เมื่อความอวิชชาเป็นวิชา
เชคริฎอ
อะหมัด สมะดี
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศเดนมาร์กดูหมิ่นท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และชาวมุสลิมทั่วโลกลุกฮือปกป้องศักดิ์ศรีของท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในทุกรูปแบบ มีนักศึกษามุสลิมกลุ่มหนึ่งที่สำนึกในหน้าที่ของผู้รักนบีมาถามผมว่า
การสกรีนเสื้อด้วยข้อความที่แสดงถึงความรักภักดีต่อท่านนบี เช่น เรารักนบี
จะมีปัญหาหรือเป็นบิดอะฮฺมั้ย? ผมได้ตอบว่า
ไม่เป็นบิดอะฮฺแต่อย่างใด
ซึ่งหลักฐานต่างๆที่มีอยู่ขณะนั้นไม่เคยนึกว่าต้องเอามาใช้ในสังคมมุสลิมไทย
แม้กระทั่งวงมุสลิมซุนนะฮฺที่เคร่งครัดด้วย
เพราะเรื่องสกรีนเสื้อเป็นเรื่องที่ผมได้เห็นว่ามันปรากฏในสังคมซุนนะฮฺอย่างกว้างขวาง
และไม่เคยได้ยินนักวิชาการติเตียนหรือคัดค้านแต่อย่างใด อาทิเช่น
สถาบันซุนนะฮฺใหญ่โตก็สกรีนเสื้อเมื่อมีการจัดงานหารายได้แทบทุกปี ผ่านหน้าผ่านตานักวิชาการอาวุโสซุนนะฮฺ
โรงเรียนศาสนาของชาวซุนนะฮฺแทบทุกโรงเรียนก็เช่นกัน
เสื้อบางตัวมีข้อความที่เป็นอายะฮฺหรือหะดีษ หรืออาจมีพระนามของอัลลอฮฺด้วย
แม้กระทั่งชมรมซุนนะฮฺใหม่ๆที่เกิดเร็วๆนี้ เมื่อประกาศตัวก็ได้สกรีนเสื้อ
หรือสถาบันสงเคราะห์หลายๆสถาบันก็มีการกระทำเช่นนั้น
แต่วันดีคืนดีเมื่อเยาวชนและนักศึกษาได้สกรีนเสื้อมีข้อความ เรารักนบี
ก็เกิดมีคำถามผ่านทางวิทยุหลายรายการ โดยมีนักวิชาการจากสถาบันนั้นๆให้คำตอบว่า
พฤติกรรมดังกล่าวไม่มีแบบฉบับจากท่านนบีและยุคสะลัฟ
ซึ่งในยุคนั้นเขาสามารถกระทำได้แต่ไม่ได้ทำ แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง
บางท่านก็ฟันธงว่าเป็นบิดอะฮฺ อันเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยเหมาะสมในเชิงวิชาการ
และมีข้อติติงในเชิงจรรยาบรรณและจริยธรรม
บางคนอาจจะตอบว่า
นักวิชาการที่ออกมาพูดเช่นนี้คือนักวิชาการเดียวกันที่อนุโลมให้สถาบันของตน
(ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ชมรม หรือโรงเรียนศาสนา)
สกรีนเสื้อโดยมีข้อความทางศาสนาหรือมีชื่อสถาบัน
ซึ่งเหตุผลที่อ้างในการห้ามเสื้อสกรีนที่มีข้อความ เรารักนบี
นั้นก็เป็นเหตุผลเดียวกัน
แต่ไฉนมาตรการของศาสนาจึงไม่เป็นมาตรการเดียว
สำหรับนักวิชาการที่ต้องเป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์ประเด็นเช่นนี้
ผมขอตอบดังนี้
1. นักวิชาการที่ได้ศึกษาเรียนรู้แนวทางซุนนะฮฺของท่านนบีและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับซุนนะฮฺหรือบิดอะฮฺ
จำเป็นต้องเคยอ่านหนังสือ อัลอิอฺติศอม ของท่านอิมามชาฏิบียฺ
ซึ่งเป็นหนังสือที่วิจัยเรื่องบิดอะฮฺโดยเฉพาะ เงื่อนไข กติกา ขั้นตอน
