โต้หนังสือ “รักต้องห้าม” (ตอนที่ 3)

ใส่ไคล้ท่านนบีมุหัมมัด  และบิดเบือนศาสนาอิสลาม

 

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

อนึ่ง อิสลามได้บัญญัติว่าด้วยการแต่งงานของมุสลิมกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมไว้ดั่งนี้
                พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า
                “และสูเจ้าจงอย่าแต่งงานกับสตรีที่ตั้งภาคีจนกว่านางจะศรัทธา (เสียก่อน) ซึ่งทาสีที่ศรัทธา นั่นย่อมดีกว่าสตรีที่ตั้งภาคี แม้ว่านาง (ที่ตั้งภาคี) จะทำให้สูเจ้าพึงพอใจก็ตาม และสูเจ้าจงอย่า (ยกลูกสาว) แต่งงานให้กับผู้ชายที่ตั้งภาคีจนกว่าพวกเขาจะศรัทธา (เสียก่อน) ซึ่งทาสที่ศรัทธา นั่นย่อมดีกว่าผู้ที่ตั้งภาคี แม้ว่าเขาจะทำให้สูเจ้าพึงพอใจก็ตาม”
(สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ : 221)

                อัลกุรฺอานข้างต้นชี้ชัดเจนแล้วว่า หากสมมติมุสลิมคนหนึ่งจะตกลงแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เงื่อนไขของศาสนาคือเขาหรือเธอที่ไม่ใช่มุสลิมผู้นั้น จำเป็นจะต้องเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเสียก่อนเป็นอันดับแรก หากเขาหรือเธอที่ไม่ใช่มุสลิมยังไม่เข้ารับอิสลามแล้วแต่งงานกับมุสลิม หลักการของศาสนาถือว่าการแต่งงานนั้นเป็นโมฆะทันที เพราะไม่ครบเงื่อนไขในการแต่งงานที่ระบุว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องเป็นมุสลิม, เมื่อบทบัญญัติเป็นเช่นนั้น หน้าที่ของมุสลิมก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพียงเพราะเราเป็นบ่าวของพระองค์อัลลอฮฺนั่นเอง

                เมื่อหลักการของศาสนาเป็นเช่นนั้น คุณนอร์ม่าเป็นใครกัน? ที่อาจหาญมาวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอิสลามในทำนองที่ว่ามีกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องการแต่งงานที่ไม่มีวันเอาชนะได้ ดั่งข้อความตอนหนึ่งที่ระบุว่า “แม้ชายหญิงคู่หนึ่งคู่ใดสามารถเอาชนะความท้าท้ายเพื่อรู้จักซึ่งกันและกันได้สำเร็จ แต่อคติเก่าแก่ก็ยังเป็นพลังมหึมาที่หนุนกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานให้กลายเป็นอุปสรรคที่ไม่มีวันเอาชนะได้”

                อย่าว่าแต่บุคคลต่างศาสนิกที่ต้องเข้มงวดในเรื่องของศาสนา แม้แต่มุสลิมที่จะเลือกมุสลิมมาแต่งงาน หรือเลือกมาเป็นคู่ครองด้วย ท่านนบีมุหัมมัด   ยังกำชับให้พิจารณาเลือกมุสลิมที่เคร่งครัดในศาสนาก่อนเป็นอันดับแรก, ท่านนบีมุหัมมัด   กล่าวไว้ว่า “สตรีจะถูกเลือก (มาเป็นภรรยา) มีสี่ประการ (1) ความร่ำรวยของนาง (2) วงศ์ตระกูล,เชื้อสายของนาง (3) ความสวยของนาง และ (4) การมีศาสนาของนาง เช่นนั้นจงเลือก (บุคคล) ที่มีศาสนา มิเช่นนั้นแล้วมือของท่านจะคลุกฝุ่น (หมายถึงจะประสบกับความวุ่นวาย,เดือนร้อนในชีวิต)” (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 4700)  นี่คือหลักการของอิสลาม ในเมื่อนางนอร์ม่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอิสลาม แต่ทำไมจึงพยายามจะเขียนพาดพิงถึงอิสลามอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตนเองไม่มีความรู้อิสลามเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้แล้วจะให้พี่น้องมุสลิมทั่วโลกคิดในแง่ดีกับนางนอร์ม่าได้อย่างไรกัน?  พึงทราบเถิดว่า สังคมที่พังพ่ายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีบุคคลอย่างนางนอร์ม่านี้แหละ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่รู้แต่ชอบชี้ ถ้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เป็นไรสังคมสงบสุข แต่ไม่รู้แล้วชอบชี้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละสังคมจะวุ่นวายปั่นป่วนอยู่ตลอดไปตราบกระทั่งวันสิ้นโลก

