![]() |
อนึ่ง อิสลามได้บัญญัติว่าด้วยการแต่งงานของมุสลิมกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมไว้ดั่งนี้ |
อัลกุรฺอานข้างต้นชี้ชัดเจนแล้วว่า หากสมมติมุสลิมคนหนึ่งจะตกลงแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
เงื่อนไขของศาสนาคือเขาหรือเธอที่ไม่ใช่มุสลิมผู้นั้น จำเป็นจะต้องเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเสียก่อนเป็นอันดับแรก
หากเขาหรือเธอที่ไม่ใช่มุสลิมยังไม่เข้ารับอิสลามแล้วแต่งงานกับมุสลิม หลักการของศาสนาถือว่าการแต่งงานนั้นเป็นโมฆะทันที
เพราะไม่ครบเงื่อนไขในการแต่งงานที่ระบุว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องเป็นมุสลิม,
เมื่อบทบัญญัติเป็นเช่นนั้น หน้าที่ของมุสลิมก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
เพียงเพราะเราเป็นบ่าวของพระองค์อัลลอฮฺนั่นเอง
เมื่อหลักการของศาสนาเป็นเช่นนั้น คุณนอร์ม่าเป็นใครกัน? ที่อาจหาญมาวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอิสลามในทำนองที่ว่ามีกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องการแต่งงานที่ไม่มีวันเอาชนะได้
ดั่งข้อความตอนหนึ่งที่ระบุว่า แม้ชายหญิงคู่หนึ่งคู่ใดสามารถเอาชนะความท้าท้ายเพื่อรู้จักซึ่งกันและกันได้สำเร็จ
แต่อคติเก่าแก่ก็ยังเป็นพลังมหึมาที่หนุนกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานให้กลายเป็นอุปสรรคที่ไม่มีวันเอาชนะได้
อย่าว่าแต่บุคคลต่างศาสนิกที่ต้องเข้มงวดในเรื่องของศาสนา แม้แต่มุสลิมที่จะเลือกมุสลิมมาแต่งงาน
หรือเลือกมาเป็นคู่ครองด้วย ท่านนบีมุหัมมัด
ยังกำชับให้พิจารณาเลือกมุสลิมที่เคร่งครัดในศาสนาก่อนเป็นอันดับแรก,
ท่านนบีมุหัมมัด
กล่าวไว้ว่า
สตรีจะถูกเลือก
(มาเป็นภรรยา) มีสี่ประการ
(1) ความร่ำรวยของนาง (2) วงศ์ตระกูล,เชื้อสายของนาง (3) ความสวยของนาง และ (4) การมีศาสนาของนาง เช่นนั้นจงเลือก (บุคคล) ที่มีศาสนา มิเช่นนั้นแล้วมือของท่านจะคลุกฝุ่น (หมายถึงจะประสบกับความวุ่นวาย,เดือนร้อนในชีวิต) (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 4700) นี่คือหลักการของอิสลาม ในเมื่อนางนอร์ม่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอิสลาม
แต่ทำไมจึงพยายามจะเขียนพาดพิงถึงอิสลามอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตนเองไม่มีความรู้อิสลามเลยแม้แต่น้อย
เช่นนี้แล้วจะให้พี่น้องมุสลิมทั่วโลกคิดในแง่ดีกับนางนอร์ม่าได้อย่างไรกัน? พึงทราบเถิดว่า สังคมที่พังพ่ายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีบุคคลอย่างนางนอร์ม่านี้แหละ
ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่รู้แต่ชอบชี้ ถ้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เป็นไรสังคมสงบสุข แต่ไม่รู้แล้วชอบชี้เมื่อไร
เมื่อนั้นแหละสังคมจะวุ่นวายปั่นป่วนอยู่ตลอดไปตราบกระทั่งวันสิ้นโลก
ประการที่สอง นางนอร์ม่ากล่าวถึงประเพณีคลุมถุงชนซึ่งมีมานานตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุหัมมัด
ซึ่งแต่งงานกับเด็กที่ชื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ,
ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งประเด็นอธิบายดั่งนี้
1.