และลักษณะของบิดอะฮฺตามหลักการอัลอิสลาม
ซึ่งเป็นตำราที่ได้รับความเชื่อถือในวงนักวิชาการซุนนะฮฺทั่วโลก รวมถึงหนังสือ อิกติฎออุศศิรอฏิลมุสตะกีม
มุคอละฟะตะ อัศฮาบิลญะฮีม ของชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ
ซึ่งเป็นตำราที่วิจัยเรื่องการเลียนแบบกาฟิร ขอบเขต เงื่อนไข และลักษณะของมัน
หมายถึง เมื่อไหร่จะเรียกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นการเลียนแบบกาฟิร
มีตำราอื่นๆที่พูดถึงสองเรื่องคือ บิดอะฮฺและการเลียนแบบกาฟิร อาทิเช่น
หนังสืออัลมัดคอล ของท่านอิมามอิบนุลฮาจญฺ อัลมาลิกียฺ และหนังสืออัลบาอิษ อะลา อิงการิลหะวาดิษ ของอิมามอิบนุอบีชามะฮฺ
ไม่จำเป็นที่นักวิชาการที่มีหน้าที่ให้คำชี้ขาดเกี่ยวกับเรื่องศาสนาจะต้องอ่านหนังสือดังกล่าวทุกเล่ม
แต่อย่างน้อยต้องเคยผ่านบางเล่มบ้าง
เพราะเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวเป็นโครงสร้างแห่งความรู้ของนักปราชญ์ซุนนะฮฺที่จะทำหน้าที่ต่อต้านบิดอะฮฺ
หากไม่มีความรู้เช่นนี้ การต่อต้านบิดอะฮฺจะไม่มีขอบเขตหรือกติกา
จึงทำให้คำชี้ขาดของนักวิชาการบางท่านมีทิศทางที่สวนกันและดูเหมือนไม่มีจุดยืน
อาทิเช่น นักวิชาการที่ให้คำชี้ขาดว่า การเดินขบวนเป็นบิดอะฮฺ
เพราะเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่ไม่มีแบบฉบับ แต่ในขณะเดียวกันได้รับรองรูปแบบงานหารายได้ของมัสยิดและสถาบันต่างๆ
ว่ากระทำได้ทั้งๆที่เป็นกิจกรรมทางศาสนาที่ไม่มีรูปแบบตามความเชื่อของเขา
และเมื่อถูกโต้แย้งว่าเรื่องเดินขบวนไม่ใช่พิธีที่ต้องยึดในแบบฉบับ หากเป็นวซีละฮฺ(วิธีหรือสื่อ)ในการบรรลุเป้าหมาย
นักวิชาการดังกล่าวก็จะตอบมาว่า มันเป็นการเลียนแบบกาฟิร ซึ่งกระทำไม่ได้
ก็มีข้อแย้งที่จะถามนักวิชาการกลุ่มนั้นว่า
แล้วทำไมบุหรี่ที่เป็นการเลียนแบบกาฟิรไม่เป็นหะรอมในทัศนะของพวกท่าน นี่แหละครับ
กระแสวิชาการของนักวิชาการบางท่าน
ที่จะบ่งชี้ถึงความไม่มั่นคงในการปรับหลักเกณฑ์ของการชี้ขาด(ฟัตวา)ทางศาสนา
และบรรดานักวิชาการที่ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับเสื้อสกรีนข้อความ เรารักนบี
ว่าเป็นบิดอะฮฺนั้น ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการชี้ขาดเรื่องราวของศาสนา
2. คำว่า บิดอะฮฺ หรือ อุตริกรรม เป็นคำศัพท์เฉพาะ
นักปราชญ์ซุนนะฮฺที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด เช่น อิมามชาฏิบียฺ หรือ
อิมามอิบนิตัยมียะฮฺ ได้ให้คำนิยามคล้ายๆกันว่า เป็นเรื่องประดิษฐ์ทางศาสนา
ซึ่งมีลักษณะคล้ายลักษณะการกระทำที่ถูกต้อง(แต่มันไม่ถูกต้อง)
และผู้กระทำมีจุดมุ่งหมายในการแสวงผลบุญด้วยอุตริกรรมนั้น คำนิยามนี้เป็นคำอธิบายที่รอบคอบและละเอียดมากสำหรับคำว่า
