แอ๊ด
คาราบาว จาบจ้วงอิสลาม

5.
ด้วยการให้สัมภาษณ์ของนายยืนยงข้างต้น
มีนักกฎหมายมุสลิมหลายท่านระบุคล้ายกันว่า มุสลิมไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายกับนายยืนยงได้
เพราะเขามิได้ใช้คำพูดที่ชัดเจนว่า อิสลามไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพียงแต่เขาให้สัมภาษณ์ว่า
เขามีความเห็น หรือมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร? หรือมีความเชื่อเกี่ยวกับท่านนบีมุหัมมัดเป็นอย่างไร?
เท่านั้นเอง เมื่อเป็นความเห็น หรือความเชื่อส่วนตัวก็ไม่ถึงขั้นจวบจ้าง หรือดูหมิ่นศาสนาอิสลามตามนัยยะของกฎหมาย
เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะเอาผิดตามกฎหมายไม่ได้ แต่มิได้หมายรวมว่า นายยืนยงจะไม่สนใจเลยหรือว่าพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย
(และต่างประเทศ) พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกับคำสัมภาษณ์พาดพิงถึงศาสนาอิสลามเช่นนั้น?
นายยืนยงจะไม่ใยดีเลยหรือว่า คำสัมภาษณ์ของตนเองจะผิดหลักการอิสลามหรือไม่อย่างไร? ถ้าคำตอบออกมาว่า นายยืนยง โอภากุลสนใจความรู้ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย
นายยืนยงต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณชน แต่ถ้านายยืนยงไม่สนว่าความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?
ขอให้ไม่ผิดกฎหมายก็เพียงพอแล้ว เช่นนี้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยจะได้แสดงปฏิกิริยาต่อนายยืนยง
โอภากุล และสิ่งที่เกี่ยวกับข้องกับเขาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเราจะได้ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยได้รับทราบว่า นายยืนยง โอภากุล (หรือแอ๊ด คาราบาว) มีทัศนะคติที่ไม่ดีต่ออิสลาม
และมุสลิม
6.
นายยืนยงให้สัมภาษณ์ต่อว่า
ผมว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาของมนุษย์เท่านั้น ประโยคข้างต้นผมต้องอธิบายตั้งแต่ประโยคก่อนหน้านี้ถึงจะได้ใจความ
ประโยคเต็มคือ ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงหรือพระมูฮัมหมัดมีจริง ผมว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาของมนุษย์เท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมอธิบายให้เข้าใจแล้วในเรื่องพระเจ้า
และเรื่องท่าน (นบี) มุหัมมัด ครั้นประโยคถัดมา นายยืนยงอธิบายเพื่อเพิ่มเติมจนเข้าใจได้ว่า
พระเจ้านั้นไม่มีจริง และท่านนบีมุหัมมัดก็ไม่มีจริง แต่ทุกวันนี้ที่อ้างว่าพระเจ้ามีจริง
และท่าน (นบี) มุหัมมัดมีจริงนั้น เนื่องจากมนุษย์ (หมายถึงมุสลิม) เป็นผู้อุปโลกน์
และเขียนขึ้นมาเองทั้งสิ้น ผมกล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า
การปฏิเสธการมีตัวตนของท่าน (นบี) มุหัมมัดว่าไม่เป็นความจริงนั่นก็หายนะแล้ว
แต่นี่มาตอกย้ำอีกว่า การมีจริงของพระเจ้า และมุหัมมัดเป็นสิ่งถูกอุปโลกน์ขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง คำพูดเช่นนี้รู้หรือไม่ว่า ทำลายจิตใจของผู้ที่เป็นมุสลิมขนาดไหน?
ไปบอกพวกเขาว่าพระเจ้าที่พวกท่านนับถือ และเคารพ (อิบาดะฮฺ) ทุกวันทั่วโลกของพี่น้องุมสลิมนั้นเป็นเหลวไหล,ไร้สาระสิ้นดี
เพราะมนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเองต่างหาก ส่วนท่าน (นบี) มุหัมมัดไม่มีตัวตนจริง
เพียงแต่มุสลิมแต่งเรื่องท่าน (นบี) มุหัมมัดขึ้นมาอีกเช่นกัน ความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมที่มีต่อประโยคเหล่านั้นถึงขั้นแบ่งฝ่ายได้อย่างไม่ต้องสงสัย
เนื่องจากคำพูดข้างต้นรุนแรงมากในทัศนะ และความเชื่อของอิสลาม (ซึ่งในทัศนะของกฎหมายสากลจะผิดหรือไม่กฎหมายผมไม่ทราบ)
แต่ในทัศนะอิสลามถือว่าเป็นคำพูดจวบจ้าง,ดูหมิ่นอิสลามและมุสลิม ใช่แต่เท่านั้นหน้าที่ของมุสลิม
(ซึ่งเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด) ทุกคนที่ทราบเรื่องก็ต้องเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขให้เร็วที่สุด
7.
