โต้หนังสือ
"รักต้องห้าม"
บิดเบือนศาสนาอิสลาม !!!
โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
![]() |
เพื่อนของผู้เขียนขอร้องให้ช่วยตรวจสอบหนังสือเล่มหนึ่งที่
"FORBIDDEN
LOVE"
แปลเป็นภาษาไทยว่า "รักต้องห้าม" เขียนโดย NORMA KHOJRI แปลโดย โรจนา
นาเจริญ
สำนักพิมพ์มติชนเป็นผู้พิมพ์จำหน่าย ในปี 2547, ผู้เขียนก็รับปากแล้วได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวก็พบข้อผิดพลาดจำนวนมาก
ผู้จึงลงมือเขียนโต้หนังสือเล่มดังกล่าวโดยเขียนชี้แจงว่าสิ่งใดที่มีข้อมูลบิดเบือน
แล้วก็เขียนคำชี้แจงคำสอนอิสลามที่ถูกต้องกำกับไว้เพื่อให้ผู้อ่านเปรียบเทียบข้อมูลที่บิดเบือนและข้อมูลที่ถูกต้องนั่นเอง
โดยผู้เขียนขอหยิบยกนำมาเผยแพร่เป็นตัวอย่างไว้ดั่งนี้
ข้อมูลบิดเบือน
"แต่สำหรับหญิงมุสลิมมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ถ้าคุณเห็นดาเลียที่ถนนและรู้ว่าเธอเป็นชาวจอร์แดน
คุณก็รู้ได้ทันทีว่าเธอต้องปฏิบัติตามกฎหมายมุสลิมอย่างเคร่งครัด เรืองร่างสุดสวยของเธอต้องซ่อนอยู่ในชุดชาเรียที่หลวมและยาวถึงข้อเท้า
ต้องใช้ผ้าคลุมผม ดาเลียสวมชุดชาเรียตั้งแต่อายุ 10 ขวบ
ซึ่งเป็นวัยที่ถือว่าเริ่มชีวิตผู้ใหญ่ นี่อย่างน้อยก็แก่เท่าศาสดาโมฮัมหมัดเอง
ผู้ประกาศศาสนาอิสลามแต่งงานกับอาอีซ่าอายุ 6 ขวบ และเริ่มมีเซ็กซ์ด้วยกันเมื่อเธออายุ
9 ขวบ โมฮัมหมัดมีเจ้าสาววัยเด็กมากมายหลายคน
อาอีซ่าเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น"
("รักต้องห้าม" หน้า 61)
ก่อนอื่นผู้เขียนต้องหยิบยกหลักฐานจากหะดีษ
(วัจนะ) ของท่านนบี (อ่านว่า นะ-บี) มุหัมมัด (อ่านว่า มุ-ฮัม-หมัดเสียก่อน ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า
"แท้จริงท่านนบีมุหัมมัดแต่งงาน (นิกาหฺ) กับนาง (หมายถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ)
ขณะนางอายุได้ 6 ขวบ โดยนางถูกส่งไปยังท่านนบีมุหัมมัด
และอาศัยร่วมกับท่านนบีมุหัมมัดขณะนางอายุได้ 9 ขวบ" บันทึกโดยบุคอรีย์
หะดีษที่ 4738, มุสลิม หะดีษที่ 2550 และอบูดาวูด หะดีษที่ 1811
สิ่งที่เราได้รับจากหะดีษ
ประการแรก
ท่านหญิงอาอิชะฮฺซึ่งเป็นภรรยาคนหนึ่งของท่านนบีมุหัมมัดซึ่งนางแต่งงานกับท่านนบีขณะนางอายุประมาณ
6 ขวบ แต่ยังมิได้อยู่ร่วมกับท่านนบีฉันสามีภรรยา
เนื่องจากมีอุปสรรคบางประการจึงทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในขณะนั้น
ภายหลังจากนั้นนางจึงถูกส่งตัวมาอยู่กับท่านนบีซึ่งขณะนั้นนางอายุประมาณ 9 ขวบ
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมานางก็อยู่ร่วมกับท่านนบีมุหัมมัดมาโดยตลอดจนกระทั่งท่านนบีเสียชีวิต
ด้วยประวัติศาสตร์ข้างต้นถือว่าชัดเจนที่สุดว่าท่านนบีแต่งงานกับท่านหญิงอาอิชะฮฺขณะนางอายุได้