บิดอะฮฺ ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นการกระทำทางศาสนา หมายถึง เป็นอิบาดะฮฺ(พิธีแห่งศาสนกิจ)
ก็หมายรวมว่าสิ่งที่เป็นอาดาตหรือมุอามะลาต(หมายถึงการดำเนินชีวิตด้วยการกระทำต่างๆโดยไม่เกี่ยวกับศาสนกิจ)
จะไม่มีลักษณะเป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรม)แต่อย่างใด แต่อาจมีข้อห้ามอย่างอื่นที่จะเจาะจงความผิดเฉพาะ เช่น
การแต่งกาย ถ้ามนุษย์จะแต่งกายด้วยชุดที่ไม่มีในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และยุคสะลัฟ ก็จะไม่เป็นบิดอะฮฺแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะใช้ชุดนั้นในการปฏิบัติศาสนกิจ
ต่อเมื่อไม่ได้เชื่อว่าชุดนั้นๆมีลักษณะเป็นพิธีในตัวมัน เช่น หมวกอินโดสีดำ
ซึ่งเป็นหมวกที่มีลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในสมัยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
และยุคสะลัฟแต่อย่างใด และเรานำมาสวมในการละหมาดจะไม่เป็นบิดอะฮฺอย่างแน่นอน
หรือชุดตะละกงของสตรีมุสลิมะฮฺแถบมลายูเป็นการแต่งกายที่มิดชิดแต่ไม่มีรูปแบบในยุคสะลัฟเลย
ทั้งๆที่ตะละกงนั้นเป็นชุดละหมาด
แต่ที่มันไม่เป็นบิดอะฮฺเพราะเราไม่ได้ถือเป็นชุดเงื่อนไข(หมายถึงเป็นชุดเฉพาะพิธี)
และมีตัวอย่างมากมายที่สามารถยกได้เพื่อให้เห็นว่าการแต่งกายนั้นจะไม่สามารถเป็นบิดอะฮฺ
ต่อเมื่อเราได้สวมอาภรณ์ด้วยเจตนาว่าเป็นชุดแต่งกายธรรมดาๆ
และสิ่งที่จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นความสับสนในจุดยืนของนักวิชาการที่กล่าวว่า
เสื้อสกรีนข้อความ เรารักนบี เป็นบิดอะฮฺนั้น
คือการที่นักวิชาการดังกล่าวทั้งหมดได้สวมเสื้อและกางเกง
ซึ่งเหตุผลในการอนุโลมให้สวมชุดดังกล่าวคงจะเป็นเหตุผลเดียวที่เราจะอ้างเกี่ยวกับการสวมเสื้อที่มีสกรีนข้อความดังกล่าว
3. นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการสกรีนเสื้อด้วยข้อความ เรารักนบี
ได้กล่าวว่า แบบฉบับสกรีนเสื้อมาจากตะวันตกอย่างแน่นอน
ซึ่งถือว่าเป็นการเลียนแบบมุชริกีน และเป็นที่รู้กันว่าหลักการอิสลามห้ามเลียนแบบมุชริกีน
เนื้อหาข้างต้นก็เป็นเนื้อหาที่คลาดเคลื่อนเช่นเดียวกัน
และได้สร้างความสับสนในสังคมมุสลิมมากพอสมควร
เพราะการเลียนแบบมุชริกีนนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้
·
การเลียนแบบมุชริกีนในเรื่องดี เช่น การปกครองด้วยความยุติธรรม
การมีมารยาทดีงาม หรือในการสร้างอารยธรรมอันเจริญก้าวหน้า
·
การเลียนแบบมุชริกีนในเรื่องที่เป็นธรรมชาติ เช่น เขากินเราก็กิน
เขามีบ้านเราก็มีบ้าน เขาแต่งกายเราก็แต่งกาย
·
การเลียนแบบมุชริกีนในเรื่องอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา)หรือการปฏิบัติศาสนกิจของเขา
หรือในสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่าใครกระทำเช่นนี้ก็เป็นมุชริก
ที่อุละมาอฺเรียกว่า ค่อซออิซุลมุชริกีน
สองประการแรกเป็นการเลียนแบบที่กระทำได้
เพราะท่านนบีเคยชื่นชมในการกระทำอันดีงามของของชาวมุชริกีน เช่น
การชื่นชมในความช่วยเหลือของท่านอบูฏอลิบทั้งๆที่เป็นมุชริก
อันเป็นตัวอย่างที่เลียนแบบได้ซึ่งการช่วยเหลือและสนับสนุนท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
หรือการชื่นชมความยุติธรรมของกษัตริย์อันนะญาชียฺผู้ปกครองอัลหะบะชะฮฺ(เอธิโอเปีย)
ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผู้ปกครองมุสลิมสามารถเลียนแบบได้
สำหรับประการที่สองก็ไม่เป็นข้อห้ามเช่นเดียวกัน เพราะมีหลักฐานที่ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อนุญาตให้เลียนแบบได้ อาทิเช่น ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยแต่งกายด้วยญุบบะฮฺรูมียะฮฺ (บันทึกโดยบุคอรียฺ)
ซึ่งเป็นชุดของชาวโรมันที่ได้มาเป็นของขวัญจากอุกัยดิร ดูมาตุลญันดัน
(เป็นเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง) และเคยรับของขวัญจากกษัตริย์ของอียิปต์(อัลมุเกากัส)
ซึ่งเป็นชุดแต่งกายของชาวอียิปต์(ขณะนั้นยังไม่เป็นมุสลิม)
และในการบันทึกของอิมามบุคอรียฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ห้ามสวมบุรนุสสำหรับผู้ครองเอียะหฺรอม
ซึ่งอุละมาอฺทั้งปวงได้ตีความว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้ครองเอียะหฺรอมสามารถสวนบุรนุสได้
และเหตุที่ท่านนบีห้ามสวมบุรนุสสำหรับผู้ครองเอียะหฺรอมเพราะเป็นชุดแต่งกายที่เย็บขนาดตัวและมีหมวกติดอยู่ด้วย
และเป็นชุดของชาวคริสต์แถบแอฟริกาเฉียงเหนือ(ปัจจุบันเป็นชุดประจำชาติของชาวมอรอคโคและอัลจีเรีย)
และในคำชี้ขาดของคณะอุละมาอฺประจำประเทศซาอุดิอาระเบียโดยมีเชคบินบาซเป็นประธาน
ได้มีฟัตวาเกี่ยวกับการสวมกางเกงว่าไม่เป็นการเลียนแบบมุชริกีนแต่อย่างใด
เพราะกางเกงในปัจจุบันนี้เป็นชุดแต่งกายของชาวมุสลิมจำนวนมาก
จึงไม่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มมุชริกีน และไม่อยู่ในเครือข่ายข้อห้ามการเลียนแบบมุชริกีน
แต่ถ้าหากชุดแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ของมุชริกีน เช่น แฟชั่นที่เป็นกระแส
ก็ย่อมอยู่ในข้อห้ามอย่างแน่นอน สำหรับประการที่สุดท้าย
คือการปฏิบัติศาสนกิจหรือหลักศรัทธานั้น ก็เป็นขอบเขตชัดเจนที่ท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามเลียนแบบ เพราะฉะนั้นอุละมาอฺได้ห้ามไม่ให้สวมชุดแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของนักบวชหรือเครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์แห่งศาสนา
