แถลงการณ์

“แอ๊ด คาราบาว จาบจ้วงอิสลาม”

โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

 

กล่องข้อความ:

กล่องข้อความ:  ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต แอ๊ด คาราบาว ( หรือนายยืนยง โอภากุล ) ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Hamburger ฉบับประจำเดือนตุลาคม หน้า 44 มีข้อความดูหมิ่นเหยียดหยามมุสลิมและอิสลาม ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า

”เพราะคนเราสมัยนี้ ไม่ค่อยเชื่อ ไม่เคารพความจริง แต่มักจะไปชอบ ไปเชื่อในความเชื่อมากกว่า เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แต่ความจริงเรามีใครเคยเห็นพระเจ้าบ้าง ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงหรือพระมูฮัมหมัดมีจริง ผมว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาของมนุษย์เท่านั้น แต่ที่มีจริงก็คือศาสนิกทั้งหลาย แม่งจ้องจะรบกันท่าเดียว รบเพื่อพระเจ้าของตัวเอง เขียนกันขึ้นมาเอง แล้วก็ล่อกันเอง สร้างเรื่องกันเอง แล้วเดินเข้าไปสู่มตินั้น หยิบอาวุธขึ้นมาแล้วจะห้ำหั่นกัน ผมถึงคิดว่าพระเจ้าไม่มีหรอก แต่ศาสนาพุทธเนี่ย มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในพุทธกาล มีตัวจริง และแปลกไหมว่าถึงแม้ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนทั้งหลายก็มักจะชอบเชื่อเรื่องความเชื่อมากกว่า”  ด้วยถ้อยคำสัมภาษณ์ ของนายยืนยง โอภากุล (หรือแอ๊ค คาราบาว) ข้างต้นผม (มุรีด  ทิมะเสน) ขออธิบายทีละประเด็นดั่งนี้

 

1.                              ประโยคที่ให้สัมภาษณ์ว่า “เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แต่ความจริงเรามีใครเคยเห็นพระเจ้าบ้าง ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงหรือพระมูฮัมหมัดมีจริง” ด้วยถ้อยคำข้างต้นผู้เขียนขออธิบายว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราไม่เห็นจะปฏิเสธว่าไม่มีคงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อลมพัดมาสัมผัสเรา เราก็รู้สึกเย็น เราสัมผัสถึงความเย็นนั้นได้ แล้วเราก็บอกว่าลมพัดมาสัมผัสเรา ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่เห็นตัวลมด้วยตาของเราเองสักครั้งเลยว่ารูปร่างของลมมีลักษณะเป็นเช่นไร? มาพิจารณาอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้  เราเรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งจบการศึกษาระดับไหนก็ตามเถอะ แสดงว่าเราจะต้องมีความรู้อันมหาศาล ถ้าเช่นนั้นความรู้ของเราก็คงจะมากกมาย  และทุกคนก็ยอมรับว่าผู้ที่เรียนหนังสือจะต้องมีความรู้ ถ้าเช่นนั้นช่วยบอกหน่อยซิว่าความรู้ที่อยู่ในมันสมองของเรานั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร? เราก็บอกไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเห็นด้วยตาแม้แต่ครั้งเดียวเหมือนกัน แต่เราก็ยอมรับว่าเรามีความรู้จริงๆ จากทั้งสองตัวอย่างจักเห็นได้ว่า  บางสิ่งบางอย่างนั้นมีอยู่จริง ถึงแม้สิ่งนั้นจะไม่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาแม้แต่ครั้งเดียวก็ตามที, กลับมาสู่ประเด็นเดิม เรื่องของพระเจ้าก็เหมือนกัน แม้ว่าเราจะไม่เห็นพระเจ้า แต่เราก็รู้ได้ว่าพระเจ้ามีจริง ซึ่งผมสามารถชี้แจงและพิสูจน์ได้ แต่ถ้าผมจะต้องอธิบายก็คงใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะนำเสนอในช่วงเวลานี้  อันที่จริงในช่วงนี้ผมเพียงแค่ต้องการชี้ประเด็นให้เห็นว่า การที่เราปฏิเสธว่าสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยสายตาว่าไม่มีจริงนั้น เป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดสักเท่าใดนัก!           

