คำถามที่ : 38
คำถาม : การแห่ขันหมากในอิสลามมีด้วยหรือ
บางครั้งดิฉันต้องไปงานแต่งงานกับแม่สามี ซึ่งงานที่เชิญสว่นใหญ่มักเป็นงานที่นิยมมีการแห่ขันหมากทั้งแห่เจ้าบ่าวไปและเจ้าสาวแห่มาที่บ้านเจ้าบ่าว ดิฉันไม่ชอบเอามากๆเลยค่ะ ไม่อยากไปแต่บางครั้งถ้าเป็ฯญาติสนิทกับแม่สามี หรืออยู่บ้านใกล้เคียงกัน เราก็จะไปช่วยจัดเตรียมอาหาร ของหวาน สงสัยค่ะว่า 1. การที่เราไปร้วมงานที่เอาประเพณีอื่นมาเพิ่มในการนิกะหฺนั้น ผิดหรือไม่ 2. อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำว่า ดิฉันควรทำอย่างไรดี เพราะไม่อยากไปและรู้สึกว่าเป็นงานที่อุตริกรรม 3. ถ้าหากเราไปเพื่อช่วยเตรียมอาหาร คาว หวาน แต่เราไม่ได้เป็นแขกในงานทำได้ไหมค่ะ ญ่าซากัลลอฮุคอยร็อนค่ะ

by: Faithful - - 21/1/2004

คำตอบ :