หรือแม้กระทั่งสัญลักษณ์อย่างหนึ่งอย่างใด
เมื่อมุสลิมใช้แล้วจะสร้างความสับสนว่าอาจมิใช่มุสลิม
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการสกรีนเสื้อด้วยข้อความ เรารักนบี ไม่เป็นการเลียนแบบมุชริกีนแต่อย่างใด
เพราะไม่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา และไม่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของมุชริกีน
ถึงแม้ว่าต้นตอ(การสกรีนเสื้อ)มาจากพวกเขา
แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะแลียนแบบที่อิสลามต้องการห้ามและปราบปราม
4. ข้อสำคัญที่ผมอยากจะชี้แจงกับพี่น้องผู้อ่าน โดยเฉพาะบรรดานักศึกษาที่เคยมาถามผมว่าฟัตวาของนักวิชาการที่บอกว่าการสกรีนเสื้อไม่มีแบบฉบับจากท่านนบีและยุคสะลัฟ
ทั้งๆที่เหล่าบรรดาสะลัฟสามารถกระทำได้แต่ไม่ได้ทำนั้น เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง
เพราะมีแบบฉบับที่เป็นตัวอย่างอ้างอิงได้ในประเด็นนี้ ซึ่งมีการรายงานโดยท่านมุญาฮิดว่า
แหวนของท่านอบูอุบัยดะฮฺ อิบนุญัรรอหฺ (เป็นศ่อฮาบะฮฺ) มีการเขียนคำว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
และท่านมุญาฮิดได้รายงานอีกว่าแหวนของท่านอุมัรเขียนว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร
และจากท่านมุฮัมมัด อิบนิลมุนตะชิร กล่าวว่า
แหวนของท่านมัสรู้ก(ตาบิอีน)มีเขียนว่า บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม และท่านมันศูรได้กล่าวว่า
แหวนของท่านอิบรอฮีม อันนะคะอียฺ มีเขียนว่า อินนาลิลลาฮฺ และมีรายงานจากท่านอะฏออฺว่าท่านไม่เห็นว่าเป็นข้อห้ามที่จะเขียนอะไรที่เป็นซิกรุลลอฮฺในวงแหวน
หลักฐานข้างต้นถูกบันทึกในหนังสือมุศ็อนนัฟ อับดุรร็อซซาก
ด้วยสายสืบที่น่าเชื่อถือ และในฟัตวาของชัยคฺ ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีฮฺ
ท่านได้กล่าวว่า การสวมเสื้อที่มีเขียนพระนามของอัลลอฮฺไว้
อนุโลมให้สวมได้แต่ให้ป้องกันเสื้อนั้นจากสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น สุขา เป็นต้น
(หมายเลขฟัตวา 30199, วันที่ 25 มุฮัรรอม
ฮ.ศ.1424) และเป็นที่ยอมรับสำหรับนักวิชาการทั่วประเทศว่า
การสวมผ้าโสร่งที่มียี่ห้อระบุข้อมูลต่างๆด้วยอักษรที่อ่านเห็นชัดเจนติดอยู่ตอนปลาย
แม้กระทั่งเสื้อพนักงานที่มีสัญลักษณ์และเครื่องหมาย หรือชื่อบริษัทต่างๆ
พี่น้องมุสลิมได้ใช้อย่างกว้างขวางและไม่เคยได้ยินว่ามีข้อห้ามในการสวมเสื้อเช่นนั้นแต่อย่างใด
หากเป็นข้ออ้างว่าข้อความ เรารักนบี ที่ไม่มีแบบฉบับ ก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน
เพราะเมื่อการสกรีนข้อความบนเสื้อไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด
ข้อความที่ไม่ขัดกับหลักการก็ไม่เป็นปัญหา
