ทางสายกลางในศาสนาอิสลามคืออะไร ?
เชคริฎอ อะหฺหมัด สะมะดี
ใครศึกษาอัลกุรอานต้องตระหนักดีว่าศาสนาอิสลามให้ทางนำอันเป็นสายกลางระหว่างความยากลำบากกับความปล่อยปละละเลย
ซึ่งแนวกลางนี้คือความง่ายความสะดวกในการดำรงชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจ ดังที่อัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า และเราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติกลาง (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 142)
เจตนารมณ์ของหลักการอัลอิสลาม
คือให้มุสลิมดำรงชีวิตด้วยหลักการอิสลามโดยไม่มีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺ 185 อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความสะดวกและมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้าประสบความลำบาก และในซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺ 28 อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้ลดลง(ความลำบาก)แก่พวกเจ้า และในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 6 อัลลอฮฺมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลฮัจย์ อายะฮฺ 78 และพระองค์มิทรงทำให้ในศาสนามีความลำบากกับพวกเจ้า
ในพจนารถของท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็มีการยืนยันในเจตนารมณ์นี้
ดังที่ปรากฏในหะดีษบันทึกโดยบุคอรียฺ ท่านนบีกล่าวไว้ว่า จงทำ(เรื่องศาสนา)ให้ง่าย และอย่าทำ(เรื่องศาสนา)ให้ยาก และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺ
รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ถูกเสนอให้เลือกระหว่างสองประการ ก็ย่อมจะเลือกสิ่งที่สะดวกกว่า เว้นแต่(สิ่งที่สะดวกกว่า)จะเป็นความผิด
หากเป็นความผิดก็จะเป็นผู้ห่างไกลที่สุดจากมัน และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาหรับ(ชนบท)คนหนึ่งปัสสาวะในมัสยิดและศ่อฮาบะฮฺได้ประณาม
แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ปล่อยเขาและจงเอาภาชนะที่มีน้ำมาเท
แท้จริงพวกท่านถูกส่งมา(ให้เทศนา)เป็นผู้อำนวยความสะดวก มิได้ถูกส่งมาเพื่อสร้างความลำบาก
ใครที่ศึกษาบทบัญญัติอัลอิสลามย่อมมีความเข้าใจว่าความสะดวกที่อัลอิสลามเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ศรัทธานั้น
แม้ว่าจะเป็นกรอบที่ชัดเจนแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบแห่งหลักการของอัลอิสลามด้วย
กล่าวคือ ถ้าเป็นความสะดวกก็จำเป็นต้องมีข้ออนุโลมในหลักการของอัลอิสลาม
มิใช่เพียงเป็นทัศนะหรือการตีความหลักฐานโดยไร้เหตุผล เพราะท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้ยืนยันว่าทางเลือกของท่านนบีคือสิ่งที่มีความสะดวกแต่ต้องไม่ผิดหลักการ
บางคนอาจเข้าใจว่าความสะดวกที่ศาสนาอิสลามอำนวยให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ)
คือการเลือกแนวทางที่สะดวก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการก็ตาม
ในวงนักวิชาการก็มีบางคนที่เข้าใจแนวทางนี้อย่างคลาดเคลื่อนจนกระทั่งส่งผลให้มีทัศนะอนุโลมให้ประพฤติสิ่งที่ผิดต่อหลักการ
เช่น ใช้ริบาอฺ(ดอกเบี้ย) สูบบุหรี่ โกนเครา ฟังเพลง ปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม
และอื่นๆ ซึ่งข้ออ้างที่มักจะได้ยินจากนักวิชาการกลุ่มนี้คือ
อิสลามเป็นศาสนาที่สะดวกง่ายดาย
แต่กลุ่มนี้ลืมไปว่าสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้อย่างชัดเจนโดยมีหลักฐานที่ประจักษ์แจ้ง
นั่นคือความสะดวกสำหรับมุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) กล่าวคือ ใครแสวงหาความสะดวกก็ต้องตระหนักว่า