2.                              นายยืนยงให้สัมภาษณ์ต่อว่า “ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง”   อันที่จริงบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ก็ไม่มีมุสลิมคนใด หรือบุคคลใดที่จะไปตำหนิ หรือไปด่าทอ หรือไม่ประณามว่าเขาทำไมไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า? ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีเห็นว่ามีมุสลิมคนใดกระทำเช่นนั้น แต่ถ้ามีมุสลิมคนใดกระทำเช่นนั้น ก็ถือว่าไม่เข้าใจแก่นแท้ของศาสนา เพราะคัมภีร์อัลกุรฺอ่านระบุว่า “ไม่มีการบังคับในเรื่องของศาสนา” (สูเราะฮฺบะเกาะฮฺเราะฮฺ : 256) อีกบทหนึ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน” (สูเราะฮฺอัลกาฟิรูน : 6) ดังนั้นหน้าที่ของมุสลิมมีหน้าที่เรียกร้อง,เชิญชวน และอธิบายให้ทราบว่าพระเจ้ามีจริง ด้วยหลักฐาน และด้วยเหตุผลทางสติปัญญา นี่คือหน้าที่ของมุสลิมจริงๆ ส่วนภายหลังการเรียกร้องนั้น ใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า นั่นก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่ถ้าสมมติว่าไม่มีใครเชื่อ มุสลิมจะไปบังคับให้เขาเชื่อก็ไม่ได้ 

3.                              นายยืนยงระบุต่อไปว่า “หรือพระมูฮัมหมัดมีจริง”  กรณีของท่านนบี (อ่านว่า นะ-บี หมายถึงผู้สื่อของพระเจ้า) มุหัมมัด (อ่านว่า มุ-ฮัม-หมัด) ก็เช่นกัน ในหลักความเชื่อของอิสลามถือว่าท่านนบีมุหัมมัดเป็นผู้สื่อ หรือตัวแทนของพระเจ้ามาทำหน้าที่เผยแผ่อิสลามแทนพระองค์ เพื่อเรียกร้อง,ทำหน้าที่ให้ผู้คนทั้งหลายปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์อย่างเคร่งครัด ประเด็นอยู่ที่ว่า ท่านนบีมุหัมมัดมีจริงหรือมีตัวตนหรือไม่? คำตอบคือ ท่านนบีมุหัมมัดเป็นมนุษย์มีตัวตน มีอยู่จริงไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่เป็นวงศ์วานของท่านนบีมุหัมมัดก็ยังมีอยู่ถึงปัจจุบัน และหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นกุบูรฺ (หลุมศพ) ของท่านนบีมุหัมมัด, ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ต่างๆ ที่ท่านนบีเคยพำนัก หรือเหตุการณ์สำคัญ อาทิเช่น ถ้ำที่ท่านนบีมุหัมมัดเคยได้รับบทบัญญัติ (อายะฮฺอัลกุรฺอาน) จากพระเจ้า หรือสถานที่เกิดของท่านนบีมุหัมมัด เป็นต้น อีกทั้งยังมีหลักฐานที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งสามารถตรวจสอบได้หากท่านนบีมุหัมมัดไม่มีตัวตนโดยมีบุคคลแต่งขึ้นมาเอง หรือถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเอง ผมเชื่อว่าคงไม่มาถึงยุคของนายยืนยง โอภากุลหรอก นักวิชาการในอดีต ,ปัจจุบัน (หรือแม้กระทั่งอนาคต) คงจะออกมาโวยวายและเขียนหนังสือโจมตีอิสลามอย่างสาดเสียเทเสียมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในประวัติศาสตร์กลับไม่พบนักประวัติศาสตร์ระบุว่า “ท่านนบีมุหัมมัดว่าไม่มีตัวตน” จะมีก็แต่นายยืนยงคนนี้แหละ ที่ออกมาประกาศเป็นคนแรก (เท่าที่ผมทราบ)  อนึ่งโปรดพิจารณาระหว่างสองประโยคที่ว่า “ฉันไม่เชื่อมุหัมมัดว่าได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า” กับประโยคที่ว่า “ฉันไม่เชื่อว่ามุหัมมัดมี (ตัวตน) จริง”  สองประโยคข้างต้นถือว่ามีความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ นายยืนยงระบุว่า ท่านนบีมุหัมมัดไม่มี (ตัวตน) จริง นั่นหมายรวมว่า นายยืนยงกำลังจะบอกว่า ศาสนาอิสลามที่เป็นคำสอนของท่านนบีมุหัมมัดเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเอง การประกาศเช่นนี้ถือว่าเป็นตบหน้าพี่น้องมุสลิมทั่วโลก เพราะเข้าใจได้ว่า เมื่อมุหัมมัดไม่มี (ตัวตน) จริง สิ่งที่มุสลิมทั่วโลกนับถืออยู่นั้นก็เป็นเรื่องเหลวไหล, เป็นเรื่องไร้สาระหาแก่นสารอะไรไม่ได้ หรือเป็นเรื่องตลกโปกฮาเสียนี่กระไร? ด้วยประเด็นข้างต้นนี่แหละพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยที่ทราบข่าวการให้สัมภาษณ์ของนายยืนยง โอภากุล เข้าใจว่าเขาจาบจ้าง หรือดูหมิ่นเยียบหยามศาสนาอิสลาม และมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตรงข้ามกับประโยคที่ว่า “ฉันไม่เชื่อมุหัมมัดว่าได้รับการแต่งตั้ง (เป็นศาสนทูต) จากพระเจ้า” หากสมมติว่านายยืนยงพูดเช่นนั้น ก็คงเป็นสิทธิของเขา หรือของใครก็ได้ที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อว่ามุหัมมัดได้รับการแต่งตั้ง หรือเป็นตัวแทน (รสูล) ของพระเจ้า ก็ไม่ว่ากัน เพราะหากทุกคนบนโลกใบนี้เชื่อว่าท่านนบีมุหัมมัดได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า แน่นอนอย่างยิ่งทุกคนก็ต้องเป็นมุสลิมกันทั้งโลกแล้ว  แต่ถ้าบุคคลใดระบุว่าท่านนบีมุหัมมัดไม่มี (ตัวตน) จริง นั่นแหละคือความหายนะโดยไม่มีมุสลิมคนใดยินยอมถึงการกล่าวจาบจ้าง และดูหมิ่นเช่นนั้นโดยเด็ดขาด