แต่สิ่งที่ประหลาดคือนักวิชาการได้เห็นบ้านเมืองเต็มไปด้วยเสื้อที่มีสกรีนข้อความ
เรารักในหลวง ดารา หรือนักบอล
แต่ทำไมไม่ได้รับคำถามให้ชี้แจงหรือชี้ขาดในหุกุ่มศาสนาเกี่ยวกับข้อความดังกล่าว
5. ตอนท้ายนี้ผมขอให้แง่คิดกับนักวิชาการที่แสดงออกซึ่งทัศนะที่ไม่เห็นด้วยกับการสกรีนเสื้อด้วยข้อความ
เรารักนบี เพื่อเป็นจุดประกายสำหรับการเข้าใจสถานการณ์ของสังคมมุสลิมและหน้าที่ของนักวิชาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นผู้นำสังคมมุสลิม
สำคัญที่สุดที่เราต้องเข้าใจในการเผยแผ่ศาสนาคือ ฟิกฮุดดะอฺวะฮฺ
คือความรู้เกี่ยวกับความเหมาะสมในการเผยแผ่หลักการศาสนา ซึ่งความรู้นี้บรรดาอุละมาอฺได้สืบทอดมาจากชีวประวัติของท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งผมขอสรุปแง่คิดดังนี้
· บางเรื่องที่เป็นบิดอะฮฺชัดเจน
โดยไม่มีความขัดแย้งระหว่างอุละมาอฺซึ่งปรากฏในสังคมของเรา
ควรรับความสนใจจากนักวิชาการที่ได้วิเคราะห์ประเด็นเสื้อสกรีน อาทิเช่น เมาลิดนบี
หรือกิจกรรมงานการกุศลหลายศาสนาที่ปรากฏบ่อยครั้ง โดยผู้นำมุสลิมชื่อดังๆ
มักจะปรากฏตัวในงานนั้นพร้อมผู้นำศาสนาอื่นๆ
หรือระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่ถูกนำมาเป็นตัวอย่างในการบริหารองค์กรมุสลิม
เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อสังคมมุสลิม และมีความจำเป็นที่ต้องชี้แจง
แต่เหตุใดสังคมไม่ถามและนักวิชาการไม่ชี้แจง
ผมเห็นว่านั่นแสดงถึงคุณภาพของสังคมและคุณภาพของนักวิชาการ
ที่จะเอาใจใส่ในเรื่อจิ๊บจ๊อยเล็กน้อย
แต่ปล่อยเรื่องใหญ่ให้สังคมมุสลิมหลงกับกระแสการเมือง
จนกระทั่งไม่สามารถรู้ว่าแบบฉบับของอิสลามในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างไร
· บางเรื่องนักวิชาการเมื่อถูกถามไม่จำเป็นต้องตอบ
เพราะมันสะท้อนซึ่งความอ่อนแอของนักวิชาการที่จะคล้อยตามกระแสของสังคม หมายถึง
ตอบในสิ่งที่สังคมเรียกร้องอย่างเดียว
แต่อันที่จริงนักวิชาการมีหน้าที่ในการชี้แนะถึงประเด็นสำคัญที่ต้องเอาใจใส่
ท่านนบีถูกถามถึงจันทร์เสี้ยว แต่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ไม่ตอบตามความต้องการของผู้ถามที่ต้องการข้อมูลทางดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
แต่ตอบว่า จันทร์เสี้ยวนั้นเป็นข้อกำหนดเวลาสำหรับมนุษยชาติเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญกว่าข้อมูลทางดาราศาสตร์ เช่นเดียวกัน
นักวิชาการที่ถูกถามเรื่องเสื้อสกรีน สามารถตอบและแสดงทัศนะของตนได้
แต่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในสังคมมุสลิมหรือสังคมทั่วไป
โดยชี้แจงให้ผู้ถามอย่าถือประเด็นสกรีนเสื้อเป็นเรื่องใหญ่
