มุสลิมกับวันวาเลนไทน์
คัดจากหนังสือ
ทำไม
มุสลิมจึงทำไม่ได้
โดย อ.มุริด ทิมะเสน
เรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือ
จะสืบหาประวัติอะไรที่แน่นอนก็ไม่ได้ได้แต่สันนิษฐานกันไป
ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องและความเป็นมาที่ชัดเจน ในหนังสือหลักๆเท่าที่สันนิษฐานกัน
พอสรุปได้ว่า
ก. วันวาเลนไทน์นี้เดิมเป็นการฉลองความเจริญพันธุ์ของพวกโรมันโบราณ
ซึ่งเป็นการระลึกถึงเทพเจ้าลูเปอร์คุส (เทพแห่งความเจริญพันธุ์) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอาเข้ามาเป็นของคริสต์ศาสนา
โดยโยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญที่ชื่อวาเลนไทน์
ซึ่งมีวันฉลองใกล้กัน(ของเดิม 15 กุมภาพันธ์ ส่วนของนักบุญวันที่ 14 กุมภาพันธุ์)
ข. ว่ากันว่า เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์
ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270
และมี 2 ท่านชื่อซ้ำกัน แต่ประวัติของทั้งสองท่านเป็นเรื่องเล่ากันมาแบบปรัมปรา
ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องที่เล่าต่างกัน แต่ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกัน
ค. การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป
แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รัก
เป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่าเป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกข่มบังคับ
ง.
การที่วันที่ระลึกเซนต์วาเลนไทน์กลายมาเป็นวันแห่งความรักนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ
ซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่
14 กุมภาพันธุ์
การเขียนข้อความแสดงความรักส่งถึงกันในวันนี้ก็ว่าเริ่มมาแต่ปลายสมัยกลาง
โดยถือว่าเป็นวันเริ่มฤดูผสมพันธุ์ของนกนั่นเอง (บ้างก็ว่าเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่
16) ส่วนในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการจัดทำการ์ดวาเลนไทน์เป็นธุรกิจในช่วง ค.ศ.1840-1849
จ. "วาเลนไทน์" คือวันที่ชาวคริสต์ใช้เป็นสัญญลักษณ์แทนความระลึกถึง
"เซนต์วาเลนไทน์" บุรุษผู้มีความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์จนทำให้เขาต้องจบชีวิตตัวเอง
และหนุ่มผู้มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนี้ ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 14
กุมภาพันธุ์ ค.ศ.270
เรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่ว่า ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3
สมัยที่จักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2
ปกครองอาณา-จักรโรมัน นักบุญวาเลนไทน์ซึ่งมีชื่อจริงว่า "วาเลนตินัส"
เป็นผู้นำคริสเตียนที่มีความอาทรต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างมาก
นักบุญผู้นี้มักลอบนำข้าวของเครื่องใช้และอาหารไปวางไว้หน้าประตูบ้านของคนยากจนเสมอๆ
เป็นเรื่องน่าเศร้า
ที่สมัยนั้นอาณาจักรโรมันเป็นสังคมเทวนิยมจึงมีกฎห้ามไม่ให้ชาวโรมันนับถือคริสต์
เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้วาเลนตินัสถูกทางการจับเข้าคุกโทษฐานที่เขาเป็นคริสเตียน
ครั้นพอเข้าไปอยู่ในคุก เขาก็บังเอิญไปพบรักกับหญิงตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวผู้คุม
วาเลนติ-
นัสอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้ดวงตาของหญิงอันเป็นที่รักกลับมามองเห็นได้อย่างคนปกติทั่วไปอีกครั้ง
แล้วคำขอก็สัมฤทธิ์ผล ทำให้ครอบครัวของหญิงคนนั้นหันมานับถือพระเจ้า และพระเยซูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อจักรพรรดิทราบเรื่องก็โกรธมาก
สั่งให้ทหารโบยวาเลนตินัสก่อนจะบัญชาการให้ทหารนำเอาตัวไปตัดศีรษะในตอนรุ่งเช้าวันที่
14 กุมภาพันธุ์ คืนสุดท้ายก่อนตาย เขาได้เขียนจดหมายอำลาคนรักลงท้ายว่า
"จากวาเลนไทน์ของเธอ"
เรื่องราวของวาเลนตินัสเป็นที่ร่ำลือไปทั่วโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งโลกโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์
ดังนั้น ชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ เป็นวันวาเลนไทน์เพื่อระลึก
ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของหนุ่มนักบุญคนนี้