6 ขวบจริง และนางมาร่วมกับท่านนบีขณะนางอายุได้ 9 ขวบก็คือข้อเท็จจริงเช่นกัน
แต่ในตัวบทหะดีษก็มิได้บ่งชี้ว่าท่านนบีร่วมหลับนอนกับท่านหญิงอาอิชะฮฺนางอายุได้
9 ขวบหรือไม่ ? เพราะหากท่านหญิงอาอิชะฮฺยังไม่มีรอบเดือนนั้นก็หมายรวมว่า
ท่านนบีมิได้ร่วมหลับนอนกับนาง
เพราะการที่นางถูกส่งมาอยู่ร่วมกับท่านนบีมิได้หมายรวมว่าจะต้องมีเพศสัมพันธ์กันเสมอไป
แต่ถ้าท่านนบีมีเพศสัมพันธ์กับท่านหญิงอาอิชะฮฺขณะนางอายุได้
9 ขวบก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหากนางมีรอบเดือนแล้ว เพราะสตรีชาวอฺรับ (อ่านว่า
อะ-หรับ) เป็นสาวตั้งแต่อายุยังน้อย สตรีอฺรับบางคนอายุได้ 9 ก็มีรอบเดือนแล้ว
และอีกประการหนึ่งทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามหลักการของศาสนา
เนื่องจากผ่านการทำพิธีแต่งงาน (นิกาหฺ) มาแล้ว
ฉะนั้นการที่ทั้งคู่จะร่วมหลับนอนกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
อีกทั้งหลักการของศาสนาก็ไม่มีข้อกำหนดใดมาระบุว่าอายุของสตรีที่จะแต่งงาน
ฉะนั้นหากนางมีความพร้อมก็สามารถแต่งงานได้หากนางพึงพอใจ
แต่ที่ผู้เขียนติดใจข้อเขียนของคุณนอร์ม่า
คูรี่ที่เขียนว่า "ผู้ประกาศศาสนาอิสลามแต่งงานกับอาอีซ่าอายุ 6 ขวบ
และเริ่มมีเซ็กซ์ด้วยกันเมื่อเธออายุ 9 ขวบ" กล่าวคือ หากอ่านอย่างไม่พิจารณาผู้อ่านบางท่านอาจจะเข้าใจว่า
ท่านนบีมุหัมมัดมีเซ็กซ์กับเด็ก
ซึ่งปัจจุบันการมีเซ็กซ์กับเด็กถูกประมาณจากสังคมทั่วโลก
และทุกหน่วยงานเกี่ยวสิทธิมนุษยชนก็โจมตี และต่อต้านการกระทำข้างต้นอย่างรุนแรง
หากผู้เขียนไม่อธิบายอย่างที่ผู้เขียนมาแล้วข้างต้น
ผู้เขียนเชื่อมั่นเหลือเกินว่าผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจผิดไปเยี่ยงนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกทั้งประโยคต่อมาที่ว่า "โมฮัมหมัดมีเจ้าสาววัยเด็กมากมายหลายคน
อาอีซ่าเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น" ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า คุณนอร์ม่า
คูรี่กำลังส่อเจตนาที่สนตะพายผู้อ่านให้จิตนาการบ่งชี้ในทางที่ท่านนบีมุหัมมัดชอบที่จะร่วมหลับนอนกับเด็กๆ
ซึ่งคุณนอร์ม่าอ้างว่า ท่านนบีมุหัมมัดมีเจ้าสาววัยเด็กมากมายหลายคน ประโยคที่ว่า
"มากมายหลายคน" หมายถึงอย่างไร ? ผู้อ่านก็ต้องจิตนาการต้องมีเด็กสาวไว้คอยปรนนิบัติเพื่อร่วมหลับนอนเป็นจำนวนมาก
อย่างน้อยก็เป็นสิบๆ คนขึ้นไป
ผู้เขียนไม่พิจารณาว่าคุณนอร์ม่าจะเกลียดมุสลิมเพียงใดก็ตาม
(เพราะเท่าที่อ่านมาคุณนอร์ม่าเสียใจที่เพื่อนสนิทซึ่งเป็นมุสลิมถูกสังหาร
โดยผู้สังหารก็เป็นมุสลิมเช่นกัน)
นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่จะส่งผลทำให้คุณนอร์ม่าจะต้องเขียนหนังสือบิดเบือน
หรือเขียนโน้มน้าวผู้อ่านให้เข้าใจผิดต่อประวัติศาสตร์อิสลามอันบริสุทธิ์ยิ่ง
หรือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดความเกลียดชังต่อท่านนบีมุหัมมัดผู้ประกาศศาสนาอิสลาม
ซึ่งผู้เขียนถือว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับอิสลาม และมุสลิมทั่วโลก
ผู้เขียนมิได้ปฏิเสธว่า มุสลิมจะดีไปเสียทุกคน มุสลิมก็ประกอบไปด้วยคนดี และคนชั่ว
แต่อิสลามคือคำสอนอันบริสุทธิ์ และสูงส่ง ท่านอิบนุ อุมัรเคยกล่าวไว้ว่า
"อิสลามนั้นคือศาสนาที่สูงส่ง
และไม่มีสิ่งใดที่สูงส่งเหนือกว่าอิสลามอีกแล้ว" , ท่านนบีมุหัมมัดคือผู้ได้รับเลือกจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นบุคคลที่มีเกียรติยิ่งกว่ามนุษย์คนใด
แต่ทำไมการเกลียดชังกับมุสลิมคนหนึ่งจึงทำให้รังเกียจคำสอนของศาสนา
หรือรังเกียจผู้ประกาศศาสนาผู้นั้นด้วยเล่า? อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมกับผู้อ่านหนังสือของคุณนอร์ม่าทุกคนด้วย
ทำไม่จึงไม่เป็นธรรม ผู้เขียนถือว่าผู้อ่านหนังสือนั่นบริสุทธิ์
เขาซื้อหนังสือของคุณนอร์ม่ามาอ่าน
เขาต้องรู้แล้วว่าคุณนอร์ม่าจะต้องมีจรรยาบรรณของนักเขียนจะต้องไม่นำข้อมูลที่ผิด
หรือคลาดเคลื่อน หรือใส่ไคล้มาให้ผู้อ่านหรือผู้บริโภคอย่างแน่นอน
ฉะนั้นด้วยข้อมูลที่คุณนอร์ม่าจะนำมาจากแหล่งใด หรือต้องการชี้นำผู้อ่านไปในทิศทางใด
แม้ว่าคุณนอร์ม่าจะอ้างว่าไม่มีเจตนาบิดเบือนคำสอนของอิสลามก็ตาม
แต่หนังสือของคุณนอร์ม่าที่ถูกตีพิมพ์เป็นจำนวนมาก หรือด้วยการแปลอีกหลายภาษา
โปรดรับรู้เถอะว่า ข้อมูลข้างต้นนั้นได้ทำลายประวัติศาสตร์อิสลามอันบริสุทธิ์
และได้ลบหลู่บุคคลที่มีเกียรติที่สุดในทัศนะของมุสลิมทั่วโลก ผู้เขียนเองก็ไม่เคยนึกเลยว่า
จะมีข้อเขียนที่บนหลู่เกียรติประวัติอันงดงามยิ่งซึ่งเป็นเกียรติที่มุสลิมทุกคนจะต้องนำเกียรติยศดังกล่าวมาปฏิบัติ
กลับถูกหยามเกียรติและเหยียบย่ำอย่างไร้ยางอายที่สุด
อนึ่ง ประโยคที่เขียนว่า
"โมฮัมหมัดมีเจ้าสาววัยเด็กมากมายหลายคน อาอีซ่าเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น"
ข้อมูลนี้ก็ถือว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์อิสลามอย่างเห็นได้ชัด
เพราะท่านนบีมุหัมมัดแต่งงานกับสตรีที่เป็นเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น
คือท่านหญิงอาอิชะฮฺ บุตรสาวของท่านอบูบักรฺนอกเหนือจากนั้นท่านนบีล้วนแต่งงานกับสตรีที่เป็นหญิงหม้ายทั้งสิ้น
ดั่งหลักฐานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า "แท้จริงท่านนบีมุหัมมัดไม่เคยแต่งงาน
(นิกาหฺ) กับสตรีที่เป็นหญิงสาว (หมายถึงสตรีที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน)
นอกจากตัวนาง (หมายถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ) เท่านั้น (ที่เป็นหญิงสาวและไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน)" บันทึกหะดีษโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่