ผมขอตอบคำถามของคุณ faithful ดังนี้ คำถามแรกถามว่า การที่เราไปร่วมงานที่นำประเพณีอื่นเข้ามาปะปนกับพิธีนิกาฮฺ (แต่งงาน) ผิดหรือไม่ โดยเฉพาะการแห่ขันหมาก ? ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การแห่ขันหมากจากบ้านเจ้าบ่าวไปบ้านเจ้าสาว หรือแห่ขันหมากจากบ้านเจ้าสาวมาบ้านเจ้าบ่าว ถือเป็นประเพณีของชาวพุทธ ซึ่งชาวพุทธเองก็นำมาจากประเพณีของพราหมณ์ และฮินดูอีกทอดหนึ่ง เมื่อการแห่ขันหมากมิใช่หลักคำสอนของศาสนา ก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมนำประเพณีดังกล่าวมาปฏิบัติ ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใด เขาก็เยี่ยงชนกลุ่มนั้น “ (บันทึกโดยอบูดาวูด) ใช่แต่เท่านั้นไม่ การแห่ขันหมากยังมีเรื่องของอะกีดะฮฺ (ความเชื่อ) เจือปนอยู่ด้วย เช่นขบวนแห่ขันหมากจะต้องมีต้นอ้อยนำขบวน จะต้องมีขนมหวานในขบวนแห่ด้วย โดยพวกเขามีความเชื่อว่า การน้ำต้นอ้อยเดินนำขบวนแห่ขันหมากนั้น จะทำให้คู่บ่าวสาวอยู่ร่วมกันหวานสดชื่นประหนึ่งน้ำอ้อย หรือขนมหวาน เป็นต้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การนำประเพณีแห่ขันหมากมาปะปนกับพิธีนิกาฮฺจึงถือว่ามีความผิดแน่นอน อนึ่ง หากพิจารณาถึงสุนนะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺจะเห็นได้ว่า ทำไมท่านรสูลจึงสนับสนุนให้จัดพิธีแต่งงานที่มัสญิด ก็เพราะท่านรสูลต้องการจะขจัดสิ่งที่มิใช่อิสลามจะเข้ามาเจือปนจนแยกแยะไม่ออก หากจัดงานแต่งงานที่มัสญิด ปัญหาข้างต้นก็จะหมดลงโดยดุษณี คำถามที่สอง ในเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ผิดหลักการศาสนา หรือรู้ว่าจะต้องมีสิ่งอุตริกรรมเกิดขึ้นในงานแต่งงานที่เราจะไปร่วมในงานนั้นอย่างแน่นอน เช่นนั้นจะให้เราทำอย่างไร ? หากเรานำแบบฉบับของมุสลิมในอดีตอย่างเช่นบรรดาเศาะหาบะฮฺมาปฏิบัติแล้วไซร้ ผมเชื่อว่าสังคมมุสลิมในปัจจุบันจะเข้มแข็งมากว่านี้เป็นแน่ ! ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่ท่านอิบนุ อุมัรเชิญท่านอบูอัยยูบ (มารับประทานอาหารที่บ้าน) ครั้นท่านอบูอัยยูบ (มาที่บ้านของอิบนุอุมัร) แลเห็นผ้าม่าน (ที่มีรูปติดอยู่) ที่ฝาผนังในบ้าน เช่นนั้นท่านอิบนุ อุมัรก็กล่าวขึ้นว่า พวกผู้หญิงเขาจัดการกันเอง ท่านอบูอัยยูบกล่าวว่า (พวกนาง) เป็นบุคคลที่ฉันรู้สึกประหวั่นอยู่เหมือนกัน (หมายถึงเป็นกลุ่มคนที่โน้มเอียงไปสู่การกระทำความผิดได้ง่าย) แต่ฉันไม่ได้ประหวั่นท่าน (ว่าจะเป็นเสมือนคนกลุ่มนั้น) ขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮฺฉันจะไม่รับประทานอาหารของพวกท่าน จากนั้นท่านอบูอัยยูบก็เดินทางไป “ (บันทึกโดยบุคอรีย์ บทว่าด้วยการแต่งงาน) เหตุการณ์ข้างต้นคือการยืนหยัดของเหล่าบรรดาเศาะหาบะฮฺในอดีต ฉะนั้นหากมุสลิมในปัจจุบันมีความเข้มแข็งในเรื่องการส่งเสริมความดีและห้ามปรามความชั่ว ไม่ส่งเสริมความผิดแล้วไซร้ สังคมมุสลิมในปัจจุบันจะก้าวสู่ความรุ่งเรืองเฉกเช่นในอดีตอย่างแน่นอน, ดังนั้นหากเรารู้ว่าจะมีสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ หรือสิ่งที่เป็นพิธีกรรมของศาสนาอื่นปะปนกับพิธีกรรมในแต่งงานที่เราจะไปร่วมงานนั้นจะทำอย่างไร ? ผมแนะนำว่า ให้เราไปบ้านงานก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน เช่นนี้เราจะหลีกเลี่ยงความผิดนั้นได้ หรือให้เราไปบ้านงานให้ล้าช้าภายหลังที่พวกเขาทำพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว และอธิบายให้พวกเขาฟังว่าที่มาช้าก็เนื่องจากเราไม่ต้องการร่วมพิธีกรรมที่ขัดกับหลักการของศาสนา หรือแนวทางที่สามคือ ไม่ต้องไปงานแต่งงานนั้นเลย แต่อาจจะฝากซองไปให้แก่เจ้าภาพแทน ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน คำถามที่สาม เราไปเตรีมอาหารคาว,หวานแต่เราไม่ได้เป็นแขกในงานนั้นเราจะทำได้หรือไม่ ? ผมขอตอบตามที่ผมเข้าใจและถ้าผมเข้าใจผิดขอให้ถามเข้ามาใหม่ก็แล้วกัน , ศาสนาระบุไว้ว่า หากงานแต่งงานใดที่เจ้าภาพมิได้เชิญเราไปร่วมในงานแต่งนั้น ก็ไม่อนุญาตให้เราไปร่วมงานนั้นเนื่องจากนี่เป็นมารยาทที่ศาสนากำหนดไว้ เช่นนั้นหากเรามิได้ถูกเชิญ แต่เราไปช่วยเตรียมอาหารคาว, หวานในงานนั้น เท่ากับเราผิดมารยาทนั่นเอง เพราะเจ้าภาพไม่ได้เชิญเรา, เราก็ไม่สามารถจะไม่ร่วมงานนั้นได้ แต่หากเราจะไปร่วมงานนั้นจริงๆ เราต้องขออนุญาตเจ้าภาพในงานนั้นเสียก่อน โดยอาจจะกล่าวว่า “ ดิฉันอยากจะมาช่วยเตรียมอาหารให้กับงานของคุณ, คุณจะอนุญาตให้ฉันช่วยหรือไม่ ? “ หากเจ้าภาพอนุญาต เราก็สามารถเข้าไปร่วมงานได้ แต่ถ้าหากเจ้าภาพไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่า มีคนช่วยเยอะแล้ว เช่นนี้แล้วเราจะต้องไม่เข้าไปร่วมในงานนั้นและไม่อนุญาตให้เราโกรธเจ้าภาพด้วยเพราะนี่คือมารยาทที่อิสลามส่งเสริมให้เกียรติซึ่งกันและกัน (วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ) วัสสลาม
by: มุรีด ทีมะเสน - timasen@mureed.com - 23/1/04 04:23
Copy Right 2004 "WWW.MUREED.COM®"