ว่าด้วยเรื่องประเพณีคลุมถุงชน หากนางนอร์ม่าจะอ้างว่า การคลุมถุงชนเป็นประเพณีนั้นคงไม่ถูกต้องนัก
เพราะประเพณี หมายถึง สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียน
หรือจารีตประเพณี
แต่นางนอร์ม่าอ้างว่าการคลุมถุงชนสืบทอดมาจากท่านนบีมุหัมมัด
นั่นคุณนอร์ม่าจะต้องพูดว่า การคลุมถุงชนเป็นศาสนา เพราะการพูด,การกระทำ หรือการยอมรับของท่านนบีมุหัมมัด
ล้วนเป็นศาสนา
ทั้งสิ้น หรือที่เรียกว่า สุนนะฮฺ (อ่านว่า ซุน-น๊ะฮฺ) แปลว่าแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัด
ส่วนแบบฉบับของท่านนบีจะแบ่งเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ)
จะต้องกระทำ หรือเป็นเรื่องความสมัครใจ (สุนนะฮฺ)
นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
2.
ไม่ว่าคุณนอร์ม่าจะอ้างว่า การคลุมถุงชน
เป็นอะไรก็ตามเถอะ แต่การคลุมถุงชนนั้นไม่มีในบทบัญญัติของอิสลามเลยแม้แต่น้อย
หากคุณนอร์ม่าไม่ทราบว่าการคลุมถุงชนไม่มีในอิสลาม แต่กลับเผยแพร่ในสถานที่สาธารณะ
(หมายถึงเขียนเป็นหนังสือ) ว่านั่นเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากท่านบีมุหัมมัด
ก็เท่ากับว่านางนอร์ม่าบิดเบือนต่อคำสอนแห่งอิสลามแล้ว
แต่ถ้านางรู้ว่าในอิสลามไม่มีเรื่องการคลุมถุงชน นั่นก็เท่ากับว่านางได้ใส่ไคล้
และใส่ร้ายป้ายสีต่ออิสลามอีกเช่นกัน
3.
การ คลุมถุงชน
หมายความว่าอย่างไร?
หนังสือ พจนานุกรม ฉบับมติชน หน้า 171
ให้ความหมายว่า (สำ) ก. แต่งงานโดยที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมิได้สนิทคุ้นเคยหรือรักใคร่กันมาก่อน
แต่เป็นไปเพราะญาติผู้ใหญ่กำหนด แต่ศาสนาอิสลามสอนเรื่องการแต่งงานไว้ว่า หากมีบุคคลหนึ่งมาสู่ขอสตรีท่านหนึ่ง
ศาสนาก็ระบุว่าให้ผู้ปกครองของนางสอบถามถึงความพอใจว่าจะตกลงที่รับการสู่ขอนั้นหรือไม่?
หากนางตกลงก็กำหนดการแต่งงานกันไป แต่ถ้านางไม่ตกลง ผู้ปกครองของนางก็ไม่มีสิทธิ์จะบังคับให้นางแต่งงานกับผู้ที่มาสู่ขอนางได้นั่นเอง
ดั่งหลักฐานจากท่านอิบนุอับบาส (ชื่อของเศาะหาบะฮฺ,
อ่านว่า เซ๊าะ-ฮา-บ๊ะฮฺ)
เล่าว่า แท้จริงท่านนบีมุหัมมัด
กล่าวว่า
หญิงหม้าย (สตรีที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว)
ตัวของนางมีสิทธิมากกว่าผู้ปกครอง (วะลีย์)
ของนาง และสตรีที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงาน นางจะต้องถูกขออนุญาตเสียก่อน
ซึ่งการอนุญาต (หมายถึง การตอบรับการแต่งงาน) ของนาง
คือการนิ่งของนาง
(บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 2545) จากหลักฐานข้างต้นเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า
ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้บังคับผู้หญิงแต่งงานโดยเด็ดขาด การแต่งงานต้องถามความสมัครใจของผู้หญิงด้วย
มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นการบีบบังคับ หรือเป็นการกดขี่ผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย
อนึ่ง สมมติว่าสตรีมุสลิมท่านหนึ่งถูกผู้ปกครอง (วะลีย์)
ของนางบังคับให้แต่งงาน ศาสนาก็ยังระบุว่านางมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกการแต่งงานในครั้งนั้นได้เช่นกัน ดั่งหลักฐานที่ท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า แท้จริงมีหญิงสาวท่านหนึ่งมาท่านนบีมุหัมมัด
พลางกล่าวว่า อันที่จริงพ่อของนางจัดการแต่งงานให้แก่นาง ในสภาพที่นางไม่พอใจ
(ในตัวเจ้าบ่าว) ท่านนบีจึงใช้ให้นางเลือก (ว่าจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนั้นให้เป็นโมฆะได้)
(บันทึกโดยอบูดาวูด ลำดับหะดีษที่ 1794)
4.