สิ่งที่ศาสนาได้บัญญัติไว้นั่นคือความสะดวก มิใช่ความสะดวกที่ตนต้องการ
หรือกระแสของสังคมเรียกร้อง หรือพฤติกรรมที่ถูกสืบทอดมาจนกระทั่งลบล้างไม่ได้
จึงต้องหาทางออกโดยอ้างความสะดวกความง่ายของศาสนา ดังนั้น
ใครที่เข้าใจเหตุผลข้างต้นก็จะเข้าใจว่า การห้ามริบาอฺ(ดอกเบี้ย)นั่นคือความสะดวก
การห้ามฟังเพลงและดนตรีนั่นคือความสะดวก และการคลุมหิญาบ(จะปิดหน้าหรือไม่ปิดหน้าแต่ต้องตรงกับหลักการ)นั่นคือความสะดวก
เช่นนี้เป็นต้น
นักวิชาการทั้งในกลุ่มประเทศอาหรับและในประเทศไทยบางท่านที่แสดงตนเป็นนักวิชาการที่อยู่ในทางสายกลาง
โดยตีความว่าไม่ใช่หัวรุนแรงและไม่ใช่ผู้ปล่อยปละละเลย สังคมบางกลุ่มจึงเข้าใจว่า
ใครที่ยึดมั่นกับสิ่งที่เป็นหลักการของอัลอิสลามถึงแม้ว่าจะถูกต้องแต่ถ้าส่วนมากในสังคมรับไม่ได้(เช่น
การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ) ก็จะเชื่อว่ากลุ่มเหล่านี้(ผู้ยึดมั่น)เป็นพวกหัวรุนแรงหรือเคร่งครัดเกินเหตุ
จึงทำให้สังคมมองกลุ่มเหล่านี้ในแง่ตำหนิและไม่พอใจ
ผลที่ปรากฏเกิดจากคำแนะนำของนักวิชาการที่ไม่ทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ
อยากยกตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้
คือนักวิชาการศาสนาในประเทศอาหรับที่มีชื่อเสียงและถือเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยกย่องว่า
ฟัตวาของท่านเป็นฟัตวาที่อยู่ในทางสายกลางคือ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ
ท่านเป็นผู้รู้ที่มีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนาและต่อสู้เพื่อสัจธรรม
แต่นักวิชาการในโลกมุสลิมได้ตำหนิแนวทางเข้าใจศาสนาของท่าน
เพราะฟัตวาของท่านมักจะเป็นฟัตวาที่หาทางออกให้กับประชาชนอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงหลักฐานที่ถูกต้อง
ท่านเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ก็มีฟัตวาที่แปลกประหลาดเช่น
อนุโลมให้มุสลิมที่อยู่ในยุโรปกู้เงินด้วยดอกเบี้ยเพื่อซื้อบ้านส่วนตัว,
ฟัตวาอนุโลมให้ฟังเพลงฟังดนตรีโดยกล่าวหาผู้ห้ามว่าเป็นพวกหัวรุนแรง,
ฟัตวาอนุโลมให้มีการปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม,
ฟัตวาอนุโลมให้มุสลิมในสหรัฐอเมริกาที่เป็นทหารร่วมมือถล่มประเทศมุสลิม
เช่นอัฟฆอนิสตาน เป็นต้น เชคก็อรฎอวียฺมีเหตุผลเสมอในฟัตวาดังกล่าวคือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ)
ทั้งๆที่เรื่องห้ามริบาอฺ ห้ามฟังดนตรี ห้ามปะปนผู้หญิงกับผู้ชาย
และห้ามร่วมมือกับศัตรูเพื่อถล่มมุสลิมนั้น มีตัวบทที่ชัดเจน
ซึ่งฟัตวาของเชคก็อรฎอวียฺนอกจากขัดกับตัวบทแล้ว ก็ยังสวนทางกับฟัตวาคณะอุละมาอฺส่วนมากทั่วโลกมุสลิม
แนวทางของเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ กำลังถูกเผยแพร่ในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและตีความบทบัญญัติของอิสลาม
จึงส่งผลให้นักวิชาการบางท่านที่ไม่รอบคอบกว้างขวางในการศึกษาและตรวจสอบหลงกับแนวทางนี้
ทำให้สังคมมุสลิมในประเทศไทยได้รับความสับสนจากฟัตวาแปลกประหลาดเช่นนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า
เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ เป็นนักต่อสู้และเผยแผ่อิสลามมานานพอสมควร
และท่านมีอุดมการณ์และความห่วงใยต่อประชาชาติอย่างหนักแน่นพอสมควร
ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่นักวิชาการบางท่านที่ติดตามแนวทางของ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ
ในประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน แต่คุณลักษณะนี้ไม่เพียงพอที่จะให้นักต่อสู้เพื่ออิสลามนั้นบรรลุเป้าหมาย