นายยืนยงกล่าวต่ออีกว่า แต่ที่มีจริงก็คือศาสนิกทั้งหลาย แม่งจ้องจะรบกันท่าเดียว รบเพื่อพระเจ้าของตัวเอง
เขียนกันขึ้นมาเอง แล้วก็ล่อกันเอง
สร้างเรื่องกันเอง แล้วเดินเข้าไปสู่มตินั้น หยิบอาวุธขึ้นมาแล้วจะห้ำหั่นกัน ผมจับประเด็นจากถ้อยคำข้างต้นของนายยืนยงได้ดั่งนี้ ประการแรก
นายยืนยงกำลังจะระบุว่า ผู้ที่นับถือศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม (เพราะก่อนหน้านี้พาดพิงถึงพระเจ้าและท่านนบีมุหัมมัด)
เป็นผู้อุปโลกน์เรื่องการต่อสู้เพื่อพระเจ้า หรือการพลีชีพเพื่อพระเจ้าขึ้นกันเอง
ประการที่สอง เมื่อสร้าง หรืออุปโลกน์ขึ้นเองก็หยิบอาวุธต่อสู้กันเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนเองได้อุปโลกน์เรื่องการต่อสู้เพื่อพระเจ้าให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมา
เอาล่ะทีนี้ผมขออธิบายดั่งนี้
หลักฐานหลักที่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมคือ คัมภีร์อัลกุรฺอาน
และหะดีษ (วัจนะ) ของท่านนบีมุหัมมัด
ไม่มีมุสลิมคนใดที่อุตริ หรืออาจหาญที่จะอุตริ
หรืออุปโลกน์คำสอนอิสลามขึ้นมาเองโดยเด็ดขาด
เพราะทุกอย่างของอิสลามล้วนต้องกลับไปสู่หลักฐานทั้งสองเป็นประการหลัก ฉะนั้นการที่นายยืนยงระบุว่ามุสลิมเขียนคำสอนอิสลามขึ้นมาเอง
โดยเฉพาะเรื่องการรบพุ่ง หรือการพลีชีพเพื่อพระเจ้า
นั่นเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และดูถูกหลักการของอิสลามว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นมาเองไม่ใช่เป็นคำสอนจากพระเจ้า นี่แหละที่พี่น้องมุสลิมยอมให้คำพูดข้างต้นถูกเข้าผิดไม่ได้
อนึ่ง การต่อสู้เพื่อพระเจ้า
หรือเพื่ออัลลอฮฺหากจะอธิบายคงต้องอาศัยการอธิบายค่อนข้างยาว แต่จะสรุปสั้นๆ
กล่าวคือพระองค์อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้มุสลิมต่อสู้ ปกป้องตนเอง, ปกป้องครอบครัว
และปกป้องทรัพย์สินของตนเอง หากมีบุคคลใด (หรือกลุ่มใด) มารังแก
หรือมาข่มเหงโดยอธรรม หรือมาต่อสู้ในนามของศาสนา
เช่นนี้พระเจ้าอนุมัติให้บรรดามุสลิมต่อสู้ได้
เฉกเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศปาเลสไตน์, อัฟกานิสถาน และประเทศอิรัค ฯลฯ
อิสลามมิได้สอนว่า เมื่อบุคคลหนึ่งตบแก้มขวาเรา ให้เรายื่นแก้มซ้ายให้เขาตบ
แต่อิสลามสอนให้ต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรี และปกป้องศาสนาของตนเองอย่างสุดความสามารถ ตัวอย่างเช่น ชนชาวยิว (อิสรออีล)
ที่เข้าไปรุกรานประเทศปาเลสไตน์
มุสลิมเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานที่แห่งนั้นเป็นพันๆ ปี แล้ววันหนึ่งชนชาวยิวก็เข้าไปยึดดินแดนของมุสลิม
ขับไล่เจ้าของบ้านออกจากบ้าน ขับไล่เจ้าของที่ดินออกจากที่ดิน หากมุสลิมคนไหนไม่ไป
ก็ถูกสังหารอย่างป่าเถื่อน
เหตุการณ์ข้างต้นประชาคมโลกรับรู้ทั้งหมดว่ามุสลิมถูกรังแก และถูกอธรรม
แต่ไม่มีใครว่าอะไร?