ฉะนั้นการที่นางนอร์ม่า เขียนโดยอ้างว่า ประเพณีการคลุมถุงชนมีมานานตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุหัมมัด
นั้นจึงเป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้กับท่านนบีมุหัมมัด
อย่างชัดเจน
ทั้งๆ ที่ท่านนบีมุหัมมัด
เป็นบุคคลที่ได้รับเกียรติจากพระเจ้าให้ทำหน้าที่เผยแพร่คำสอนของอิสลาม
และเป็นศาสดาคนสุดท้ายที่พระเจ้ารับรองไว้ โดยให้ประชาชาติมุสลิมทั้งมวลปฏิบัติตามท่านนบีมุหัมมัด
อย่างเคร่งครัด
แต่กลับมีสตรีนางหนึ่งที่ชื่อนอร์ม่า คูรี่ทำลายเกียรติของท่านนบีมุหัมมัด
อย่างย่อยยับ
ซึ่งยากแก่การที่บรรดามุสลิมทั่วโลกจะให้อภัยได้จริงๆ
5.
นางนอร์ม่า อ้างว่าปู่ของท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นผู้จัดการแต่งงานเธอให้กับท่านนบีมุหัมมัด
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ประวัติศาสตร์อิสลามเลยแม้แต่น้อย เพราะประวัติศาสตร์อิสลามบันทึกไว้ว่า
ท่านอบู บักรฺ ซึ่งเป็นบิดาของท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นผู้ที่จัดการเรื่องการแต่งงานให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺต่างหาก
หาใช่ปู่ของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ชื่ออบูกุฮาฟะฮฺเป็นจัดแต่งงานให้แก่นางแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อีกทั้งหลักการของศาสนากำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นวะลีย์ (หมายถึงผู้ปกครองผู้หญิง) คนแรกที่มีสิทธิ์แต่งงานให้กับผู้หญิงคือ
พ่อของผู้หญิงคนนั้น ฉะนั้นในเมื่อพ่อของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ชื่ออบูบักรฺยังมีชีวิตอยู่แล้วเรื่องการแต่งงานจะมอบให้ปู่ของนางจัดการได้อย่างไร?
ผู้เขียนระบุตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า นางนอร์ม่า คูรี่มีเจตนาบิดเบือนหลักการของศาสนาอย่างเห็นได้ชัด
ในเมื่อประวัติศาสตร์อิสลามทุกเล่มที่เขียนเป็นเอกฉันท์ตรงกันว่าท่านอบูบักรฺเป็นผู้จัดให้ท่านหญิงอาอิชะฮฺแต่งงานกับท่านนบีมุหัมมัด
แต่นางนอร์ม่าก็ยังไม่วายที่จะหยิบยกประเด็นที่ชัดเจนมาบิดเบือนอย่างหน้าตาเฉย
6.
