ภายใต้กฎหมายอิสลามแล้วทำไมผู้หญิงจึงมีสิทธิได้รับมรดกเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ชาย
แปลโดย ชารีฟ วงค์เสงี่ยม
คำภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับการแบ่งมรดกไว้ค่อนข้างละเอียดและมีการเจาะจงที่แน่นอนในส่วนของผู้ที่มีสิทธิรับมรดก
โองการต่างๆในคัมภีร์อัลกุรอานที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องมรดกมีดังต่อไปนี้
ซูเราะฮฺบะกอเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 180
ซูเราะฮฺบะกอเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 240
ซูเราะฮฺ นิซาอฺ บทที่ 4 โองการที่ 7-9
ซูเราะฮฺ นิซาอฺ บทที่ 4 โองการที่ 19
ซูเราะฮฺ นิซาฮ บทที่ 4 โองการที่ 33 และ
ซูเราะฮฺ มาอิดะฮฺ บทที่ 5 โองการที่ 106-108
มีอยู่
สามโองการในกุรอานที่ได้บอกไว้กว้างๆเกี่ยวกับส่วนมรดกของญาติใกล้ชิด ในซูเราะฮฺ
นิซาฮฺ บทที่ 4 โองการที่ 11,12 และ 176 ซึ่งมีคำแปลดังนี้
อัลลอฮฺได้ทรงสั่งพวกเจ้าไว้ในลูกๆของพวกเจ้าว่า
สำหรับเพศชายนั้นจะได้รับเท่ากับส่วนได้ของเพศหญิงสองคน
แต่ถ้าลูกๆเป็นหญิงเกินกว่าสองคน พวกนางก็จะได้สองในสามของสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้
และถ้าลูกเป็นหญิงคนเดียว นางก็จะได้ครึ่งหนึ่ง และสำหรับบิดามารดาของเขานั้น
แต่ละคนในทั้งสองนั้นจะได้หนึ่งในหกจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ หากเขามีบุตร
แต่ถ้าเขาไม่มีบุตรและมีบิดามารดาของเขาเท่านั้นที่รับมรดกของเขาแล้ว
มารดาของเขาก็จะได้รับหนึ่งในสาม ถ้าเขามีพี่น้องหลายคน
มารดาของเขาก็จะได้รับหนึ่งในหก
ทั้งนี้หลังจากที่พินัยกรรมที่เขาได้สั่งเสียมันไว้หรือหลังจากหนี้สิน บรรดาบิดาของพวกเจ้าและลูกๆของพวกเจ้านั้น
พวกเจ้าไม่รู้ดอกว่าฝ่ายไหนในพวกเขานั้นเป็นผู้ที่มีคุณประโยชน์แก่พวกเจ้าใกล้กว่ากัน
ทั้งนี้เป็นบัญญัติที่มาจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
และสำหรับพวกเจ้านั้นจะได้รับครึ่งหนึ่งของสิ่งที่บรรดาภรรยาของพวกเจ้าได้ทิ้งไว้
หากมิปรากฏว่าพวกนางมีบุตร
แต่ถ้าพวกนางมีบุตรพวกเจ้าก็จะได้รับหนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกนางได้ทิ้งไว้
ทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่พวกนางได้สั่งเสียมันไว้ หรือหลังจากหนี้สิน
และสำหรับพวกนางนั้นจะได้รับหนี่งในสี่จากสิ่งที่พวกเจ้าได้ทิ้งไว้
หากมิปรากฏว่าพวกเจ้ามีบุตร แต่ถ้าพวกเจ้ามีบุตรพวกนางก็จะได้รับหนึ่งในแปดจากสิ่งที่พวกเจ้าทิ้งไว้
ทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่พวกเจ้าสั่งเสียมันไว้ หรือหลังจากหนี้สินและ
ถ้ามีชายคนหนึ่งหรือหญิงคนหนึ่งถูกรับมรดกในฐานะที่ป็นผู้ที่ไม่มีบิดาและบุตร
แต่เขามีพี่ชาย หรือน้องชายคนหนึ่ง หรือมีพี่สาวหรือน้องสาวคนหนึ่ง