4687
จึงแลเห็นได้ว่าคุณนอร์ม่าอาจจะได้ข้อมูลมาโดยไม่ถูกต้อง
ซึ่งผู้เขียนก็ชี้แจงแล้วว่า
หากต้องการจะเขียนหนังสือสู่สาธารณะชนจำเป็นจะต้องมีจรรยาบรรณของการเป็นนักเขียนจะต้องรับผิดชอบข้อมูลที่นำเสนอโดยตรวจสอบด้วยความมั่นใจและทบทวนจนแน่ใจว่าถูกต้องเสียก่อนจึงค่อยนำเสนอ
เพราะหากไม่รอบครอบผลเสียที่จะติดตามมาอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่คิดไว้ก็ได้
หรืออาจเป็นไปได้ว่าคุณนอร์ม่ามีอคติต่อมุสลิมบางคนหรือบางกลุ่ม
(ดังเช่นเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือ) แต่นั่นเป็นเรื่องของคุณนอร์ม่าจะต้องแยกประเด็นในชัดเจนว่า
ระหว่างตัวบทหลักการของศาสนากับบุคคลที่ยึดมั่นในศาสนาต่างกัน
หลักการของศาสนาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยเฉพาะอิสลาม
มุสลิมทุกคนถือว่าเป็นหลักการที่จากพระผู้เป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ส่วนบุคคลใดที่อ่อนแอในการยึดมั่น นั่นก็เป็นเรื่องคนมุสลิมผู้นั้นแต่ไม่ใช่เรื่องของหลักการ
ตัวอย่างเช่น หลักการอิสลามบัญญัติว่า ห้ามมุสลิมดื่มสุราโดยเด็ดขาด
แต่มีมุสลิมคนหนึ่งฝ่าฝืนดื่มสุรา
เราก็ต้องตำหนิมุสลิมผู้นั้นว่าเขาฝ่าฝืนหลักการของศาสนา
แต่ไม่ใช่เราไปตำหนิหลักการของศาสนา
คุณนอร์ม่าอาจจะเกลียดชังมุสลิมผู้หนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง
แต่คุณนอร์ม่าจะต้องมีความเที่ยงธรรมพอที่จะเขียนหนังสือและอ้างอิงถึงหลักการของอิสลามด้วยข้อเท็จจริงเท่านั้น
ไม่ใช่เกลียดมุสลิมผู้หนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง ครั้นพออ้างอิงถึงหลักการอิสลาม
หรือคำสอนใดของอิสลามคุณนอร์ม่ากลับนำเสนอข้อมูลอิสลามอย่างบิดเบือนและใส่ไคล้
นำเสนอข้อมูลที่ไม่ผ่านการค้นคว้ามาเป็นอย่างดี
อย่าว่าแต่เขียนเรื่องของศาสนาและไม่ค้นคว้ามาเป็นอย่างดีเลย
ให้เขียนหนังสือในแนวอื่นๆ ถือว่าจรรยาบรรณของการเป็นนักเขียนก็บกพร่องแล้ว
"ความรุนแรงแฝงอยู่ในกฎหมายและประวัติศาสตร์ของเรา
เพื่อประโยชน์ในราชการสงคราม เพื่อนำไปใช้กับศัตรูของอิสลาม
เพื่อใช้กับชาวมุสลิมผู้พยายามเปลี่ยนศาสนา และเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อใช้กับเพศหญิง
ข้างล่างนี้เป็นข้อความซึ่งเป็นที่มาของการฆ่าผู้หญิงเพื่อเกียรติยศฆาตกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ปรากฏในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม
"ผู้ชายรับผิดชอบควบคุมผู้หญิง
เพราะพระอัลเลาะห์สร้างพวกเขาเหนือกว่าพวกเธอ และเพราะผู้ชายใช้ทรัพย์สินของพวกเขา
(อุปถัมภ์ค้ำจุนผู้หญิง) ผู้หญิงที่ดีต้องอยู่ในโอวาท
รักษาความลับในครอบครัวสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อฟัง ให้ว่ากล่าวตักเตือน ขับออก
และลงโทษ"
คำว่า "ลงโทษ"
ถูกตีความว่า "ฆ่า" ชายอาหรับเชื่อว่าคัมภีร์ข้อนี้สั่งพวกเขาให้
"ฆ่า" หญิงซึ่งเป็นญาติพี่น้องผู้ที่ไม่เชื่อฟัง หรือแสดงพฤติกรรมใดๆ
ที่บ่งชี้ว่าไม่อยู่ในโอวาท การ "ฆ่า" ในลักษณะนี้เรียกว่า
ฆ่าเพื่อทำความสะอาดชื่อเสียงเกียรติยศของครอบครัวที่แปดเปื้อน (Honour Killing)
เป็นอาชญากรรมเพื่อเกียรติยศ (Honour Crime)
พวกเขาให้เหตุผลที่ฆ่าหญิงผู้กระทำผิดว่า
เพื่อรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของครอบครัวหรือวงศ์ตระกูล
แม้ว่าการฆ่าในลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำแม้กระทั่งปัจจุบัน แต่ไม่ค่อยเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เนื่องจากถูกให้พ้นจากกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง"("รักต้องห้าม"หน้า64-65)
ก่อนอื่นผู้เขียนจะต้องหยิบยกตัวบทในคัมภีร์อัลกุรฺอาน
(ออกเสียงว่า อัล-กุรฺ-อ่าน) มาเสนอเสียก่อนแล้วค่อยอธิบายทีละประเด็น ซึ่งถูกกล่าวในสูเราะฮฺ
(บท) อันนิสาอฺ (ชื่อบท,ออกเสียงว่า อัน-นิ-ซาอ์) : (ข้อบัญญัติที่) 34 พระองค์อัลลอฮฺ (ออกเสียงว่า อัล-เลาะห์) ทรงตรัสไว้ว่า
"บรรดาชายนั้น
คือผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาผู้หญิง
โดยที่อัลลอฮฺได้ทรงโปรดปรานให้บางคนในหมู่พวกเขาเนือกว่าอีกบางคน
และโดยที่พวกเขาใช้จ่ายจากสมบัติของพวกเขา ดังนั้นผู้หญิงที่ดีทั้งหลายคือผู้ภักดี
ผู้รักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ลับหลังสามีตามที่อัลลอฮฺได้ทรงรักษาไว้
และบรรดาสตรีที่สูเจ้าเกรงการดื้อดึงของนาง ดังนั้น จงตักเตือนนาง
(ถ้ายังดื้อรั้นอยู่) ก็จงปล่อยนางไว้ (ตามลำพัง) ณ ที่นอนของนาง และจงเฆี่ยนนาง
ครั้นถ้านางเชื่อฟังสูเจ้าแล้ว จงอย่าหาทางอื่นให้ร้ายแก่นาง
แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงเกรียงไกรเสมอ"
ข้อบัญญัติของอัลกุรฺอานข้างต้นถือเป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องข้อกำหนดของการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยา
พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า บรรดาผู้ชาย
หมายถึงสามีมีหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาผู้หญิงซึ่งเป็นภรรยาของเขา
เนื่องจากผู้ชายมีร่างกายกำยำ แข็งแรง และมีความกล้าหาญมากกว่า
จำเป็นผู้มีหน้าที่ปกครองและเลี้ยงดูสตรี หรือภรรยาของเขานั้นเอง
ดังนั้นตามหลักการของอิสลาม หากสามีไม่เลี้ยงดูภรรยาถือว่ามีความผิด
เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้านเป็นหน้าที่ของฝ่ายสามีเพียงผู้เดียว
ส่วนหน้าที่ของภรรยาอัลกุรฺอานข้างต้นก็กล่าวไว้เช่นกัน