ฉ. วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก
เริ่มต้นขึ้นมาจากวันฉลองเพื่อระลึกถึงคริสเตียน 2 คนที่เสียสละเพื่อมนุษย์ ชื่อ
วาเลนไทน์ (Valentine)
แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันนี้
ก็ไม่มีสิ่งไหนที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของนักบุญเหล่านี้
ประเพณีนี้บางทีจะมาจากประเพณีโรมันโบราณที่เรียกว่า ลูเปอร์คาเลีย(Lupercalia)ชาวโรมันฉลองวันลูเปอร์คาเลียเป็นประเพณีแห่งความรักของหนุ่มสาว
ชายและหญิงสาวจะเลือกคู่สำหรับประเพณีนี้โดยการเขียนชื่อตนใส่กล่องและจับฉลาก
เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความรัก
และปกติเขาจะยังคงติดต่อสัมพันธ์กันเป็นเวลานานหลังจากประเพณีนี้ผ่านไปแล้ว หลายคู่ก็จะลงเอยด้วยการแต่งงาน
หลังจากที่ความเป็นคริสเตียนแพร่หลายออกไป
ชาวคริสเตียนก็พยายามที่จะให้ความหมายของประเพณีนี้ในแง่ของคริสเตียน
และพวกเขาเปลี่ยนมาใช้วันที่ 14 กุมภาพันธุ์
แต่ความหมายตามความรู้สึกแบบประเพณีเก่าก็ยังคงมีมาถึงปัจจุบัน
ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ ก.
จากข้อสันนิษฐาณในข้อ ก. ผู้เขียนพอสรุปเนื้อหาได้ว่า
วันวาเลนไทน์เป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องจากการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุส
ของพวกโรมันโบราณต่อมาได้โยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพของนักบุญที่ชื่อ"วาเลนไทน์"
ซึ่งอยู่ในวันที่ใกล้เคียงกัน หากวันวาเลนไทน์มีที่มาจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจริง
นั่นเท่ากับว่าไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์โดยเด็ดขาด
เพราะถ้ามุสลิมคนใดมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในวันดังกล่าว ก็เท่ากับว่าเขามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสซึ่งเป็นพระเจ้าที่ชาวโรมันสมัยโบราณนับถืออยู่
ดังนั้น วันวาเลนไทน์ที่มาจากความเชื่อดังกล่าว
จึงมิใช่เป็นเพียงวันที่ถูกกล่าวถึงวันแห่งความรักประการเดียว
ทว่ายังเป็นวันที่รวมเอาความเชื่อ(อะกิดะฮ) ทางศาสนาของชาวโรมันโบราณเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ในหลักการของอิสลามได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนและรัดกุมว่า
มุสลิมจะต้องไม่เคารพภักดีหรือเชื่อมั่นพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮเท่านั้น
พระองค์อัลลอฮทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอ่านว่า
"และพวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮเถิด
และพวกท่านจงอย่าตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์"
ประเด็นต่อมา
ความเชื่อในการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสถูกผนวกกับการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญที่ชื่อ
"วาเลนไทน์"
ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มุสลิมไม่สามารถร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะมุสลิมคนใดก็ตามที่ร่วมฉลองวันวาเลนไทน์
เท่ากับว่าเขาได้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความรำลึกถึงนักบุญที่ชื่อว่าวาเลนไทน์ อีกทั้งยังแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนักบุญผู้นั้นอันสืบเนื่องมาจากการพลีชีพเพื่อศาสนาของเขา
หลักการของอิสลามมิได้บัญญัติถึงการอนุญาตให้ร่วมแสดงความอาลัย
หรือเฉลิมฉลองให้แก่บุคคลสำคัญท่านใดทั้งสิ้น แม้แต่เฉลิมฉลองให้แก่ท่านนบีมู-หัมมัดก็ยังกระทำไม้ได้เลย
สำมะหาอะไรกับบุคคลที่มิใช่มุสลิม ด้วยประการข้างต้นเป็นแน่แท้
ท่านนบีมุหัมมัดจึงกำชับมิให้ไปเปลี่ยนแบบพิธีกรรมความเชื่อ ค่านิยม
หรือแม้กระทั่งการอ่านคัมภีร์ของศาสนาอื่นท่านนบีก็ยังไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ท่านนบีมุหัมมัดแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อท่านอุมัรที่นำเอาบางส่วนของคัมภีร์เตารอด(คัมภีร์ของชาวยิว)
มาอ่าน โดยท่านนบีได้กล่าวว่า
"ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮว่า
ถ้าหากว่ามูซายังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้
เขาจะต้องไม่ปฎิบัติสิ่งใดนอกจากจะต้องปฎิบัติตามฉันเท่านั้น"
ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ
ข.