แล้วแต่ละคนจากสองคนนั้น จะได้รับหนึ่งในหก
แต่ถ้าพี่น้องของเขามีมากกว่านั้นพวกเขาก็เป็นผู้ร่วมรับกันในหนึ่งในสามทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่ถูกสั่งเสียไว้หรือหลังจากหนี้สินโดยมิใช่สิ่งที่นำมาซึ่งผลร้ายใดๆ
เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงหนักแน่น
(คำแปลคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 4
โองการที่ 11-12)
เขาเหล่านั้นจะให้เจ้าชี้ขาดปัญหา จงกล่าวเถิดว่า อัลลอฮฺ จะทรงชี้ขาดให้แก่พวกเจ้าในเรื่องของผู้เสียชีวิตที่ไม่มีบิดาและบุตร
คือถ้าชายคนหนึ่งตาย โดยที่เขาไม่มีบุตรแต่มีพี่สาวหรือน้องสาวคนหนึ่งแล้วนางจะได้รับครึ่งหนึ่งของมรดกที่เขาได้ทิ้งไว้
และขณะเดียวกันเขาก็จะได้รับมรดกของนางหากนางไม่มีบุตรแต่ถ้าปรากฏว่าพี่สาวหรือน้องสาวของเขามีด้วยกันสองคน
ทั้งสองนั้นจะได้รับสองในสามจากมรดกที่เขาได้ทิ้งไว้ แต่ถ้าพวกเขาเป็นพี่น้องหลายคนทั้งชายและหญิงสำหรับชายจะได้เท่ากับส่วนได้ของหญิงสองคนที่อัลลอฮฺทรงแจกแจงแก่พวกเจ้านั้นเนื่องจากการที่พวกเจ้าจะหลงผิด และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง
(คำแปลคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 4
โองการที่ 176)
แทบจะทุกกรณีที่ผู้หญิงจะได้รับมรดกจำนวนครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับผู้ชายแต่ในบางกรณีก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ในกรณีที่ผู้ตายไม่ได้มีผู้สืบสกุลที่จะรับมรดกไว้เลย แต่มีพี่ชายน้องชาย
หรือไม่ก็พี่สาวหรือน้องสาวที่มาจากแม่เดียวกัน
พวกเขาแต่ละคนก็จะได้รับหนึ่งในหกเหมือนกันทุกคน ถ้าผู้ตายได้ทิ้งลูกไว้ เช่นนี้ทั้งพ่อและแม่จะได้รับในสัดส่วนที่เท่ากันนั้นคือ
หนึ่งใน หก
และในบางกรณีฝ่ายหญิงจะได้รับมรดกเป็นสองเท่าของฝ่ายชาย
ถ้าผู้ตายเป็นผู้หญิงและหล่อนไม่ได้ทิ้งลูกๆ
หรือพี่ชายน้องชายหรือพี่สาวน้องสาวเอาไว้ แต่จะมีก็แค่สามีของนาง และพ่อกับแม่อยู่
ในกรณีเช่นนี้ สามีนางจะได้ ทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง ในขณะที่แม่จะได้ หนึ่งในสาม
ส่วนพ่อจะได้ส่วนที่เหลือคือ หนึ่งใน หก จะเห็นว่าที่กล่าวมาข้างบน
ผู้เป็นแม่จะได้รับมรดกมากกว่าผู้เป็นพ่อถึงสองส่วน
แต่ถ้าโดยทั่วๆไปแล้วความจริงก็คือ
ผู้หญิงจะได้ครึ่งหนึ่งของมรดกที่ผู้ชายได้รับในกรณีส่วนใหญ่ เช่นในกรณีต่อไปนี้
1. ลูกสาวจะได้ครึ่งหนึ่งของลูกชาย
2. ภรรยาจะได้หนึ่งในแปด
ส่วนสามีจะได้หนึ่งในสี่ถ้าผู้ตายไม่มีบุตร
3. 3.ภรรยาจะได้หนึ่งในสี่และสามีจะได้
หนึ่งในสองถ้าผู้ตายไม่มีบุตร
4. ถ้าผู้ตายไม่ได้ทิ้งลูกผู้สืบสกุลเอาไว้
ของสาวหรือพี่สาวของผู้ตายก็จะได้รับมรดกครึ่งหนึ่งของพี่ชายหรือน้องชายของผู้ตาย