 

                ประการที่สอง นางนอร์ม่ากล่าวถึงประเพณีคลุมถุงชนซึ่งมีมานานตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุหัมมัด   ซึ่งแต่งงานกับเด็กที่ชื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ, ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งประเด็นอธิบายดั่งนี้

 

1.     ว่าด้วยเรื่องประเพณีคลุมถุงชน หากนางนอร์ม่าจะอ้างว่า การคลุมถุงชนเป็นประเพณีนั้นคงไม่ถูกต้องนัก เพราะประเพณี หมายถึง “สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียน หรือจารีตประเพณี”  แต่นางนอร์ม่าอ้างว่าการคลุมถุงชนสืบทอดมาจากท่านนบีมุหัมมัด   นั่นคุณนอร์ม่าจะต้องพูดว่า การคลุมถุงชนเป็นศาสนา เพราะการพูด,การกระทำ หรือการยอมรับของท่านนบีมุหัมมัด   ล้วนเป็นศาสนา ทั้งสิ้น หรือที่เรียกว่า “สุนนะฮฺ” (อ่านว่า ซุน-น๊ะฮฺ) แปลว่าแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัด   ส่วนแบบฉบับของท่านนบีจะแบ่งเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) จะต้องกระทำ หรือเป็นเรื่องความสมัครใจ (สุนนะฮฺ) นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

2.     ไม่ว่าคุณนอร์ม่าจะอ้างว่า “การคลุมถุงชน” เป็นอะไรก็ตามเถอะ แต่การคลุมถุงชนนั้นไม่มีในบทบัญญัติของอิสลามเลยแม้แต่น้อย หากคุณนอร์ม่าไม่ทราบว่าการคลุมถุงชนไม่มีในอิสลาม แต่กลับเผยแพร่ในสถานที่สาธารณะ (หมายถึงเขียนเป็นหนังสือ) ว่านั่นเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากท่านบีมุหัมมัด   ก็เท่ากับว่านางนอร์ม่าบิดเบือนต่อคำสอนแห่งอิสลามแล้ว แต่ถ้านางรู้ว่าในอิสลามไม่มีเรื่องการคลุมถุงชน นั่นก็เท่ากับว่านางได้ใส่ไคล้ และใส่ร้ายป้ายสีต่ออิสลามอีกเช่นกัน 

 

3.     การ “คลุมถุงชน” หมายความว่าอย่างไร?  หนังสือ พจนานุกรม ฉบับมติชน หน้า 171 ให้ความหมายว่า “(สำ) . แต่งงานโดยที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมิได้สนิทคุ้นเคยหรือรักใคร่กันมาก่อน แต่เป็นไปเพราะญาติผู้ใหญ่กำหนด” แต่ศาสนาอิสลามสอนเรื่องการแต่งงานไว้ว่า หากมีบุคคลหนึ่งมาสู่ขอสตรีท่านหนึ่ง ศาสนาก็ระบุว่าให้ผู้ปกครองของนางสอบถามถึงความพอใจว่าจะตกลงที่รับการสู่ขอนั้นหรือไม่? หากนางตกลงก็กำหนดการแต่งงานกันไป แต่ถ้านางไม่ตกลง ผู้ปกครองของนางก็ไม่มีสิทธิ์จะบังคับให้นางแต่งงานกับผู้ที่มาสู่ขอนางได้นั่นเอง ดั่งหลักฐานจากท่านอิบนุอับบาส (ชื่อของเศาะหาบะฮฺ, อ่านว่า เซ๊าะ-ฮา-บ๊ะฮฺ) เล่าว่า แท้จริงท่านนบีมุหัมมัด   กล่าวว่า “หญิงหม้าย (สตรีที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว) ตัวของนางมีสิทธิมากกว่าผู้ปกครอง (วะลีย์) ของนาง และสตรีที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงาน นางจะต้องถูกขออนุญาตเสียก่อน ซึ่งการอนุญาต (หมายถึง การตอบรับการแต่งงาน) ของนาง คือการนิ่งของนาง” (บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่  2545)   จากหลักฐานข้างต้นเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้บังคับผู้หญิงแต่งงานโดยเด็ดขาด การแต่งงานต้องถามความสมัครใจของผู้หญิงด้วย มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นการบีบบังคับ หรือเป็นการกดขี่ผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย  อนึ่ง สมมติว่าสตรีมุสลิมท่านหนึ่งถูกผู้ปกครอง (วะลีย์) ของนางบังคับให้แต่งงาน ศาสนาก็ยังระบุว่านางมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกการแต่งงานในครั้งนั้นได้เช่นกัน  ดั่งหลักฐานที่ท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า “แท้จริงมีหญิงสาวท่านหนึ่งมาท่านนบีมุหัมมัด    พลางกล่าวว่า อันที่จริงพ่อของนางจัดการแต่งงานให้แก่นาง ในสภาพที่นางไม่พอใจ (ในตัวเจ้าบ่าว) ท่านนบีจึงใช้ให้นางเลือก (ว่าจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนั้นให้เป็นโมฆะได้)” (บันทึกโดยอบูดาวูด ลำดับหะดีษที่ 1794) 