โดยนางจะต้องเป็นผู้รักษาเนื้อรักษาตัวให้อยู่ในความบริสุทธิ์
และรักษาทรัพย์สินต่างๆ ของสามี และเลี้ยงดูแลลูกๆ ของสามีขณะที่สามีไม่อยู่บ้าน
อัลกุรฺอานยังกล่าวถึงมาตรฐานว่าด้วยบรรดาภรรยาดื้อดึงต่อสามีอีกด้วย
ซึ่งมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนว่า หากภรรยาดื้อดึงไม่เชื่อฟังสามี
โดยสามีสั่งใช้ในเรื่องที่เป็นคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่าฝืนหลักการของศาสนา, พระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดให้สามีตักเตือนนางเป็นลำดับแรก
หากนางยังดื้อดึง หรือฝ่าฝืนอีก
ให้ลงโทษนางด้วยการปล่อยให้นางนอนเพียงลำพังในห้องนอน หรือที่นอน
ทั้งนี้เพื่อให้นางเกิดความว้าเหว่ และมีความสำนึกผิด
เมื่อสามีลงโทษเช่นนั้นแล้วนางก็ยังดื้อดึงและฝ่าฝืนอีก เช่นนี้ศาสนาก็กำหนดให้สามีลงโทษนางด้วยการตีนางได้ตามสมควร
เพื่อให้นางเข็ดหลาบ โดยไม่ให้เกิดบาดแผล
หรือรอยช้ำบวมอีกทั้งศาสนาไม่อนุญาตให้ตีตรงบริเวณใบหน้าของภรรยาอีกด้วย
ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวว่า "ท่านอย่าตี (บริเวณ) ใบหน้า (ของภรรยา)"
ดังกล่าวคือคำอธิบายของบทบัญญัติที่อิสลามกำหนดให้สามีภรรยาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพราะถือว่าเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต
ซึ่งการอธิบายคัมภีร์อัลกุรฺอานนั้นจะต้องได้รับการอธิบายจากท่านนบีมุหัมมัดโดยตรง
โดยเหล่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ออกเสียงว่า เซาะ-ฮา-บะฮ์)
คือบุคคลที่ร่วมอยู่ในสมัยของท่านนบีมุหัมมัดในสภาพที่เป็นมุสลิมและสิ้นชีวิตในสภาพที่เป็นมุสลิมเช่นกัน
ส่วนข้อเขียนของคุณนอร์ม่าบทบัญญัติของอัลกุรฺอานข้างต้นเป็นการกำหนดให้กับเพศหญิง
ซึ่งเป็นที่มาของการฆ่าผู้หญิงเพื่อเกียรติยศฆาตกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วคุณนอร์ม่าก็หยิบยกบทบัญญัติของอัลกุรฺอานข้างต้นมาประกอบ
ผู้เขียนขออธิบายดังนี้ว่า
บทบัญญัติของอัลกุรฺอานข้างต้นยังไม่พบว่ากดขี่ขมเหงรังเกียจสตรีมุสลิมในแง่มุมใดเลย
หรือเนื้อหาช่วงใดที่มีบัญญัติให้สามีสังหารภรรยาเพื่อเกียรติยศฆาตกรรมซึ่งชอบด้วยกฎหมาย
เปล่าเลยทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีบทบัญญัติใด
หรือคำสอนของอิสลามบทใดเลยที่อนุญาตให้สามีสังหารภรรยาของเขา
หรือลูกสาวของเขาได้ตามอำเภอใจ เพราะการกระทำเช่นนั้นถือว่ามีความผิดอย่างมหันต์
เพราะอิสลามไม่อนุญาตให้สังหารผู้อื่นโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอิสลาม
แม้ว่าบุคคลผู้นั้นมีความผิดจะต้องถูกประหารชีวิต ผู้เป็นสามี, พ่อ
หรือพี่น้องชายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะลงมือสังหารด้วยมือของเขาเองโดยเด็ดขาด