4.                              สมมติว่ามีมุสลิมคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยให้สัมภาษณ์ว่า “พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตนจริง” ชาวพุทธในประเทศไทยจะโกรธแค้นมุสลิมผู้นั้นหรือไม่? คำตอบคือ ต้องโกรธแค้นอย่างแน่นอน และความโกรธแค้นนั้นจะทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะในประเทศไทยมีผู้ที่นับถือศาสนาพุทธมากที่สุด  สิ่งที่ติดตามมามุสลิมที่กล่าวเช่นนั้นจะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแสดงให้รู้ว่าตนพลาดไปแล้วที่กล่าวเช่นนั้น จะต้องออกมาขอโทษ จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบตามสื่อมวลชน เพราะไม่สามารถทนกระแสการต่อต้านเช่นนั้นได้  เพราะประโยคที่ระบุว่า “พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน” นั้นเท่ากับว่าปฏิเสธการศรัทธาอันแรงกล้าของพี่น้องชาวพุทธทั่วโลก ซึ่งในความเป็นจริงประวัติศาสตร์ได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจน มีหลักฐานที่เป็นวัตถุถาวร และหลักฐานอื่นๆ  แต่ทว่าบุคคลที่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดา แต่ก็ไม่มีชาวพุทธคนใดมาตำหนิแม้แต่คนเดียว เพราะนั่นเป็นสิทธิส่วนตัว  ยิ่งถ้าจะเทียบปริมาณการนับถือศาสนาของประชากรโลก กลับกลายเป็นว่าศาสนาคริสเตียน (ที่อ้างว่ามีการสำรวจ) เป็นศาสนาที่มีประชากรโลกนับถือมากที่สุด นี่ก็แสดงให้เห็นว่าประชากรโลกส่วนมากก็มิได้นับถือพุทธเจ้าเป็นศาสดา ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเรื่องการนับศาสนา หรือนับถือศาสดานั้นไม่มีการบังคับกันอยู่แล้ว แต่ละคนจะพึงเชื่อ หรือพึงปฏิบัติอย่างไรเป็นสิทธิส่วนบุคคลเท่านั้น  ซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตราที่ 38 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน, ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น”  ด้วยรัฐธรรมนูญไทยเองยังให้เสรีภาพสำหรับบุคคลที่นับถือศาสนา หรือมีความเชื่อใดๆ ก็ตามที่ตนเองเชื่อ และศรัทธามั่น อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังระบุอีกว่า รัฐเองยังคุ้มครอง และไม่ริดรอนสิทธิว่าด้วยความเชื่อ และการปฏิบัติไปตามความเชื่อที่แตกต่างไปจากบุคคลอื่น   เมื่อเป็นเช่นนั้น มุสลิมเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺเป็นพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว, มุสลิมเชื่อว่าท่านนบีมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ ความเชื่อเหล่านี้ไม่ผิดกฏหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญของไทยเลยแม้แต่น้อย เป็นความเชื่อ,ความศรัทธาของมุสลิมอย่างเหนียวแน่น แต่ทำไมนายยืนยง โอภากุล (หรือแอ๊ค คาราบาว) จึงกลับวิจารณ์ว่า พระเจ้านั้นไม่มีจริง, ท่านนบีมุหัมมัดไม่มีตัวตนด้วยละ?  (ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าการที่นายยืนยงพูดเช่นนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรที่38 ด้วยหรือไม่อย่างไร?) ในทางตรงกันข้าม (ดั่งที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น) หากมุสลิมไปละเมิดศาสนาพุทธด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า “พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน”  นายยืนยงจะยอมไหม? หรือชาวพุทธทั่วโลกจะยอมหรือไม่? คำตอบคือไม่ยอมโดยเด็ดขาด (ย้ำ) ไม่ยอมโดยเด็ดขาด ฉันใดก็ฉันนั้น นายยืนยงให้สัมภาษณ์ว่า “พระเจ้าไม่มีจริง, ท่านนบีมุหัมมัดไม่มี (ตัวตน) จริง” มีหรือมุสลิมทั่วโลกจะนิ่งเฉยต่อคำกล่าวนั้น

(กรุณาอ่านต่อตอนสอง)