หนำซ้ำยังเป็นความคิดที่อาจสร้างความสับสน
และอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อหลักการอิสลามด้วย
นักวิชาการกลุ่มนี้สื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องความเคร่งครัดเป็นเรื่องส่วนตัว(เช่น
การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ และการปะปนระหว่างหญิงชายในกิจกรรมนักศึกษา เป็นต้น)
โดยไม่ควรที่จะนำเรื่องความเคร่งครัดส่วนตัวมาเป็นกฎเกณฑ์ในการทำงานต่อสู้ญาฮิลียะฮฺ
ประชาชนจึงต้องเข้าใจว่าเรื่องปิดหน้านั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องศาสนา
เพราะยังไม่มีใครเข้าใจว่าการปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺหรือการแยกระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในกิจกรรมนักศึกษาจะขัดกับการต่อสู้ระบอบญาฮิลียะฮฺได้อย่างไร
แทนที่จะต้องสนับสนุนผู้เคร่งครัดในหลักการเพื่อเป็นตัวอย่างเป็นแบบฉบับอันดีงาม
กลับเป็นผู้ให้เหตุผลที่ทำให้อะวาม(ชาวบ้านทั่วไป)มองผู้เคร่งครัดว่าเป็นพวกหัวรุนแรงหรือประพฤติในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล
การปิดหน้าไม่เคยเป็นอุปสรรคในการทำงานศาสนา
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แม้จะปิดหน้าแต่ท่านก็มีบทบาทสูงมากในการให้ความรู้ให้คำแนะนำ
แม้กระทั่งกับผู้ปกครองระดับคอลีฟะฮฺ ปัจจุบันนี้ในประเทศอาหรับหลายประเทศมีมุสลิมะฮฺที่เป็นแพทย์
วิศวกร นักวิเคราะห์ นักเขียน และนักเคลื่อนไหวที่ปิดหน้า แต่ก็ไม่ได้สร้างความลำบากแก่มุสลิมะฮฺในการต่อสู้ญาฮิลียะฮฺแต่อย่างใด
การเอาใจประชาชนในเรื่องศาสนาเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง
และไม่ได้ผลที่ต้องการ เพราะประชาชนจะเคยชินกับฟัตวาที่ง่ายสะดวกโดยไม่ผูกพันกับหลักการและตัวบทที่ถูกต้อง
ในสุดท้ายถ้ามีฟัตวาได้ยึดมั่นในความถูกต้อง(แต่ลำบากในการปฏิบัติ)ก็จะถูกต่อต้านจะประชาชน
เพราะเข้าใจกันแล้วว่าศาสนาไม่มีความลำบากแต่อย่างใด
เชคก็อรฎอวียฺเคยให้ฟัตวาเกี่ยวกับการบอยคอตสินค้าศัตรูอิสลาม แต่ฟัตวานี้ถูกต่อต้าน
เพราะไม่ตรงกับอารมณ์ความต้องการของประชาชนทั่วไป
และเชคก็อรฎอวียฺก็ไม่สามารถเปลี่ยนฟัตวานี้เพราะเป็นอุดมการณ์ของท่าน
ซึ่งผลปรากฏคือความเข้าใจที่สับสนว่าตกลงอิสลามมีความลำบากหรือไม่
อันที่จริงปัญหานี้ควรเป็นปัญหาที่ต้องปรึกษาหารือระหว่างนักวิชาการ
แต่เนื่องจากว่าแนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและสื่อมวลชนโดยมีผู้สนับสนุนและเห็นด้วย
จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับพี่น้องมุสลิมในสังคมของเรา เจตนารมณ์ของผู้เขียนบทความนี้คือ
ต้องการให้นักวิชาการและประชาชนตระหนักว่าหลักการอิสลามที่ถูกต้องย่อมมีความสะดวกในตัวมัน
และความสะดวกมิใช่กิเลสหรือความเข้าใจส่วนตัวที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการเลือกทัศนะหรือตีความตัวบท
และเป้าหมายของอิสลามคือยกระดับของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและความตระหนักในหลักการและตัวบท
มิใช่ตีความหลักการกับตัวบทให้ตกไปอยู่กับความต้องการของประชาชน
ไม่เช่นนั้นแล้วหลักการอิสลามทุกประการจะถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลง หรือยกเว้น
โดยใช้เหตุผลข้างต้น
ในสุดท้ายนี้ผู้เขียนเรียกร้องให้นักวิชาการที่มีความคิดเช่นนี้ให้เป็นผู้สร้างความสะดวกกับผู้เคร่งครัด
อย่าสร้างความลำบากกับคนเคร่งครัดในหลักการ เพราะศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ง่ายสะดวกมิใช่หรือ
?