โต้หนังสือ
"รักต้องห้าม"
(ตอนที่ 2)
บิดเบือนศาสนาอิสลาม
![]() |
แม้ชายหญิงคู่หนึ่งคู่ใดสามารถเอาชนะความท้าท้ายเพื่อรู้จักซึ่งกันและกันได้สำเร็จ
แต่อคติเก่าแก่ก็ยังเป็นพลังมหึมาที่หนุนกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานให้กลายเป็นอุปสรรคที่ไม่มีวันเอาชนะได้
ความรักที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (ซึ่งเป็นที่มาของการแต่งงานด้วยความรักตามแนวคิดของชาวตะวันตก)
ถือเป็นการไม่เคารพต่อวัฒนธรรมการแต่งงานดั้งเดิมตามประเพณีคลุมถุงชนซึ่งมีมานานตั้งแต่ยุคที่ศาสดาโมฮัมหมัดแต่งงานกับเด็กที่ชื่ออาอีซ่าโดยปู่ของเธอเป็นคนจัดการให้
กฎหมายว่าด้วยการแต่งงานจึงไม่ต้องเสียเวลาตีความ เพราะชัดเจนมาก
เมื่อชายที่เป็นคนดีและเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาขอแต่งงานกับบุตรสาวท่าน
ไม่ควรปฏิเสธคำขอนั้น องค์ศาสดาเคยตรัสว่า เมื่อท่านได้รับข้อเสนอแต่งงานกับบุตรสาวของท่านจากชายที่ท่านพึงพอใจในคุณความดี
และความศรัทธาต่อศาสนา จงให้เขาได้แต่งงาน
ถ้าไม่ทำตามนี้เรื่องอัปยศอดสูและความไม่ศรัทธาในศาสนาจะระบาดไปทั่ว (หนังสือ รักต้องห้าม หน้า 73-74)
ประการแรก ผู้เขียนต้องชี้แจงให้นางนอร์ม่า คูรี่ (ผู้เขียนหนังสือ
รักต้องห้าม) ได้ทราบก่อนว่า
ครั้นเมื่อเราต้องการจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใด เราจะต้องใช้มาตรฐานของพื้นฐานเดิม
หรือหลักความเชื่อเดิมของเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ตัดสิน ไม่ใช่ใช้แนวคิด
หรือหลักความเชื่อหนึ่งมาเป็นมาตรฐานวัดอีกหลักความเชื่อหนึ่งเพราะนั่นจะสร้างความเสียหาย
หรือความเข้าใจผิดสำหรับบุคคลที่ไม่ข้อมูลของเรื่องนั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
กล่าวคือ มุสลิมทุกคนมีหลักความเชื่อ และหลักคำสอนจากพระผู้เป็นเจ้าว่า
ไม่อนุญาตให้มุสลิมไปยึดแนวทางอื่นมาปฏิบัตินอกจากแนวทางของอิสลามเท่านั้น
หากมุสลิมคนใดพอใจ หรือเลื่อมใสในแนวทางอื่น, ความเชื่ออื่น
หรือลัทธิอื่นจากอิสลาม สิ่งที่เขานำมาปฏิบัตินั้นถือเป็นโมฆะ
ดั่งคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรฺอานสูเราะฮฺ (อ่านว่า
ซู
เร๊าะฮฺ, หมายถึง บท) อาลิอิมรอน
อายะฮฺ (ส่วนที่) 85 , พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า
และบุคคลใดที่แสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด
และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใดเขาก็เยี่ยงชนกลุ่มนั้น
(บันทึกโดยท่านอบูดาวูด อ่านว่า อะ-บู-ดา-วู๊ด
เป็นชื่อของบุคคลที่รวบรวมวัจนะของท่านนบีแล้วบันทึกเป็นหนังสือ)
ฉะนั้นจากหลักฐานข้างต้น
พอจะชี้ประเด็นให้เห็นแล้วว่ามุสลิมมีกฎกติกาในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง
ซึ่งกฎกติกาดังกล่าวมิใช่มนุษย์เป็นผู้เขียนขึ้นมาเอง
แต่มาจากพระองค์อัลลอฮฺนั่นเอง, ทีนี้กลับมาสู่ประเด็นข้อเขียนของนางนอร์ม่า
คูรี่ ซึ่งนางใช้มาตรฐานของสากล หรือใช้มาตรฐานของตะวันตก
หรือใช้มาตรฐานศาสนาของเธอเอง (คือศาสนาคริสต์) นำมาใช้ตัดสินศาสนาอิสลามซึ่งไม่สามารถกระทำได้โดยเด็ดขาด กล่าวคือ
นางนอร์ม่ากำลังอธิบายว่า หากชายหญิงคู่หนึ่ง (ไม่พิจารณาเผ่าพันธุ์,ศาสนา) รักใคร่ชอบพอซึ่งกันและกันตามธรรมชาติ
ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาวตะวันตกนิยมกระทำกันแล้วจะผิดตรงไหน? เนื่องจากเป็นวิถีที่เป็นไปตามธรรมชาติ
ชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่รักกันสุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยการแต่งงานจะผิดตรงไหน? แต่อิสลามกลับระบุว่าการทำตามวัฒนธรรมบนพื้นฐานแห่งธรรมชาติเช่นนั้นเป็นความผิดมหันต์สาหัสสากรรจ์ยิ่ง
! ใช่แต่เท่านั้นถ้ามุสลิมคนใดกระทำเยี่ยงนั้นถือเขาว่าไม่ให้เกียรติต่อประเพณีการคลุมถุงชนที่สืบทอดมาจากท่านนบีมุหัมมัดเลยแม้แต่น้อย,
นี่เองที่นางนอร์ม่าต้องการสื่อให้เห็นภาพลบของอิสลามซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย,
ประเด็นอยู่ตรงที่นางนอร์ม่าไม่เข้าใจอิสลาม
และไม่ต้องการที่จะเข้าใจอิสลามอีกด้วย
เนื่องเพราะความอคติที่นางมีต่อมุสลิมบางคนที่ยังกรุ่นภายในจิตใจของนางเท่านั้นเอง
นางจึงไม่พบกับสัจธรรม ทั้งๆ ที่สัจธรรมแห่งอิสลามรายล้อมอยู่รอบกายของนางตลอดเวลา
โดยนางจะเสาะแสวงหาข้อมูลแห่งอิสลามที่ถูกต้องและชัดเจนเมื่อไรก็ได้
เพราะนางอาศัยอยู่ในประเทศมุสลิม (คือประเทศจอร์แดน) แต่นางเลือกที่ไม่ศึกษาอิสลาม
นางใช้โอกาสแห่งความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องเสียเพื่อนสนิทไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาเป็นช่องทางในการโจมตี
และใส่ร้ายต่ออิสลามได้อย่างลงตัวที่สุด (ซึ่งได้ผลเกินความคาดหมายเนื่องจากหนังสือของเธอได้รับความนิยมจนกระทั่งต้องแปลอีกหลายภาษา) เหตุด้วยแห่งการเดียดฉันท์ต่ออิสลามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จึงทำให้หนังสือของนางไปถูกอกถูกใจกับแนวทางคนบางกลุ่ม
หรือหลายกลุ่มที่มุ่งทำลายอิสลามก่อนหน้านี้อย่างไม่ต้องสงสัย
อนึ่ง อิสลามได้บัญญัติว่าด้วยการแต่งงานของมุสลิมกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมไว้ดั่งนี้
(ยังมีต่อ โปรดติดตามอ่านในตอนที่ 3)