ข้อสันนิษฐาณเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า
เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรมเมื่อวันที่
14 กุมภาพันธุ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270 ด้วยกับสาเหตุข้างต้น
จึงกลายมาเป็นวันวาเลนไทน์จวบจนถึงปัจจุบันนี้ หากข้อมูลข้างต้นคือที่มาอันถูกต้องของวันวาเลนไทน์แล้ว
ศาสนาอิสลามก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมเกี่ยวกับวันดังกล่าว
พระองค์อัลลอฮทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า
ประการที่สาม เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์
ซึ่งถูกประหารชีวิตที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270
แสดงให้เห็นว่านักบุญวาเลนไทน์เกิดก่อนท่านนบีมุหัมมัดประมาณ 300 ปี
เพราะท่านนบีมุหัมมัดเกิดประมาณ ค.ศ.570 แสดงว่า
ท่านนบีน่าจะต้องทราบเรื่องราวของนักบุญวาเลนไทน์อยู่บ้าง เพราะผู้ที่นับถือศาสนาคริสที่อาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ
และมดีนะฮมีจำนวนมากมาย
แต่ไม่พบหลักฐานว่าท่านนบีมุหัมมัดสั่งให้บรรดามุสลิมที่อยู่ร่วมกับท่าน(คือบรรกาฌศาะหาบะฮ)
ทำการเฉลิมฉลองวันแห่งความรักดังกล่าว ใช่แต่เท่านั้น
ท่านนบีมุหัมมัดยังกำชับให้บรรดามุสลิมออกห่างจากการเลียนแบบชนกลุ่มอื่น
โดยเฉพาะยะฮูดีย์(ยิว) และนัศรอนีย์(คริสเตียน)ไว้อีกด้วย
ดังที่ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า
"บุคคลใดก็ตามที่เลียนแบบแนวทางอื่นจากพวกเรา
ถือว่ามิใช่พวกของเรา(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง)พวกท่านอย่าได้เลียนแบบตามพวกยะฮูดีย์
และนัศรอนีย์"
ข้อมูลชี้แจงข้อ ค.