นางนอร์ม่า คูรี่เขียนไว้ว่า เมื่อชายที่เป็นคนดีและเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาขอแต่งงานกับบุตรสาวท่าน
ไม่ควรปฏิเสธคำขอนั้น องค์ศาสดาเคยตรัสว่า เมื่อท่านได้รับข้อเสนอแต่งงานกับบุตรสาวของท่านจากชายที่ท่านพึงพอใจในคุณความดี
และความศรัทธาต่อศาสนา จงให้เขาได้แต่งงาน ถ้าไม่ทำตามนี้เรื่องอัปยศอดสูและความไม่ศรัทธาในศาสนาจะระบาดไปทั่ว ข้อความข้างต้นเป็นวจนะของท่านนบีมุหัมมัด
จริงอย่างที่คุณนอร์ม่า
หยิบยกมา แต่ทว่าเป้าหมายที่นางนอร์ม่าต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านหนังสือ รักต้องห้าม เข้าใจนั้นกลับไปใช่เป้าหมายที่ท่านนบีมุหัมมัด
ได้ระบุไว้
กล่าวคือ นางนอร์ม่าหยิบยกวจนะของท่านนบีมุหัมมัดเพื่อชี้ประเด็นให้เห็นว่า อิสลามมีระบบการคลุมถุงชน
ซึ่งเราจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะนางนอร์ม่าเขียนว่า ท่านนบีแต่งงานกับเด็กที่ชื่ออาอิชะฮฺ
โดยปู่เป็นคนจัดการให้ แล้วก็หยิบยกวจนะของท่านบีที่ระบุว่าหากมีใครมาสู่ขอลูกสาวของตนเองหากเราเห็นว่าเป็นคนดีมีศาสนาก็ยกลูกสาวให้แก่บุคคลนั้นไปเถิด
แต่ถ้าไม่ยกลูกสาวให้เขาก็จะทำให้เกิดความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง, นี่คือเขียนหนังสือที่บิดเบือนและใส่ไคล้ต่ออิสลามอย่างแยบยลที่สุดเล่มหนึ่งจากหนังสือต่างๆ
ที่เคยบิดเบือนอิสลามในอดีตที่ผ่านมา
ซึ่งคุณนอร์ม่าไม่ใช่มุสลิม ไม่ใช่ผู้ที่เข้าใจในคำสอนของศาสนาอิสลาม
แต่ก็หยิบยกวจนะของท่านนบีมุหัมมัด
มาเพื่อให้แนวคิดที่ว่าอิสลามบัญญัติในเรื่องคลุมถุงชนนั้นมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นัยความเป็นจริงแล้ว วจนะของท่านนบีมุหัมมัด
เป็นเช่นนี้ หากมีชายมุสลิมคนหนึ่งมาสู่ขอลูกสาวของเรา เราก็เห็นแล้วว่าเขาเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา
เป็นผู้ศรัทธาต่ออิสลามอย่างมั่นคง เช่นนี้ในส่วนของผู้ปกครองฝ่ายหญิง (ภาษาศาสนาเรียกว่า
วะลีย์) จะต้องไม่กีดกั้น หรือทำให้ทั้งสองมีอุปสรรคมิได้แต่งงานกัน
นั่นหมายถึง ตัวของผู้หญิงเองก็ยินดีที่แต่งงานด้วย ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงก็ส่งเสริมให้แต่งงานกัน
ทั้งนี้อันเนื่องจากผู้ชายที่ดีมีศาสนานั้นสามารถสั่งสอน หรืออบรมลูกสาวของตนเองให้อยู่ในครรลองของอิสลามได้
สามารถทำให้นางมีความสุขทั้งในโลกนี้ (โลกดุนยา)
และโลกหน้า (โลกอาคิเราะฮฺ) นางปลอดภัยจากความชั่วที่จะเกิดในอนาคต
เพราะสามีของนางจะต้องห้ามปรามไม่ให้นางนอกลู่นอกทางจากหลักการของอิสลาม ในทางตรงกันข้าม หากผู้ปกครองฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้คนที่ดีมีศาสนาแล้วไซร้
ความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นตามมาภายหลังอย่างไม่ต้องสงสัย อาทิเช่น อาจจะมีการประณามจากพี่น้องมุสลิมต่อผู้ปกครองของฝ่ายหญิงที่ไม่ยอมยกลูกสาวแต่งงานกับคนที่มีศีลธรรม
มีศาสนา ซึ่งเป็นความอัปยศอดสูจริงๆ เพราะเป็นการทำลายสถาบันครอบครัวตามแนวทางของอิสลามอย่างสิ้นเชิง, จักเห็นได้ว่า เป้าหมายวจนะของท่านนบีมุหัมมัดนั้นแตกต่างจากเป้าหมายที่นางนอร์ม่าเขียนไว้ในหนังสือ
รักต้องห้าม อย่างเห็นได้ชัด จึงไม่แปลใจเลยว่า
นางนอร์ม่า คูรี่เขียนหนังสือในเชิงวรรณกรรม แต่แฝงไปด้วยการใส่ไคล้และบิดเบือนอิสลามชนิดที่เรียกว่า
หากอ่านหนังสือ รักต้องห้าม ไม่ละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ ผู้อ่านก็จะถูกนางนอร์ม่า คูรี่ต้มจนเปื่อยได้เหมือนกัน
(ยังมีต่อ โปรดติดตามอ่านในตอนที่ 4)