ในอิสลามผู้หญิงไม่มีข้อบังคับให้นางต้องรับผิดชอบทางด้านการเงินแต่อย่างใดแต่ภาระหน้าที่ทางการเงินนั้นจะตกอยู่กับฝ่ายชาย
ก่อนที่ผู้หญิงจะแต่งงานนั้น ผู้เป็นพ่อ
หรือพี่ชายน้องชายของหล่อนจะต้องรับผิดชอบนางในเรื่องของที่อยู่อาศัย
อาหารการกินเครื่องนุ่งห่มตลอดจนความจำเป็นทางด้านการเงินต่างๆของฝ่ายหญิง
ทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับผู้เป็นพ่อ หรือไม่ก็พี่ชายน้องชายของฝ่ายหญิง
ในกรณีที่หล่อนแต่งงานแล้วภาระรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับผู้เป็นสามีหรือลูกชาย
ในอิสลามนั้นความรับผิดชอบทางด้านการเงินตลอดจนความจำเป็นทางด้านการเงินต่างๆของครอบครัวจะตกอยู่กับฝ่ายชาย
ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระและเพื่อให้ฝ่ายชายมีความสามารถดูแลทางด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ชายจึงได้รับมรดกเป็นสองส่วนจากที่ผู้หญิงจะได้รับ
ยกตัวอย่างเช่นถ้าชายคนหนึ่งได้เสียชีวิตลงและได้ทิ้งเงินไว้เป็นจำนวน 150,000 บาท
โดยที่ผู้ตายได้มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน ในกรณีเช่นนี้ลูกชายจะได้รับมรดก
เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนลูกสาวจะได้รับ 50,000 บาท
แต่กระถึงนั้นเมื่อฝ่ายชายได้รับเงินไปแล้ว เขาก็ต้องมีภาระรับผิดชอบทางด้านการเงินต่างๆของครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายต่างในครอบครัวเช่นค่าใช้จ่ายในด้าน อาหารการกิน
ค่ารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม
ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆของครอบครัวก็จะต้องตกอยู่กับฝ่ายชายเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้เงินที่ฝ่ายชายได้รับมรดกมาจำนวน 100,000 ก็อาจจะเหลือเพียงแค่ 20,000
บาทที่อยู่กับตัวจริงๆที่เป็นเงินส่วนตัว
เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายต่างๆที่กล่าวมาตอนต้นที่ตกอยู่กับฝ่ายชาย
แต่ในทางตรงกันข้ามฝ่ายหญิงที่ได้รับมรดกมา 50,000 บาท
หล่อนไม่มีความจำเป็นหรือข้อบังคับใดๆที่จะให้หล่อนต้องจ่ายเงินไปแม้แต่เพียงบาทเดียว
นั้นก็คือหล่อนสามารถเก็บเงินจำนวน 50,000
ไว้ใช้ส่วนตัวได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายออกไปให้กับใครทั้งสิ้น
ดังนั้นขอถามว่าท่านต้องการได้รับมรดกเป็นจำนวน 100,000 บาท
และจะต้องจ่ายออกไปในค่าใช้จ่ายต่างๆ 80,000 บาท
หรือต้องการที่จะได้รับมรดกจำนวน 50,000 บาทและก็เก็บเงินจำนวนทั้งหมดไว้ใช้ส่วนตัวเป็นของตัวเอง
ท่านจะเลือกอันไหน?
พูดง่ายๆก็คือไปๆมาๆฝ่ายหญิงกลับมีเงินเก็บไว้ใช้ส่วนตัวมากกว่าฝ่ายชายเสียอีก
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.irf.net/irf/faqonislam/index.htm