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า
การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มขึ้นในสมัยกลางของยุโรป
แต่เซนต์วาเลนไทน์ซึ่งเป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รักกลายมาในช่วงหลัง
โดยถือว่าเป็นผู่ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักซึ่งตกอยู่ในความทุกข์และถูกข่มบังคับ
หากข้อมูลข้างต้นเป็นที่มาที่ถูกต้องของวันวาเลนไทน์
ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมในวันดังกล่าวด้วยเช่นกันเพราะนักบุญวาเลนไทน์เป็นผู้อุดหนุนคู่รัก
และช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักให้สมหวัง
หรือช่วยให้ผู้ที่มีความรักที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ได้รับความสุข ด้วยเหตุดังกล่าว
วันที่ 14 กุมภาพันธุ์ของทุกปีจึงเป็นวันแห่งความรัก
อันสืบเนื่องมาจากนักบุญวาเลนไทน์ได้ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรัก
หากมุสลิมร่วมฉลองในวันดังกล่าวก็เท่ากับว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนักบุญวาเลนไทน์ในการให้บุคคลที่มีความรักได้สมหวัง
แต่อิสลามสอนให้มุสลิมเห็นด้วยกับแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮ และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น
ส่วนแนวทางที่มิได้มาจากพื้นฐานทั้งสองถือว่าจะต้องละทิ้งอย่างเด็ดขาด
ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า
"สิ่งใดก็ตามที่ฉันสั่งใช้พวกท่าน
พวกท่านจงยึดมั่นสิ่งนั้นไว้ และสิ่งใดก็ตามที่ฉันห้ามพวกท่าน
พวกท่านจงละทิ้งสิ่งนั้นอย่างเด็ดขาด"
ประการต่อมา
อิสลามไม่อนุมัติให้เชื่อฟังและปฎิบัติตามแนวความคิดของบรรดานักพรต บาทหลวง
หรือผู้นำของศาสนาอื่นได้เลย
ท่านอะดีย์ บุตรของหาติม กล่าวว่า
"ฉันมาหาท่านนบีมุหัมมัด ขณะที่ฉันสวม(สร้อยคอ) ไม้กางเขนซึ่งทำมาจากทองที่คอของฉันเมื่อท่านนบีเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวแก่ฉันว่า
"โอ้ท่านอะดีย์ท่านจงโยนรูปเจว็ดนั้นทิ้งไปเสียเถิด!"
จากนั้นฉันได้ยินท่านนบีอ่านกุรอ่านในสูเราะฮเตาบะฮ อายะฮที่31 ว่า
"พวกเขาได้ยึดเอาบรรดาพวกนักพรต(นักปราชญ์ของยิว) และบรรดาบาทหลวง
(ของคริสเตียน) ของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮ"
แล้วท่านนบีกล่าวต่ออีกว่า "พึงทราบเถิดว่า
แท้จริงพวกเขามิได้เคารพบรรดาบาทหลวงของพวกเขาหรอก
แต่ทว่าเมื่อพวกเขา(หมายถึงนักปราชญ์ของยิว
และบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน)ทำสิ่งหนึ่งให้เป็นที่อนุมัติแก่พวกท่าน พวกท่านก็ทำหใสิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติไปด้วย
และเมื่อพวกเขาทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่าน
พวกท่านก็จะทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามไปด้วย"
คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า
สิ่งใดก็ตามที่มาจากนักปราชญ์ของยิวหรือบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน หรือบรรดาผู้นำจากศาสนาอื่นๆ
ซึ่งเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา มุสลิมจะนำมาปฏิบัติไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการปฏิบัติตามพวกเขาถือเสมือนหนึ่งว่าได้ไปเคารพภักดีพวกเขาแล้ว
ถึงแม้ว่าจะไม่แสดงภาพแห่งความเคารพด้วยท่าทางก็ตาม
แต่เป็นการเคารพทางความคิดที่ถูกกลั่นกรองมาจากพื้นฐานเดิมของศาสนาที่พวกเขานับถืออยู่
ดังที่ท่านนบีมุหัมมัดได้สั่งให้ท่านอะดีย์โยนสร้อยคอที่มีรูปไกางเขนทิ้ง เนื่องจากไม้กางเขนเป็นสัญญลักษณ์ของผู้ที่นับถือศาสนาคริสเตียน
ถึงแม้ว่าท่านอะดีย์จะไม่ได้นับถือศาสนาคริสก็ตาม
แต่ประหนึ่งว่าท่านอะดีย์ได้เชื่อฟังคำสั่งของบาทหลวงของพวกเขาที่สั่งใช้ให้แขวนไม้กางเขนดังกล่าว
ถ้าเช่นนั้นผู้เขียนขอถามมุสลิมว่า วันวาเลนไทน์มาจากแห่งใด? วันวาเลนไทน์มาจากตาสีตาสาตามท้องไร่ท้องนาใช่ไหม?
บุคคลที่กำหนดวันวาเลนไทน์คือบุคคลที่เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะใช่ไหม?