ครั้นเมื่อบรรดามุสลิมก็ลุกขึ้นต่อสู้
และตอบโต้เพื่อป้องกันชีวิตของตนเองบ้าง
ประชาคมโลกก็ประณามบรรดามุสลิมในปาเลสไตน์ว่า เป็นพวกมุสลิมก่อการร้าย,
พวกมุสลิมกองโจร, หรือพวกมุสลิมหัวรุนแรง ฯลฯ ผมถือว่าเหตุการณ์ข้างต้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก
ที่มีโจรมาปล้นบ้าน โดยอ้างตนเองเป็นเจ้าของบ้าน แล้วขับไล่เจ้าบ้านออกไป
หากไม่ออกไปก็จะฆ่าทิ้ง ครั้นพอเจ้าของบ้านลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง,
ปกป้องครอบครัว และปกป้องทรัพย์สิน เพื่อนบ้านที่รอบๆ
บ้านเขากลับตะโกนด่าเจ้าของบ้านว่า ไอ้คนเลว, ไอ้สถุล ไอ้โจรก่อการร้ายไปเสียฉิบ
นี่หรือคือความยุติธรรมที่ประชาคมโลกมอบสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น มุสลิม
? คราวนี้ผมขอย้อนกลับมาถาม นายยืนยง
โอภากุล (หรือแอ๊ด คาราบาวซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นราชาเพลงเพื่อชีวิต
ร้องเพลงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม
เคยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ที่ถูกอธรรม เช่น เคยร้องเพลงให้แก่อ่องซานซูจี,
หลวงพ่อประจักษ์, มหาจำลอง และคนอื่นๆ)
ว่ามุสลิมในประเทศปาเลสไตน์ที่พวกเขาต่อสู้ปกป้องตนเองจากกลุ่มชนชาวยิวที่มาขับไล่
โดยสังหารมุสลิมซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหากไม่ยอมออกจากบ้านเรือนของตน
เขาเป็นคนผิดใช่ไหม?
เขาเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมาเองใช่หรือไม่?
, เขาต้องการจะถืออาวุธเพื่อห้ำหั่นด้วยความสะใจใช่หรือไม่? หรือ เขาต้องการจะสังหารชาวยิวโดยอุปโลกน์ว่าเป็นการสู้รบเพื่อพระเจ้าใช่หรือไม่?
ผมและพี่น้องมุสลิมต้องการฟังคำตอบจากราชาเพลงเพื่อชีวิต
ผู้เคยประกาศว่าจะอยู่เคียงข้างกับความยุติธรรม โดยผลแห่งคำตอบนั้นจะออกมาว่า ใช่
หรือไม่ใช่ก็ตาม, ผม
และพี่น้องมุสลิมจะรอฟังคำตอบ
ประหนึ่งต้นข้าวที่กำลังรอคอยสายฝน
สุดท้ายนี้ ทางรัฐบาลไทยในขณะนี้ (พฤศจิกายน 49) เพียงพยายามทำหน้าที่สมานฉันท์กับพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องมุสลิมทางภาคใต้ที่เป็นปัญหารุนแรงต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน ประหนึ่งไม่มีหนทางจะคลี่คลายให้ดีขึ้นได้ แต่ทว่าในช่วงระยะเวลานี้เริ่มจะดีขึ้น จนกระทั่งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีต้องกล่าวคำขอโทษพี่น้องมุสลิมทางภาคใต้แทนรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งผมเชื่อว่าทางรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ถูกทางแล้ว แต่ทว่าด้วยการให้สัมภาษณ์ของนายยืนยง โอภากุลนี่แหละอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงที่นายยืนยงให้สัมภาษณ์เชิงดูหมิ่นอิสลาม (ส่วนในทัศนะของมุสลิมถือว่าเป็นการดูหมิ่นอิสลามอย่างชัดเจน) ผมคงไม่ทราบหรอกว่าความรู้สึกเบื้องลึกที่แท้จริงนั้นนายยืนยงคิดอย่างไร? แต่ที่แน่ๆ คำให้สัมภาษณ์ของเขา สร้างความไม่พอใจให้แก่พี่น้องมุสลิมในประเทศไทย และมุสลิมต่างประเทศ ทีนี้หากให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว บรรณาธิการหนังสือ Hamburger ต้องออกมาขอโทษตามสื่อมวลชน และเขียนเป็นคำขอโทษลงหนังสือของเขาในฉบับถัดไป ในฐานะที่ปล่อยให้มีบทความหมิ่นศาสนาอิสลามปรากฏออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชน ประเด็นต่อมา นายยืนยงโอภากุล (หรือแอ๊ด คาราบาว) จะต้องออกมีชี้แจงในสิ่งที่ตนเองเคยให้สัมภาษณ์ และประกาศขอโทษพี่น้องมุสลิมที่กล่าวจาบจ้วง หรือดูหมิ่นอิสลามกรณีที่ตนเองให้สัมภาษณ์ในหนังสือ Hamburger ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2549 ในหน้า 44 ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีคำชี้แจง หรือคำขอโทษใดๆ จากบรรณาธิการหนังสือ Hamburger และจากนายยืนยง โอภากุล, ผมเชื่อเหลือเกินว่า น้ำผึ้งหยดเดียวนี่แหละ จะนำไปสู่ความแตกแยกของคนในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ต้องขอวิงวอน (ดุอาอ์) จากพระเจ้าอย่าให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นเลย (อามีน ขอพระองค์ทรงตอบรับคำวิงวอนนั้นด้วยเถิด)