ที่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะหลายวิทยุสถานีถูกถามและตอบในแนวเดียวกันทั้งๆที่วิกฤติในสังคมที่มีความคลาดเคลื่อนมากมาย
มักจะไม่มีคำชี้แจงแต่อย่างใด และจะเป็นความสง่างามสำหรับนักวิชาการ
ที่ต้องสงวนสิทธิ์ไม่ตอบบางเรื่อง
เพื่อให้ปัญหาสงบลงหรือให้สังคมมองถึงขนาดที่แท้จริงของประเด็นนั้น
· ปัญหาบางประการที่นักวิชาการในประเทศไทยได้วินิจฉัยเอง
โดยไม่มีหรือไม่พบนักวิชาการระดับโลกได้วิเคราะห์มาก่อน
จำเป็นต้องให้คำตอบที่มีการเผื่อไว้บ้าง
เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดหรือเปิดโอกาสให้แก้ไขความคิดหรือข้อวินิจฉัยได้ง่าย
เพราะการฟันธงด้วยข้อมูลของตัวเอง และใช้สำนวนเด็ดๆขาดๆ จะเป็นกำแพงมิให้กลับลำได้
ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อจรรยาบรรณของผู้รู้
· บางเรื่องผมเห็นด้วยที่เป็นข้อเสียหายในเรื่องสกรีนเสื้อ
เช่น สกรีนข้อความ เรารักนบี แต่ทำบิดอะฮฺ หรือปรากฏในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม
หรือสกรีนเสื้อที่มีข้อความ ชมรมผู้ศรัทธา หรือ ศิษย์โรงเรียนศาสนาโรงหนึ่งโรงใด
และปรากฏตัวด้วยการสูบบุหรี่หรือตีไก่หรือเลี้ยงนกเขา เป็นต้น
ซึ่งล้วนเป็นความผิดของบุคคลและไม่ใช่ความผิดของข้อความ เช่น
เคราของมุสลิมจำเป็นต้องไว้ แต่ถ้าหากโต๊ะครูไว้เคราและสูบบุหรี่ ก็เป็นความผิดของบุคคลที่เป็นโต๊ะครู
ไม่ใช่ความผิดของความรู้ที่อยู่กับโต๊ะครู
เพราะฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งที่นักวิชาการต้องอบรมคนเหล่านั้นให้พฤติกรรมสอดคล้องกับหลักการ
ไม่ใช่สอนให้โกนเคราจะได้สอดคล้องกับพฤติกรรมอันชั่วร้าย
ซึ่งในสังคมขบองเรานั้นมีอะไรมากมายที่ต้องหันมาชี้แจงและอบรม เช่น
การปะปนระหว่างหญิงชายในงานการกุศลหรือค่ายนักศึกษา
การแต่งกายของมุสลิมะฮฺที่ผิดหลักการอิสลามอย่างสิ้นเชิง
รายการวิทยุและโทรทัศน์ของมุสลิมที่มีข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง
นี่แหละสิ่งที่ต้องแก้ไขและปรับปรุง
สุดท้ายนี้ผมขอชี้แจงว่า
ไม่ได้นึกว่าต้องเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
และผมไม่พร้อมที่จะมีกิจวัตรในการตอบโต้นักวิชาการคนโน้นคนนี้อย่างที่บางคนเตรียมพร้อมอยู่
เพราะผมตระหนักว่างานผมที่ต้องปฏิบัติ
คืองานเผยแผ่ศาสนาอิสลามให้แก่คนที่ยังไม่เข้าใจอิสลามซึ่งมีจำนวนเยอะที่เรายังไม่ได้ทำหน้าที่
และที่นี่ไม่ใช่บทความที่ต้องการโจมตีคนหนึ่งคนใด
หากเป็นการตักเตือนที่ต้องการให้พี่น้องมุสลิมบรรลุความสมบูรณ์ในทุกแง่มุมของชีวิต
ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
โปรดประทานความเตาฟีกฮิดายะฮฺให้แก่นักวิชาการและพี่น้องมุสลิมีนทุกๆท่านด้วยเถิด