ฉะนั้น จึงไม่ต้องตั้งคำถามอีกแล้วว่า
มุสลิมจะร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่? เพราะผู้เขียนเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมทุกท่านคงตอบคำถามข้างต้นนี้ได้ทุกคน
ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ
ง.
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า
การฉลองวันวาเลนไทน์เป็นเรื่องบังเอิญซึ่งไม่เป็นความจริง เพียงแต่ไปผนวกไว้กับช่วงที่นกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่
14 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวยุโรปในสมัยกลาง
หากข้อสันนิษฐานข้างต้นคือที่มาของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงแล้ว
ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดเข้าร่วมกิจกรรมในวันนั้นอย่างเด็ดขาด
ประการแรก มุสลิมจะไม่เชื่อโชคลางใดๆทั้งสิ้น
ไม่เชื่อว่าเมื่อนกผสมพันธุ์กันในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์
จะกลายเป็นวันแห่งความรักของมนุษย์ด้วย
ประการที่สอง
มุสลิมจะต้องมอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮเพียงองค์เดียวเท่านั้น
ไม่อนุญาตให้มุสลิมมอบหมายตนยังสิ่งอื่น หรือมีความเชื่อต่อวันและเวลาอย่างเด็ดขาด
ยกตัวอย่างเช่น หากมุสลิมผู้หนึ่งกล่าวอ้างว่า ถ้าแต่งงานในวันที่ 14
กุมภาพันธุ์ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก
ชีวิตคู่ของบ่าวสาวภายหลังจากนั้นจะมีแต่ความสุขสดชื่นตลอดไป
ตามหลักการถือว่ามุสลิมผู้นั้นได้ตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮแล้ว
เนื่องจากเขาถือชีวิตคู่จะมีความสุขไม่ได้นอกจากจะต้องแต่งงานกันในวันที่ 14
กุมภาพันธุ์เท่านั้น เช่นนี้ถือว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้มอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮ
แต่มอบหมายตนต่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์แทน
ประการที่สาม
ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการอวยพรหรือแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่แต่งงานในวันวาเลนไทน์ด้วยเช่นกัน
เพราะถือว่าสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคลอื่นมีความเชื่อต่อวันดังกล่าวว่าเป็นวันแห่งความดีงามและจะมีความรักอันยั่งยืนตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ประการที่สี่ เนื่องจากชาวยุโรปในสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มผสมพันธุ์ในวันที่
14 กุมภาพันธุ์จึงผนวกเข้ากับวันวาเลนไทน์
ซึ่งถือว่าเป็นวันแห่งความรักจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เช่นนี้เองศาสนาจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว
เพราะถือว่าไปนำแบบอย่างของศาสนาอื่นมาปฏิบัติ ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า
"บุคคลใดที่เลียนแบบกลุ่มชนอื่น ดังนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย"
ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ จ.
หากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์มีข้อสรุปว่า
ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ถือว่าวันที่ 14 กุมภาพันธุ์เป็นวันวาเลนไทน์
เพื่อระลึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของนักบุญที่ชื่อ วาเลนตินัส
เช่นนั้นศาสนาอิสลามก็ไม่อนุมัติให้มุสลิมร่วมกิจกรรมดังกล่าว
ประการแรก การกำหนดวันวาเลนไทน์นั้นมาจากศาสนาคริสต์
ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวสำทับต่อบรรดามุสลิมว่า
