ทำไมต้องไว้เครา
ขี้กลากไม่ขึ้นหรือ?
ทำนองนี้เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น
ล่าสุดชาวตะวันตกยังได้ทำการลบหลู่ดูหมิ่นท่านนบีมุฮัมมัดโดยวาดการ์ตูนล้อเลียนอย่างต่ำช้า
สิ่งเหล่านี้มุสลิมก็ทำไม่ได้เช่นกัน ทั้งๆที่มนุษย์เราก็มีสมอง
มีความคิดสามารถสรรสร้างมุขต่างๆมาด่าทอกันหรือมาโจมตีใส่ไคล้กันได้อย่างมากมาย
แต่มุสลิมก็ไม่สามารถละเมิดกฎข้อนี้ได้ว่าห้ามไปดูหมิ่นศาสนาอื่น ศาสนาของท่านก็สำหรับพวกท่าน
ศาสนาฉันก็สำหรับฉัน <คำแปลอัลกุรอาน 109:6>
และสำหรับการทำลายพระพุทธรูปนั้นมุสลิมก็ไม่เคยไปละเมิดทรัพย์สินของใคร
แต่ใน อัฟกานิสถานนั้นมันเป็นสมบัติของประเทศเขา
ใครจะเก็บใครจะทำลายนั่นก็เป็นสิทธิของเจ้าของสมบัตินั้นๆ
แต่รัฐบาลตอลิบันผู้ปกครองอัฟกานิสถานในเวลานั้นเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มุสลิมห้ามเคารพ
และเป็นภาคีต่อพระเจ้า เขาจึงทำลายไป แต่ชาวตะวันตกกลับนำเรื่องนี้มาประนาม
ทั้งๆที่พวกเขาก็ไม่ได้เคารพบูชารูปปั้นเหล่านั้นแต่อย่างใด ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า
อย่าทำรูปเคารพสำหรับตนเป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่อยู่ในฟ้าเบื้องบน
หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน
อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า <อพยพ 20:4
5> พระเยซูจึงตรัสตอบว่า ไอ้ซาตาน จงไปเสียให้พ้น
เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่าจงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่านและปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว <มัทธิว 4:10> ชาวตะวันตกไม่ได้เคารพนับถือหรือให้เกียรติพระพุทธรูปแต่ประการใด มิหนำซ้ำพวกเขายังถือว่าพฤติกรรมการลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธรูปที่พวกเขานิยมกระทำนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพด้วยซ้ำ
แต่ที่ชาวตะวันตกสร้างกระแสเรื่องนี้มาก็เพื่อจะหาแนวร่วมต่อต้านศาสนาอิสลาม
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหาแนวร่วมต่อต้าน รัฐบาลตอลิบัน
เพราะพวกเขาต้องการเสียงสนับสนุนในการถล่มอัฟกานิสถานนั่นเอง
ความเชื่อของศาสนาหนึ่งมันอาจจะไปขัดกับความเชื่อของอีกศาสนาหนึ่งได้
แต่นั่นไม่ถือว่าเป็นการเจตนาดูหมิ่น ตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่น ความเชื่อของชาวฮินดูนั้นถือว่าวัวเป็นเทพเจ้าหรือสัตว์พาหนะของเทพเจ้า
เพราะฉะนั้นชาวฮินดูจะเคารพบูชาวัว ไม่ฆ่าและไม่กินวัว แต่สำหรับศาสนิกอื่นแล้ว
ถามว่าฆ่าวัวไหม กินวัวไหม? แน่นอนว่าสำหรับศาสนิกอื่นนั้นไม่ได้เคารพบูชาวัว
เขาจึงมีการเชือดและบริโภคเนื้อวัว ซึ่งแน่นอนชาวฮินดูย่อมไม่พอใจ
แต่เขาก็ย่อมเข้าใจว่าศาสนิกอื่นนั้นไม่ได้เคารพบูชาวัวเหมือนตน
ดังนั้นคนทั่วไปที่เชือดและบริโภคเนื้อวัวนั้นจึงไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือล้อเลียนชาวฮินดูแต่อย่างใด
เช่นเดียวกันชาวมุสลิมก็ไม่ได้เคารพบูชารูปปั้น ซึ่งการทำลายรูปปั้นของชาวมุสลิมนั้นก็ย่อมกระทบความรู้สึกของคนศาสนิกอื่นที่นับถือรูปปั้นนั้น
แต่ข้อนี้ก็ควรเข้าใจว่ามุสลิมไม่ได้มีเจตนาละเมิดความเชื่อศาสนาอื่นแต่อย่างใด
ซึ่งต่างจากที่ชาวตะวันตกได้กระทำการล้อเลียนดูหมิ่นท่านนบีมุฮัมมัด
แล้วการกระทำของเขานั้นก็ไม่ได้อยู่ในกรอบคำสั่งสอนหรือความเชื่อทางศาสนาของพวกเขาเลย
ดังนั้นมันจึงเป็นการนำคำว่าสิทธิเสรีภาพมาอ้างในการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นโดยแท้