 

4.     ฉะนั้นการที่นางนอร์ม่า เขียนโดยอ้างว่า ประเพณีการคลุมถุงชนมีมานานตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุหัมมัด   นั้นจึงเป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้กับท่านนบีมุหัมมัด  อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ท่านนบีมุหัมมัด   เป็นบุคคลที่ได้รับเกียรติจากพระเจ้าให้ทำหน้าที่เผยแพร่คำสอนของอิสลาม และเป็นศาสดาคนสุดท้ายที่พระเจ้ารับรองไว้ โดยให้ประชาชาติมุสลิมทั้งมวลปฏิบัติตามท่านนบีมุหัมมัด  อย่างเคร่งครัด แต่กลับมีสตรีนางหนึ่งที่ชื่อนอร์ม่า คูรี่ทำลายเกียรติของท่านนบีมุหัมมัด   อย่างย่อยยับ ซึ่งยากแก่การที่บรรดามุสลิมทั่วโลกจะให้อภัยได้จริงๆ

 

5.     นางนอร์ม่า อ้างว่าปู่ของท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นผู้จัดการแต่งงานเธอให้กับท่านนบีมุหัมมัด    ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ประวัติศาสตร์อิสลามเลยแม้แต่น้อย เพราะประวัติศาสตร์อิสลามบันทึกไว้ว่า ท่านอบู บักรฺ ซึ่งเป็นบิดาของท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นผู้ที่จัดการเรื่องการแต่งงานให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺต่างหาก หาใช่ปู่ของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ชื่ออบูกุฮาฟะฮฺเป็นจัดแต่งงานให้แก่นางแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีกทั้งหลักการของศาสนากำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นวะลีย์ (หมายถึงผู้ปกครองผู้หญิง) คนแรกที่มีสิทธิ์แต่งงานให้กับผู้หญิงคือ พ่อของผู้หญิงคนนั้น  ฉะนั้นในเมื่อพ่อของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ชื่ออบูบักรฺยังมีชีวิตอยู่แล้วเรื่องการแต่งงานจะมอบให้ปู่ของนางจัดการได้อย่างไร? ผู้เขียนระบุตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า นางนอร์ม่า คูรี่มีเจตนาบิดเบือนหลักการของศาสนาอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อประวัติศาสตร์อิสลามทุกเล่มที่เขียนเป็นเอกฉันท์ตรงกันว่าท่านอบูบักรฺเป็นผู้จัดให้ท่านหญิงอาอิชะฮฺแต่งงานกับท่านนบีมุหัมมัด    แต่นางนอร์ม่าก็ยังไม่วายที่จะหยิบยกประเด็นที่ชัดเจนมาบิดเบือนอย่างหน้าตาเฉย

 