"พวกท่านจลอย่าเลียนแบบตามชาวยะฮูดีย์(ยิว) และชาวนัศรอนีย์(คริสเตียน)"
ฉะนั้น มุสลิมจึงต้องเข้มงวดในเรื่องการไม่ปฎิบัติตามพฤติกรรมที่มีพื้นฐานความเชื่อมาจากศาสนาอื่น
ประการที่สอง
ศาสนาจะอนุญาตให้ปฏิบัติตามแนวทางของศาสนาอื่นได้
โดยมีเงื่อนไขว่าท่านนบีจะต้องเป็นผู้อนุมัติสิ่งนั้นเสียก่อน
หรือท่านนบีปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การถือศีลอดในวันที่ 10
เดือนมุหัรร็อม ซึ่งครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัดเดินทางกลับมายังเมืองมะดีนะฮ
ก็พบว่าพวกยิวกำลังถือศีลอดอยู่ ท่านนบีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า พวกท่านถือศีลอดอะไรกัน? พวกเขาตอบว่า วันนี้(หมายถึงวันที่ 10 มุหัรร็อม ) พระองค์อัลลอฮทรงช่วยเหลือนบีมูซา(โมเสส)ในวันดังกล่าว
ส่วนฟิร-เอาน์จมน้ำสิ้นชีวิต(ในวันนั้นด้วย)
ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงถือศีลอดในวันดังกล่าวเพื่อขอบคุณ(ต่อพระองค์อัลลอฮ)
ท่านนบีจึงกล่าวขึ้นว่า เรามีสิทธิต่อท่านนบีมูซามากกว่าพวกท่าน
และท่านนบีจึงได้กำชับให้บรรดามุสลิมถือศีลอดกันในวันนั้น
ถึงแม้ว่าท่านนบีจะกำชับให้ถือศีลอดในวันดังกล่าว แต่ทว่าท่านก็ยังได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติตัวของมุสลิมชาวยิว
โดยให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 มุหัรร็อมเพิ่มอีกหนึ่งวัน
และท่านนบียังตั้งเจตคติไว้ว่า เมื่อถึงเดือนมุหัรร็อมในปีหน้าจะถือศีลอดในวันที่
9 เพิ่มอีกวันหนึ่ง ครั้นยังไม่ถึงปีหน้าท่านนบีก็สิ้นชีวิตเสียก่อน
จึงเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ส่งเสริมให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 และ 10
ของเดือนมุหัรร็อมรวมเป็นสองวัน ซึ่งต่างจากชาวยิวที่ถือศีลอดเพียงวันเดียว
ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ
ฉ.
ประเด็นชี้แจงเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์สำหรับข้อนี้
ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาก็ไม่แตกต่างจากประเด็นอื่นๆ
ซึ่งได้อธิบายมาแล้วค่อนข้างละเอียด ดังนั้นจึงขอละไม่อธิบายอีก
จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด
พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางในหารดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้
1.มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลาม หรือนำระบอบการดำเนินชีวิตอื่นจากอิสลามมาปฏิบัติ
ดังที่พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอ่านว่า
"และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาศาสนาอื่นจากศาสนาอิสลาม
ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา
(หมายความว่าพระองค์อัลลอฮจะไม่ทรงรับศาสนานั้นจากเขาเป็นอันขาด)"
ดังนั้นวิถีชีวิตของมุสลิมจะต้องดำเนินตามแนวทางของอิสลามเท่านั้น
จะนำวิถีอื่นจากอิส-ลามมาปฏิบัติมิได้ หากมุสลิมไปปฏิบัติตามแนวทางอื่น แน่นอน
การงานที่เขาปฏิบัตินั้นจะไม่ถูกตอบรับจากพระองค์อัลลอฮอย่างเด็ดขาด
ดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ในอายะฮอัล-กุรอานข้างต้น
2.ไม่อนุญาตให้มุสลิมเลียนแบบพฤติกรรมพวกยะฮูดีย์
และนัศรอนีย์ ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวเตือนไว้ว่า
"แน่นอนอย่างยิ่ง
พวกท่านจะปฏิบัติตามแนวทางของกลุ่มชนก่อนหน้าพวกท่านคืบตามคืบ ศอกตามศอก
ตามจนกระทั่งว่า หากพวกเขาเข้าลงรูแย้ พวกท่านก็จะตามพวกเขาเข้ารูแย้เช่นกัน"
บรรดาเศาะหาบะฮกล่าวถามว่า "พวกเราจะตามพวกยะฮูดีย์และนัศรอนีย์ใช่ไหม?" ท่านนบีตอบว่า "แล้วจะมีพวกไหนอีกล่ะ!"
อีกสำนวนหนึ่งกล่าวว่า "ตามจนกระทั่งว่า
หากบุคคลใดในหมู่พวกเขาร่วมเพศกับภรรยาของพวกเขาข้างถนน
แนนอนยิ่งพวกท่านก็จะปฏิบัติตามสิ่งนั้นด้วยเช่นเดียวกัน"
คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดข้างต้นได้ฉายภาพแห่งการเลียนแบบได้อย่างชัดเจนที่สุด
มุสลิมจะเลียนแบบพวกยิว และคริสเตียนทุกย่างก้าว ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติอย่างไร
มุสลิมเก็บตกมาปฏิบัติจนเกือบหมดไม่เว้นแม้แต่วันวาเลนไทน์ซึ่งมาจากศาสนาคริสเตียนอันเป็นที่รู้กันดีอยู่
แต่มุสลิมก็ยังปฏิบัติตามพวกเขาอยู่
ทั้งๆที่ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวสำทับไว้อย่างหนักแน่นว่า
อย่าเดินตามแนวทางของพวกเขาโดยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้น
แล้วภาพลักษณ์ของความเป็นมุสลิมจะหายไป
แล้วมีมุสลิมกี่คนที่ตอบสนองต่อคำสอนและคำสำทับดังกล่าวนั้น
3.มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตอย่างคนแปลกหน้า
ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า
"แท้จริง อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างคนแปลกหน้า
ดังนั้นจงแจ้งข่าวดีกับคนแปลกหน้าเถิด(คนแปลกหน้าหมายถึง) บรรดาผู้ซึ่งฟื้นฟูแนวทางของฉันขณะที่ผู้คนทั้งหลายสร้างความเสื่อมเสียภายหลังจากฉัน(หมายถึงภายหลังจากที่ท่านนบีมุหัมมัดสิ้นชีวิตไปแล้ว)
ท่านนบีมุหัมมัดกำลังจะบอกกับบรรดามุสลิมว่า
ให้มุสลิมดำรงค์ชีวิตเฉกเช่นคนแปลกหน้า
แปลกหน้าในที่นี้หมายถึงให้ปฏิบัติตามแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮ
และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัดในการใช้ชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่มุสลิมเพียงคนเดียวกำลังปฏิบัติอยู่นั้นจะสวนกระแสของสังคม
หรือสังคมส่วนใหญ่จะไม่ปฏิบัติและเกลียดชังก็ตาม
มุสลิมก็จะต้องยืนหยัดอยู่เช่นนั้นตลอดไป
เพราะอย่างไรเสียอิสลามเกิดมาอย่างคนแปลกหน้าอยู่แล้ว
ในไม่ช้าอิสลามก็จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่างคนแปลกหน้าเช่นกัน
ดังนั้นมุสลิมทุกคนที่ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาพึงดีใจเถิดที่มีส่วนทำให้อิสลามจะได้หวนหลับมาอีกครั้งหนึ่งในอนาคต
จึงเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า
มุสลิมจะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่? เพราะจะตอบได้ทันทีว่า หากมุสลิมคนใดที่ร่วมกิจกรรมในวันนั้นถือว่าไม่ใช่คนแปลกหน้า
เพราะนั่นเป็นการทำตนเหมือนคนอื่นๆ
ในสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นชอบและดีใจที่มีสมาชิกมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว
แตกลับเป็นที่กริ้วโกรธของพระองค์อัลลอฮ
เพราะไม่ทำตนเป็นคนแปลกหน้าในการฟื้นฟูให้อิสลามได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ในทางตรงกันข้ามหากมุสลิมคนใดที่ไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว
ถึงแม้จะร่วมเพียงเล็น้อยด้วยการกล่าวคำอวยพรให้กันในวันนั้นเขาก็ไม่กระทำมาตรว่า
ผู้คนส่วนใหญ่จะชิงชังในการทำตัวแปลกประหลาดของเขาก็ตามเถิด
แต่ในทัศนะของอิสลามถือว่าเขาอยู่ในตำแหน่งของคนแปลกหน้า
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะช่วยฟื้นฟูให้อิสลามได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
และพระองค์อัลลอฮทรงพึงพอใจอย่างยิ่งกับตำแหน่งดังกล่าว