6.     นางนอร์ม่า คูรี่เขียนไว้ว่า “เมื่อชายที่เป็นคนดีและเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาขอแต่งงานกับบุตรสาวท่าน ไม่ควรปฏิเสธคำขอนั้น องค์ศาสดาเคยตรัสว่า “เมื่อท่านได้รับข้อเสนอแต่งงานกับบุตรสาวของท่านจากชายที่ท่านพึงพอใจในคุณความดี และความศรัทธาต่อศาสนา จงให้เขาได้แต่งงาน ถ้าไม่ทำตามนี้เรื่องอัปยศอดสูและความไม่ศรัทธาในศาสนาจะระบาดไปทั่ว”  ข้อความข้างต้นเป็นวจนะของท่านนบีมุหัมมัด   จริงอย่างที่คุณนอร์ม่า หยิบยกมา แต่ทว่าเป้าหมายที่นางนอร์ม่าต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านหนังสือ “รักต้องห้าม” เข้าใจนั้นกลับไปใช่เป้าหมายที่ท่านนบีมุหัมมัด   ได้ระบุไว้ กล่าวคือ นางนอร์ม่าหยิบยกวจนะของท่านนบีมุหัมมัดเพื่อชี้ประเด็นให้เห็นว่า อิสลามมีระบบการคลุมถุงชน ซึ่งเราจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะนางนอร์ม่าเขียนว่า ท่านนบีแต่งงานกับเด็กที่ชื่ออาอิชะฮฺ โดยปู่เป็นคนจัดการให้ แล้วก็หยิบยกวจนะของท่านบีที่ระบุว่าหากมีใครมาสู่ขอลูกสาวของตนเองหากเราเห็นว่าเป็นคนดีมีศาสนาก็ยกลูกสาวให้แก่บุคคลนั้นไปเถิด แต่ถ้าไม่ยกลูกสาวให้เขาก็จะทำให้เกิดความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง, นี่คือเขียนหนังสือที่บิดเบือนและใส่ไคล้ต่ออิสลามอย่างแยบยลที่สุดเล่มหนึ่งจากหนังสือต่างๆ ที่เคยบิดเบือนอิสลามในอดีตที่ผ่านมา  ซึ่งคุณนอร์ม่าไม่ใช่มุสลิม ไม่ใช่ผู้ที่เข้าใจในคำสอนของศาสนาอิสลาม แต่ก็หยิบยกวจนะของท่านนบีมุหัมมัด   มาเพื่อให้แนวคิดที่ว่าอิสลามบัญญัติในเรื่องคลุมถุงชนนั้นมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น  นัยความเป็นจริงแล้ว วจนะของท่านนบีมุหัมมัด   เป็นเช่นนี้ หากมีชายมุสลิมคนหนึ่งมาสู่ขอลูกสาวของเรา เราก็เห็นแล้วว่าเขาเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา เป็นผู้ศรัทธาต่ออิสลามอย่างมั่นคง เช่นนี้ในส่วนของผู้ปกครองฝ่ายหญิง (ภาษาศาสนาเรียกว่า วะลีย์) จะต้องไม่กีดกั้น หรือทำให้ทั้งสองมีอุปสรรคมิได้แต่งงานกัน นั่นหมายถึง ตัวของผู้หญิงเองก็ยินดีที่แต่งงานด้วย ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงก็ส่งเสริมให้แต่งงานกัน ทั้งนี้อันเนื่องจากผู้ชายที่ดีมีศาสนานั้นสามารถสั่งสอน หรืออบรมลูกสาวของตนเองให้อยู่ในครรลองของอิสลามได้ สามารถทำให้นางมีความสุขทั้งในโลกนี้ (โลกดุนยา) และโลกหน้า (โลกอาคิเราะฮฺ) นางปลอดภัยจากความชั่วที่จะเกิดในอนาคต เพราะสามีของนางจะต้องห้ามปรามไม่ให้นางนอกลู่นอกทางจากหลักการของอิสลาม  ในทางตรงกันข้าม หากผู้ปกครองฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้คนที่ดีมีศาสนาแล้วไซร้ ความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นตามมาภายหลังอย่างไม่ต้องสงสัย อาทิเช่น อาจจะมีการประณามจากพี่น้องมุสลิมต่อผู้ปกครองของฝ่ายหญิงที่ไม่ยอมยกลูกสาวแต่งงานกับคนที่มีศีลธรรม มีศาสนา ซึ่งเป็นความอัปยศอดสูจริงๆ เพราะเป็นการทำลายสถาบันครอบครัวตามแนวทางของอิสลามอย่างสิ้นเชิง,   จักเห็นได้ว่า เป้าหมายวจนะของท่านนบีมุหัมมัดนั้นแตกต่างจากเป้าหมายที่นางนอร์ม่าเขียนไว้ในหนังสือ “รักต้องห้าม” อย่างเห็นได้ชัด จึงไม่แปลใจเลยว่า นางนอร์ม่า คูรี่เขียนหนังสือในเชิงวรรณกรรม แต่แฝงไปด้วยการใส่ไคล้และบิดเบือนอิสลามชนิดที่เรียกว่า หากอ่านหนังสือ “รักต้องห้าม” ไม่ละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ  ผู้อ่านก็จะถูกนางนอร์ม่า คูรี่ต้มจนเปื่อยได้เหมือนกัน    

(ยังมีต่อ โปรดติดตามอ่านในตอนที่ 4)